“เราต้องหยุดสร้างเมืองด้วยความคิดว่าทุกคนอายุ 30 และสุขภาพแข็งแรงกันได้แล้ว" 

คำพูดสั้นๆ ของกิล เปญาโลซา (Gil Penalosa) ผู้เชี่ยวชาญการวางแผนเมืองอย่างยั่งยืนทำให้เราพยักหน้าตามอย่างเห็นด้วย เขาเป็นผู้ก่อตั้ง 8 80 Cities องค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ทำงานพัฒนาเมืองร่วมกับองค์กรทั่วโลกบนพื้นฐานความเชื่อว่า "ถ้าเราสร้างเมืองที่เหมาะสมสำหรับเด็ก 8 ขวบและคนแก่อายุ 80 เราก็จะได้เมืองที่ดีสำหรับทุกคน” 

ตัวเลขผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้รับการอ้างถึงตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา แต่นั่นย่อมไม่สำคัญเท่ากับคำถามที่ตามมาว่า เมืองต่างๆ ต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรครั้งนี้  หลายคนเริ่มตระหนักว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าวิธีแก้ไขจะต้องยากตามไปด้วย เนเธอร์แลนด์ซึ่งรั้งอันดับ 6 ของประเทศที่ดีที่สุดสำหรับผู้สูงวัยจากการจัดอันดับของ Global AgeWatch Index คือตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้

©nytimes.com By Jasper Junen

เดินอย่างไร

การเดินทางเป็นหนึ่งอุปสรรคใหญ่ในการใช้ชีวิตของคนแก่จำนวนมาก แม้การเห็นภาพคนแก่เดินไปไหนมาไหนด้วยตนเองจะทำให้หลายคนรู้สึกเป็นห่วงบ้าง แต่หากมองในมุมของผู้สูงวัย นี่คือหนึ่งในเรื่องพื้นฐานที่สะท้อนอิสรภาพในชีวิตของพวกเขา  

โนด รอมเมน (Noud Rommen) ชาวเนเธอร์แลนด์วัย 71 ปี คือหนึ่งในคนเหล่านั้น บ้านของเขาซึ่งอยู่ในเมืองทิลเบิร์ก (Tilburg) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากร้านขายของไปไม่ถึง 100 เมตร แต่การจะเดินไปถึงร้านได้นั้น เขาจะต้องเดินข้ามถนนขนาด 6 เลนภายในเวลาไม่กี่วินาที “ถ้าให้ทำตามกฎ ผมจะเดินไปได้ถึงแค่เกาะกลางถนนเท่านั้น ก่อนที่สัญญาณไฟจะเปลี่ยนเป็นสีแดง แล้วก็ต้องกดปุ่มขอข้ามถนนอีกรอบ แต่ไม่มีใครอยากทำอย่างนั้นหรอก ส่วนใหญ่ก็จะเดินต่อไปเลย ซึ่งมันไม่ดี แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น” 

ตอนนี้รอมเมนไม่ต้องเสี่ยงทำอย่างนั้นอีกแล้ว เพราะเมื่อเดือนเมษายนปี 2017 เทศบาลเมืองได้เริ่มทดลองใช้ระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรแบบใหม่ ซึ่งทำงานคู่กับระบบจีพีเอสและแอพพลิเคชั่นในมือถือของเขารวมถึงเพื่อนอาสาสมัครรุ่นเก๋าคนอื่นๆ ทันทีที่เซนเซอร์จับสัญญาณได้ว่าเขากำลังเดินมาที่จุดรอข้ามถนน ระบบสัญญาณไฟก็จะเพิ่มเวลาข้ามถนนให้เป็นพิเศษ  

