เวลาที่เร่งรีบของกรุงเทพมหานครราวกับเป็นเรื่องโกหก เมื่อเดินทางมาถึงสกลนคร จังหวัดที่สะท้อนความเรียบง่ายขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่แต่เปี่ยมเสน่ห์แถบแดนอีสาน การพูดคุยกับคนท้องถิ่นในครั้งนี้ มีสิ่งหนึ่งที่สะท้อนความเป็นไปของเมืองแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี นั่นคือการที่ลูกหลานชาวสกลนครสามารถมองเห็นคุณค่าของ “ความไม่มีอะไร แต่กลับมีเหลือเฟือ” ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเมืองในทางสร้างสรรค์

และนี่คือเรื่องราวของลูกหลานชาวสกลนครที่เลือกกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิด กับเหตุผลที่สะท้อนถึงความเป็นสกลนครในวันนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุด

Green… Go Back to Nature

ภาพอีสานแล้ง พื้นดินแตกระแหง ถูกลบไปหมดสิ้น เมื่อได้ย่างก้าวเข้าสู่บ้านไร่นาสวนผสมริมป่าเล็กของอุ๋มอิ๋ม-รติกร ตงศิริ เกษตรกรที่ผันตัวจากการทำงานสื่อในเมืองกรุง สู่การลงมือทำเกษตรตามฤดูกาลที่เธอใส่ใจดูแลทุกกระบวนการ ตั้งแต่การเก็บเมล็ดพันธุ์ เพาะปลูก เก็บเกี่ยว และแปรรูป

“แผ่นดินไทยมันอุดมสมบูรณ์ เกิดมาอยู่แผ่นดินนี้มันควรจะเพาะปลูกถึงจะคุ้มค่า” คือความคิดเห็นและอาจจะเป็นจุดยืนของอุ๋มอิ๋ม ที่เลือกหันหลังจากเมืองกรุงมุ่งหน้ากลับบ้านเมื่ออายุกำลังจะย่างเข้าเลขสาม ด้วยจุดเริ่มต้นของความบังเอิญที่ได้เข้าร่วมฟังเสวนาเรื่องพืชผักสมุนไพรที่สกลนคร ผนวกกับความตั้งใจที่อยากลงมือทำอะไรด้วยตัวเองให้เป็นชิ้นเป็นอัน “เราตัดสินใจไปเรียนรู้กับตุ๊หล่าง นักพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ยโสธร ไปอยู่กับเขา 5-6 วัน เขาก็ให้เมล็ดผักเริ่มต้นมา ก็ลองปลูกและได้เก็บเกี่ยวผลผลิตกินได้ หลังจากนั้นไม่นานแม่ตรวจเจอมะเร็งขั้นที่หนึ่ง ซึ่งก็ควรจะกินผักเข้าไปใหญ่ ตอนนั้นคิดว่าไม่รู้จะให้อะไรเขาดี คิดว่าถ้าปลูกผักให้เขากิน เขาก็ได้เลย และเป็นสิ่งที่เขาหาไม่ได้จากที่อื่นด้วย หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ทำมาเรื่อยๆ ที่ดินผืนนี้เพิ่งจะเป็นรูปเป็นร่างเมื่อปีที่ผ่านมา เราปลูกพืชพรรณมากขึ้น วางระบบน้ำ ปลูกบ้านไว้อยู่และแบ่งพื้นที่บางส่วนให้นักศึกษามาพักเพื่อให้เขาประหยัดค่าใช้จ่ายและให้ช่วยดูแลสวนไร่หรือรดน้ำให้เราตอนเช้า ซึ่งเรามีข้าวเหนียวและข้าวเจ้าให้กินเพราะมีโรงสีอยู่หลังบ้าน”

“หน้าฝนเราจะปลูกข้าวกับพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและผักที่ขึ้นค้างอย่างผักเลื้อยๆ ที่หนีฝนได้ พอหลังทำนาเมื่อใกล้หมดฤดูฝนก็ปลูกกระเทียมและหัวหอมแบบอินทรีย์ และรอปลูกอีกทีหลังทำนาตอนเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมเป็นต้นไป เมื่อถึงหน้าแล้งก็จะปลูกผักที่ไม่ชอบฝน อย่างเช่น มะเขือเทศ ผักสลัด พริก พอถึงหน้าฝนอีกครั้งก็จะย้ายที่ปลูกผักพวกนี้มาปลูกตามระเบียงบ้าน เอาแค่พอได้เก็บกิน