©nu.nl
 

วิธีคิดที่ทำให้เกิดโปรเจ็กต์ทดลองของเมืองทิลเบิร์กนี้ ตรงกับสิ่งที่่สเตฟาโน เรกัลกาติ (Stefano Recalcati) หัวหน้าโครงการจัดทำรายงาน “Shaping Ageing Cities” ของ Arup บริษัทผู้นำด้านการออกแบบและวิศวกรรม เคยกล่าวไว้เกี่ยวกับวิธีรับมือกับความท้าทายเรื่องประชากรผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นว่า “แค่นวัตกรรมเล็กๆ ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้” 

“โดยปกติเมื่อแก่ตัวลง ผู้สูงอายุมักจะไม่ค่อยขับรถ แต่จะหันมาใช้ขนส่งมวลชนหรือการเดินเท้าแทน ผู้สูงวัยอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปจะมีความเร็วเฉลี่ยในการเดินประมาณ 3 กม.ต่อชม. และลดเหลือ 2 กม.ต่อชม.เมื่ออายุ 80 ปี ขณะที่คนวัยทำงานทั่วไปเดินได้ 4.8 กม.ต่อชม." เขาอธิบาย "ดังนั้นหากเราเพิ่มระยะเวลาในการข้ามถนน ลดระยะทางระหว่างป้ายรถเมล์ ร้านขายของ ห้องน้ำสาธารณะ ม้านั่ง และต้นไม้ที่ให้ร่มเงา รวมถึงปรับปรุงบาทวิถีให้เรียบร้อย ทั้งหมดนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกและกระตุ้นให้ผู้สูงอายุออกจากบ้านมากขึ้น”

©twitter.com/dynniq_NL
 

นอกจากอำนวยความสะดวกให้คนชราแล้ว ระบบสัญญาณจราจรอัจฉริยะที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้ ยังอยู่ในระหว่างการต่อยอดให้สามารถส่งสัญญาณเสียงสำหรับผู้พิการทางสายตา เพื่อให้พวกเขารู้ว่าขณะนี้ไฟจราจรเป็นสีอะไร รวมถึงสามารถเปลี่ยนสัญญาณไฟให้เร็วขึ้นเมื่อจับสัญญาณได้ว่ามีจักรยานกำลังวิ่งมาที่ทางแยก เพื่อสร้างความสะดวกสบายให้ผู้ขับขี่จักรยานมากยิ่งขึ้น “จุดเด่นของระบบนี้คือการที่สัญญาณไฟตอบสนองกับผู้ใช้งานแต่ละกลุ่มต่างกันออกไป” ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ของ Dynniq บริษัทผู้พัฒนาระบบกล่าว “เมื่อก่อนถ้าใครกดปุ่มขอข้ามถนน ระบบจะไม่รู้เลยว่ามีคนรอข้ามถนนอยู่กี่คน แต่ระบบใหม่ที่เรากำลังพัฒนาจะสามารถแยกประเภทของผู้ข้ามถนนได้ เช่น ถ้ามีเด็กนักเรียนกลุ่มใหญ่กำลังรอข้ามถนน เราก็สามารถกำหนดให้เปิดสัญญาณไฟเขียวค้างไว้จนกว่าครูที่ดูแลจะกดปุ่มยืนยันว่าเด็กๆ ข้ามถนนเรียบร้อยทั้งหมดแล้ว” 

เทคโนโลยีใหม่นี้ยังสามารถนำไปขยายผลได้อีกหลากหลาย เช่น การให้ไฟเขียวตลอดทางสำหรับรถพยาบาล รถดับเพลิง และรถบรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งสร้างประโยชน์ให้แก่สิ่งแวดล้อม เพราะหากเปิดทางให้รถขนาดใหญ่วิ่งผ่านได้โดยไม่ติดไฟแดง ก็จะช่วยลดปริมาณการปล่อยมลพิษในอากาศ มลภาวะทางเสียงในเมือง รวมถึงช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของพื้นถนนอีกด้วย 