เพราะเราอยากทำเป็นและเก็บกินเอง เลยไม่เน้นเรื่องการขายขนาดนั้น อย่างผักสลัดจะขายให้คนเมืองได้ง่ายหรือขายที่หน้าร้านคำหอมของพี่สาว น้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นอย่างย่านาง ใบเตย ก็ทำแล้วแช่ขายในตู้แช่ อีกอย่างคือทำสบู่จากวัตถุดิบธรรมชาติเท่าที่ตัวเองมีและนำไปวางขายที่ร้านคำหอมเช่นกัน ส่วนข้าวที่อายุยืนจะแพ็กสุญญากาศขายให้ครอบครัวของเพื่อนที่อยู่กรุงเทพฯ อะไรแบบนี้ก็พอทำให้เรามีรายได้บ้าง”เธอเล่าให้ฟังพร้อมกับเด็ดยอดใบหญ้าหวานและแบล็กมินต์รสชาติหอมสดชื่นขึ้นจมูกให้ลองชิม ก่อนจะพาไปดูหลังบ้านที่มีโรงเพาะ เล้าข้าว และบ่อน้ำหมักชีวภาพที่ทำเองซึ่งอยู่ติดกับป่าชื้นที่มีเฟิร์นต้นใหญ่ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินบ้านเกิดแบบที่ไม่ต้องพูดอะไรกันมาก

Blue… Bring Wisdom to Business

แม้สกลนครจะขึ้นชื่อในเรื่องภูมิปัญญาของการทำคราม แต่ลูกหลานชาวสกลนครแท้ๆ อย่างปลา-กุลธิดา อุปพงษ์ เจ้าของแบรนด์สุขชม ที่มีสินค้าโดดเด่นอย่างงานต่อผ้าย้อมครามประเภท Patchwork กลับเลือกที่จะศึกษาเรื่องครามด้วยตัวเองแทนที่จะถามหาสูตรการทำสำเร็จจากผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน ด้วยเหตุผลน่าเอ็นดูที่ว่า “เพราะเราเกรงใจชาวบ้าน การทำครามมันเป็นภูมิปัญญาของเขา เขาอาจจะไม่อยากบอก ก็ลองผิดลองถูกมาประมาณ 3 ปี ช่วงแรกๆ การดูแลครามเป็นเรื่องยาก เพราะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและการสังเกตเยอะๆ พอเริ่มก่อครามเป็นแล้ว ก็อยากรู้ต่อว่าเนื้อครามเป็นยังไง ก็เริ่มปลูกเอง การลองด้วยตัวเองแบบนี้ ทำให้เรารักมันมากขึ้น เพราะมันไม่ได้มาเพราะความฉาบฉวย”

และคงเป็นจริงอย่างที่คุณปลาได้กล่าวไว้ เมื่อพิจารณาจากรายละเอียดของบ้านไม้ใต้ถุนสูงโปร่งที่ด้านล่างเปิดเป็นพื้นที่คล้ายสตูดิโอทำงานฝีมือ ด้านหนึ่งของบ้านมีหม้อย้อมครามเกือบ 10 หม้อ รายล้อมด้วยผืนผ้าครามและชิ้นงานที่ยังต้องใช้เวลาเก็บรายละเอียดอยู่รอบบ้านนั้น ก็เป็นสิ่งยืนยันให้ได้รู้ว่าเธอจริงจังกับมันมากแค่ไหน ความหลงใหลในงานฝีมือและความเชื่อมั่นในภูมิปัญญาท้องถิ่นอาจก่อร่างมาจากการได้ทำงานส่งเสริมชุมชนในจังหวัดสกลนคร สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมร่วม 10 ปี ที่ทำให้เธอมีโอกาสคลุกคลีอยู่กับชาวบ้านทอผ้าและทำครามจนรู้ซึ้งถึงวิถีชีวิตของคนสกลนครที่ผูกพันอยู่กับครามอย่างแยกไม่ขาด พร้อมกันนั้นยังเป็นการจุดประกายให้เธอได้เห็นถึงคุณค่าของสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม 

“ตอนทำงานประจำออกไปช่วยเหลือชุมชน เราเห็นเศษผ้า ‘สืบค้น’ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการทอผ้า ชาวบ้านเห็นว่ามันไม่ได้มีค่าอะไร ก็นำไปมัดรั้วแทนลวด หรือไม่ก็เอาไม่ทิ้ง พอเราไปเห็นก็รู้สึกเสียดาย ก็เลยขอมาทำเป็นยางรัดผม หรืองานประดิษฐ์เล็กๆ น้อยๆ อย่างตุ๊กตานกฮูก แล้วก็นำไปแลกเอาเศษผ้าของชาวบ้านมา ทีนี้ชาวบ้านก็เริ่มเห็นว่าเศษผ้ามันก็มีคุณค่าและนำมาทำงานต่อได้ จากที่ไม่เคยเห็นคุณค่าเพราะว่าเคยแต่ทอให้เป็นผืนๆ พอเขาเริ่มได้รายได้จากการแปรรูปเศษผ้า เราก็ปล่อยให้เขาทำเองและขายเอง” 

เมื่อเริ่มรู้ตัวว่าใจรักงานอดิเรกนี้มากกว่างานประจำที่ทำอยู่ เธอจึงลงมือพิสูจน์ตัวเองกับพ่อและแม่ว่างานที่เธอรักนั้นจะสร้างรายได้ที่เพียงพอ และตัดสินใจลาออกจากงานประจำเมื่อปีกลายเพื่อทำงานสุขชมอย่างเต็มตัว “เราสามารถทำงาน Patchwork ที่เอาเศษผ้าย้อมครามมาปะติดเป็นชิ้นงานใหม่ได้ไม่มีเบื่อ ส่วนมากจะเป็นงานกระเป๋าและเสื้อผ้า ตั้งใจว่าปีหนึ่งจะทำออกมาให้ได้ 3 คอลเล็กชั่น เรารู้สึกมีความสุขกับการทำงานแบบนี้ และอยากบอกน้องๆ รุ่นหลังว่า ให้พยายามหาสิ่งที่ชอบให้เจอและทำสิ่งนั้น ซึ่งแรกๆ เราก็ไม่เข้าใจหรอก แต่พอเรารู้ว่าชอบอะไร ถึงได้เข้าใจมันจริงๆ”

Brown… Shape Dirt to Dream

ในค่ำคืนสุดท้ายของงาน "สกลเฮ็ด" เทศกาลรวมตัวของเหล่านักสร้างสรรค์ในสกลนครที่ได้ "ลงมือทำ" งานฝีมือ งานศิลปะ และงานสร้างสรรค์ต่างๆ ได้จบลงด้วยมื้ออาหารสุดพิเศษกับกิจกรรมที่ชื่อว่า "Chef's Table" ที่เหล่าเชฟฝีมือดีทั่วเมืองไทยซึ่งเรียกตัวเองว่า "Those Fcuking Chef" จะลงมือทำอาหารด้วยวัตถุดิบท้องถิ่น โดยมีกฎข้อหนึ่งว่า ผู้สร้างสรรค์ภาชนะบนโต๊ะอาหารจะเป็นผู้เลือกภาชนะให้กับเชฟ และเชฟต้องออกเดินป่าเพื่อค้นหาแรงบันดาลใจและวัตถุดิบท้องถิ่นในการปรุงอาหารใส่บนภาชนะที่ถูกเลือก แน่นอนว่ามื้อค่ำคืนนั้นจบลงด้วยความประทับใจทั้งจากแขกผู้เข้าร่วมงาน ผู้รังสรรค์อาหาร และที่สำคัญคือเหล่าสมาชิกสกลเฮ็ด ที่หนึ่งในนั้นก็คือผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์ภาชนะให้เหล่าเชฟนั่นเอง

เปิ้น-วัลย์ริยา เพ็งสว่าง แนะนำตัวกับเราในฐานะ “ช่างปั้น” เธอเป็นคนสกลนครโดยกำเนิดที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านวิถีชาวนาเล็กๆ ประมาณ 20 หลังคาเรือนชื่อว่า ‘ดอนหมู’ และเมื่อเธอตัดสินใจกลับมาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ถาวรพร้อมกับก่อตั้งสตูดิโอเซรามิกของตัวเอง เธอจึงเลือกตั้งชื่อว่า “ดอนหมูดิน” 