©twitter.com/dynniq_NL
 

โปรเจ็กต์ทดลองนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพัฒนาการสัญจรของเมืองทิลเบิร์ก ซึ่งต้องการปรับปรุงเครือข่ายถนนและผลักดันให้ชาวเมืองหันมาใช้จักรยานและเดินเท้ากันมากขึ้น “เราอยากให้ความสำคัญกับคนข้ามถนนก่อนรถยนต์ ซึ่งเป็นการพลิกวิธีคิดให้ต่างจากเดิม” มาร์ค คลิจเซน (Mark Clijsen) ผู้เชี่ยวชาญการวางแผนเมืองของสภาเมืองกล่าว

 

นับตั้งแต่ปี 2013 รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ลงทุนในโครงการท้องถิ่นที่ผลักดันการใช้ท้องถนนที่หลากหลาย (More Diverse Road Use) จำนวน 350 โครงการ คิดเป็นเม็ดเงิน 600 ล้านยูโร โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสัญญาณไฟเป็นหลัก เนื่องจากหลายเมืองในเนเธอร์แลนด์มีจำนวนผู้อยู่อาศัยหนาแน่นขึ้น รวมถึงผู้สูงวัย โดยปัจจุบัน 18.5% ของประชากรชาวดัตช์ทั้งประเทศมีอายุมากกว่า 65 ปี โดยภายในสิ้นปี 2017 ไฟสัญญาณอัจฉริยะทั่วประเทศจะได้รับการอัพเกรดจำนวน 1,250 ชุด ขณะที่กระทรวงโครงสร้างพื้นฐานก็คาดคะเนว่า ในอนาคตเมื่อปรับระบบสัญญาณไฟได้ครบทั้งหมด 5,500 ชุด ก็จะช่วยเพิ่มความปลอดภัย บรรเทาภาวะแออัดของการจราจร และมลภาวะบนท้องถนน ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของรัฐลงได้ถึง 90 ล้านยูโรต่อปี  

©nytimes.com By Jasper Junen
 

ล้มอย่างไร

ณ โรงยิมแห่งหนึ่งของเมืองลูสเดน (Leusden) เด็กๆ กำลังวิ่งเล่นกันอย่างคึกคักข้างนอก ขณะที่ในโรงยิมก็มีเสียงหัวเราะหยอกล้อคิกคักดังก้องออกมาเช่นกัน ต่างกันเพียงว่า เสียงที่ดังจากในโรงยิมนั้นไม่ใช่เสียงของเด็กๆ แต่เป็นแก๊งคุณปู่คุณย่าที่มา "เข้าเรียน" ด้วยกัน    

หากมองเข้าไปในโรงยิม ก็จะพบว่ามีผืนพรม ทางลาด กระดานกระดก แผ่นพลาสติกผิวลื่น และพื้นจำลองรูปแบบอื่นๆ ติดตั้งอยู่ อุปกรณ์เหล่านี้ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อใช้ในชั้นเรียนที่เปิดสอนโดยศูนย์กายภาพบำบัด WIJKfysio ซึ่งไม่ได้แค่สอนให้นักเรียนผมสีดอกเลารู้จักวิธีป้องกันตัวเองจากการลื่นล้มเท่านั้น แต่ยังสอนให้พวกเขา "ล้มให้เป็น" ด้วย   

สถิติพบว่า ในปี 2016 มีชาวเนเธอร์แลนด์อายุมากกว่า 65 ปีเสียชีวิตจากการล้ม 3,884 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากสองปีก่อนหน้าถึง 38% โดยผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากปัจจัยเรื่องกิจวัตรประจำวันของผู้สูงวัยยุคใหม่ที่ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย นอกจากไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยแล้ว อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ล้มยังเป็นเรื่องความกลัวอีกด้วย “การที่คุณกลัวล้มมันไม่ใช่เรื่องแย่ แต่ความกลัวจะยิ่งทำให้คุณมีโอกาสเสี่ยงที่จะล้มมากขึ้นอีก” นักกายภาพบำบัดของศูนย์อธิบาย   