“สำหรับเรา เมื่อเราออกมาจากผู้คนมากมายแล้ว เราจะไม่มาเร่งอะไรกับที่นี่ เพราะมันเป็นการเดิน ไม่ใช่การวิ่ง เรามาจากอุตสาหกรรม เลยเข้าใจว่าวิ่งแล้วเหนื่อยยังไง เลยคิดว่ากลับบ้านมาเดินดีกว่า” คุณเปิ้นเล่าถึงจังหวะชีวิตของการทำงานที่บ้านให้ฟัง ก่อนหน้านั้นเธอเป็นนักออกแบบพรมที่มีฝีมือเจนจัดให้บริษัทใจกลางกรุงมาเกือบ 15 ปี ต้องคลุกคลีอยู่ในอุตสาหกรรมที่ทั้งกดดันและเร่งรีบ จนทำให้อยากเบรกช่วงที่วุ่นวายด้วยการเข้าร่วมเวิร์กช็อปต่างๆ ที่สนใจ “เมื่อว่างจากงานประจำช่วงเสาร์-อาทิตย์ ก็เข้าเวิร์กช็อปเป็นงานคราฟต์ทั้งหมด ทั้งตัดเย็บเสื้อผ้า จัดดอกไม้ และงานปั้น เราได้เรียนรู้วิธีการทำงานปั้นพื้นฐานมาจากศิลปินคืออาจารย์บัทม์ แก้วงอก แต่เราคิดว่ายังไงมันก็ต้องมาทำเองและเรียนรู้ด้วยตัวเองต่อ ก็เริ่มทำของใช้ในครัวเรือน ตั้งแต่ที่กรุงเทพฯ เราก็มีเตาแล้ว ก็ยกเตากลับบ้าน ไปๆ มาๆ 2-3 ปี ก็วางแผนเตรียมกลับบ้าน และต่อเติมบ้านหลังนี้เองหลังออกจากงานประจำ” 

จริงอย่างที่เธอเล่า ว่าการกลับบ้านครั้งนี้เป็นจังหวะของการเดิน ไม่ใช่การวิ่ง เพราะเธอใช้เวลาทดลองและพัฒนาหาสูตรดินและสูตรเคลือบเฉพาะตัวอย่างใจเย็นเพื่อให้มั่นใจว่าปลอดภัยและใช้ได้จริง ถึงเริ่มเปิดขายเซรามิกดอนหมูดินทางอินสตาแกรมเมื่อเดือนตุลาคมปี 2558 “เราเชื่อว่าถ้ารู้ไปซะทุกอย่างแล้วจะทำทำไมอีก เลยเรียนรู้จากการทดลองมาเยอะมาก บางครั้งทำได้อย่างที่หวัง บางครั้งก็ไม่ได้ มันก็ทำให้ใจเราวางไปเยอะ แล้วเราก็ได้สังเกตตัวเองว่า เราชอบทำอาหาร คิดว่าเรื่องปากท้องเป็นสิ่งสำคัญ จึงชอบทำงานปั้นที่เป็น Tableware หรือถ้าจะทำเป็น Sculpture ก็จะทำแบบที่ใส่อาหารได้ และเพราะเราชอบเดินป่าด้วย ก็จะไปเก็บพวกใบไม้หรือวัสดุธรรมชาติอย่างพวกทรายหรือดินแปลกๆ กลับมาเป็น Raw Material บ้าง อย่างใช้ครามในสกลนครมาทำเป็นสูตรเคลือบที่คิดว่าไม่เคยมีใครใช้กัน” คุณเปิ้นเล่าให้ฟังพร้อมชักชวนให้ชิมมันหวานและดื่มชาตะไคร้อุ่นๆ ในถ้วยเซรามิกใบจิ๋วที่ปั้นเองกับมือ ซึ่งนอกจากรสชาติของวัตถุดิบธรรมชาติแล้ว เราก็วางใจได้ว่าอาหารทุกอย่างที่ถูกบรรจุในภาชนะดินเผาของเธอนั้น ไม่มีสิ่งใดอีกเลยนอกจากความปลอดภัย และความตั้งใจจริงของเธอ 

Black… Back Home with Purpose 

ใครจะไปคิดว่า ที่สกลนครจะมีร้านกาแฟดริปคุณภาพดีเปิดขายอยู่ริมถนนใหญ่ในบรรยากาศบ้านๆ แบบไม่ประดิษฐ์ กระท่อมไม้หลังเล็กที่หน้าร้านติดป้ายบรรจุข้อความน่ารักว่า ‘หน่วยบรรเทาสาธารณะใจ’ คือที่ตั้งของร้าน “กาแฟดริปยิปซี” แม้หลายเมนูของร้านจะตั้งชื่อแบบดิบๆ ว่า กาแฟเถื่อน หวานอมขมกลืน ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม กว่าจะรู้เดียงสา ฯลฯ แต่การพูดคุยกับเจ้าของร้าน ยิปซี จันทร์เพ็งเพ็ญ หลานคุณย่าฑีตา แบรนด์ครามชื่อดังของสกลนครถึงเหตุผลของการกลับมาอยู่บ้าน กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและจริงใจ

“จริงๆ เราไม่อยากออกจากบ้านหรอก แต่ตอนเรียนจบเราก็ต้องไป เพราะเราก็ไม่มีคำตอบให้ที่บ้านว่า จะอยู่สกลนครแล้วดูแลตัวเองโดยไม่อาศัยพ่อแม่ได้ยังไง ก็ต้องออกไปเพื่อเรียนรู้โลกภายนอกก่อน แต่ลึกๆ แล้วเราก็อยากกลับบ้าน เพราะผู้เฒ่าผู้แก่ยังอยู่ได้เลย แล้วเราก็ชอบการเป็นครอบครัวใหญ่” ยิปซีเผยให้ฟังถึงความรู้สึก ก่อนที่จะเล่าว่า หลังจากที่เขาเรียนจบบัญชี และเข้าทำงานด้านวิจัยที่กรุงเทพฯ มาสักพัก ก็ตัดสินใจกลับมาอยู่บ้านถาวร หลังเหตุการณ์น้ำท่วมหนักที่เมืองสกลเมื่อปี 2553 

“ตอนแรกกลับมาทำบ้านดินพักหนึ่ง พบว่ามันต้องใช้เงิน แล้วเราก็ตอบคนอื่นไม่ได้ว่าเราจะหารายได้ยังไง มันเหมือนความฝันโรแมนติกมากกว่า ก็เริ่มมีมุมมองว่า นอกจากเอาผ้าครามไปขายแล้ว เราจะทำอะไรได้อีก มีวันหนึ่งคนญี่ปุ่นมาเวิร์กช็อปที่บ้าน แล้วเขาอยากกินกาแฟดริป ก็ถามหาร้าน ซึ่งนั่นเลยจุดประกายว่ามันทำเป็นร้านได้ จนเราได้ไปญี่ปุ่นแล้วไปเห็นร้านกาแฟดริปจริงๆ จึงกลับมาสร้างบ้านหลังนี้เป็นช็อป ก่อนหน้านั้นก็ปั่นจักรยานไปขายกาแฟและขนมปังปิ้งแถวหน้าตลาด คนในหมู่บ้านก็รู้จักเราหมดเลยว่าคนนี้ไงที่เรียนจบแล้วกลับมาปั่นจักรยานขายกาแฟข้างเซเว่นฯ น่ะ (หัวเราะ) ปรากฏว่ามีเด็กมาซื้อเยอะ เราก็สนุกกับการขาย ก็พยายามคิดหลายๆ มุมว่าจะทำให้มันอยู่ได้ยังไง ตอนนี้เราก็ไม่ได้ขายแค่กาแฟ แต่เรายังมีไข่ไก่อารมณ์ดี และเริ่มเอาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่เคยคิดตั้งแต่ตอนทำบ้านดินมาขายควบคู่กันด้วย อันนี้เลยเป็นคำตอบสำหรับเราว่าคนที่กลับมาบ้านจะอยู่ยังไง”

ประสบการณ์การกลับบ้านเพื่อทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อของยิปซีครั้งนี้ ยังต่อยอดให้เขามองเห็นคนที่มีความคิดคล้ายกัน และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการจัด “ยิปซีแคมป์” หรือพื้นที่ปล่อยของของชาวสกลนคร ไม่ว่าจะเป็นงานแฮนด์เมด ของเก่า หรืองานศิลปะ ที่จุดประสงค์หลักไม่ใช่เพียงเพื่อการขาย แต่คือการได้แบ่งปันเรื่องราวของคนบ้านเดียวกัน โดยยังรับหน้าที่ต่อจากเปิ้น ดอนหมูดิน ในการดูแลการจัดเฟสติวัล “สกลเฮ็ด” ที่เขานิยามมันว่าไม่ใช่งานคราฟต์ แต่มันคือวิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของคนสกลนคร

“เป้าหมายของการกลับบ้านไม่ใช่การหาเงินหรือมาเพื่อสร้างอะไรใหญ่โต แต่เราได้มีจังหวะชีวิตที่มีปฏิสัมพันธ์กัน เราคิดว่าเงินเป็นแค่ฟันเฟืองหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตดำเนินไปได้ เราไม่ได้ปฏิเสธเงินหรือปฏิเสธโลก เพียงแต่ว่า ตอนนี้ผมก็มีคำตอบให้พ่อแม่แล้วว่า ผมอยู่ได้แบบไหน แล้วคนที่คิดจะกลับบ้านก็ต้องมีคำตอบให้กับพ่อแม่และตัวเองเหมือนกันว่าคุณจะกลับมาทำอะไร” CT

 

 

ดาวบนดิน 

มากกว่า 100 ปีแล้วที่แสงของดวงดาวน้อยใหญ่ได้เปล่งประกายสุกสว่างช่วงวันคริสต์มาสในชุมชนบ้านท่าแร่ ชุมชนชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ในช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองการบังเกิดของพระเยซูที่เรียกว่า “เทศกาลแห่ดาว” เทศกาลสืบสานความศรัทธานี้เต็มเปี่ยมด้วยสีสัน ความมีชีวิตชีวา และความสนุกสนานในสไตล์คนอีสาน 

เมื่อเดินทางมาถึงชุมชนบ้านท่าแร่ สิ่งที่สะดุดตามากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นดาวประดิษฐ์ที่ถูกแขวนอยู่หน้าบ้านแต่ละหลังอย่างสวยงาม และหากไม่เฝ้ามองดวงดาวบนดินจนเพลินเกินไป ก็จะสังเกตได้ไม่ยากว่า หมู่บ้านแห่งนี้มีความเป็นระเบียบไม่ต่างจากหมู่บ้านในหนังฝรั่ง ด้วยเพราะในสมัยแรกเริ่มที่ก่อตั้งหมู่บ้าน บาทหลวงยอแซฟ กอมมูริเออร์ ผู้นำศาสนาและหนึ่งในผู้ก่อตั้งหมู่บ้านชาวคริสต์ให้เกิดขึ้นที่บ้านท่าแร่ ได้ช่วยพัฒนาผังเมืองให้มีลักษณะเป็นตารางคล้ายชุมชนในยุโรป ซึ่งถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ที่หาชมได้ยากในหมู่บ้านต่างจังหวัด นอกจากนั้นแล้วสไตล์บ้านแต่ละหลังยังบ่งบอกให้ได้รู้ว่า ที่นี่มีการอาศัยอยู่ร่วมกันของคนต่างเผ่าพันธุ์ได้อย่างสงบสุขและกลมกลืน ทั้งบ้านทรงเรือนเกยที่เป็นบ้านโบราณของคนอีสาน บ้านเรือนแถวสองชั้นซึ่งได้รับอิทธิพลจากเวียดนาม บ้านทรงตึกที่ก่อด้วยอิฐสไตล์ฝรั่งเศส ฯลฯ  

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การอยู่ร่วมกันในความต่างนั้นเป็นไปได้ และความต่างยังสร้างเอกลักษณ์ที่ยากจะเลียนแบบ เหมือนกับเทศกาลแห่ดาวที่มีจุดเริ่มต้นที่หมู่บ้านแห่งนี้ซึ่งเป็นเทศกาลที่มีอยู่ที่เดียวในโลก และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติประเทศให้เดินทางมายังสกลนครในแต่ละปีได้มากที่สุดอีกด้วย 

ที่มา : tharaesakon.go.th

 
ขอขอบคุณ
คุณกุลธิดา อุปพงษ์ 
คุณยิปซี จันทร์เพ็งเพ็ญ 
คุณรติกร ตงศิริ
คุณวัลย์ริยา เพ็งสว่าง 
ร้านคำหอม
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของนักสร้างสรรค์ชาวสกลนครได้ที่
Facebook: สุขชม
 
เรื่อง : วรรณเพ็ญ บุญเพ็ญ ภาพ : ภีร์รา ดิษฐากรณ์