©nytimes.com By Jasper Junen
 

วิชาฝึกล้มที่ว่านี้ พัฒนาหลักสูตรโดยโรงพยาบาล Sint Maartens เมืองไนเมเคิน (Nijmegen) ซึ่งแม้จะเพิ่งเปิดสอนได้ไม่เกินสิบปี แต่ด้วยจำนวนผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันนี้จึงเกิดคลาสเรียนลักษณะเดียวกันซึ่งเปิดสอนโดยนักกายภาพบำบัดที่ลงทะเบียนในระบบแล้วหลายร้อยคลาสในเนเธอร์แลนด์  ถึงขนาดที่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ก็มีการให้คะแนนคอร์สที่แต่ละสถาบันจัด ขณะที่ประกันสุขภาพบางประเภทก็ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการเข้าเรียนด้วย   

นักเรียนที่เข้ามาเรียนที่นี่มีสุขภาพแตกต่างกันไป บางคนขี่จักรยานมาเอง บางคนเดินมาพร้อมไม้เท้า ขณะที่บางคนมีญาติช่วยจูงมาส่งถึงชั้นเรียน การเรียนการสอนในคลาสครอบคลุมตั้งแต่วิธีนั่งและลุกจากเก้าอี้ ก่อนจะให้นักเรียนฝึกเดินบนพื้นจำลองรูปแบบต่างๆ และค่อยๆ ทิ้งตัวลงบนเบาะยิมนาสติกแผ่นหนา ภาพของเพื่อนร่วมชั้นที่ล้มลุกคลุกคลานบนเบาะทำให้นักเรียนรุ่นลายครามอดไม่ได้ที่จะหยอกล้อกันไปมาอย่างอารมณ์ดี แน่นอนว่าตอนแรกพวกเขาไม่ได้สนใจชั้นเรียนแบบนี้นัก แต่เมื่อได้ลองฝึกจนพบว่าตัวเองทำได้ พวกเขาก็รู้สึกสนุกไม่ต่างจากเด็กๆ  

แต่ก็อย่าคิดว่าชั้นเรียนนี้จะทำให้นักเรียนเพลิดเพลินจนหลงลืมอายุที่แท้จริงของพวกเขา เพราะเมื่อเฮอร์แมน วาน ลอวิงค์ ชายชราซึ่งขี่จักรยานมาเรียนถามครูผู้สอนด้วยน้ำเสียงจริงจัง (แต่เรียกเสียงหัวเราะจากเพื่อนทั้งชั้น) ว่าเขาจะได้เรียนวิธียืนด้วยขาข้างเดียวด้วยหรือเปล่า เพราะอยากจะใส่กางเกงได้ถนัดขึ้น ดีเดค ฟาน วิจค์ (Diedeke van Wijk) ครูผู้สอนก็แนะนำนักเรียนของเธอว่า พวกเขาควรจะเปลี่ยนมานั่งใส่กางเกงแทนจึงจะถูก “นี่แหละคือสิ่งที่คุณจะได้จากศาสตร์ด้านกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์ผู้สูงวัย คุณจะได้ฝึกทำสิ่งที่คุณรู้ว่าตัวเองทำได้ ไม่ใช่สิ่งที่คุณทำไม่ได้”  

Smart Living by SC Asset 

© goodnet.org
 

อยู่อย่างไร

นานมาแล้ว ก่อนที่แนวคิดเรื่องการสร้างบ้านพักคนชราจะเกิดขึ้น การอยู่อาศัยร่วมกับคนรุ่นปู่ย่าเคยเป็นค่านิยมในยุโรปและสหรัฐฯ เช่นเดียวกับหลายประเทศในเอเชียและแอฟริกา แต่ดูเหมือนว่าหลายปีที่ผ่านมานี้ การอยู่อาศัยร่วมกันของคนต่างวัยกำลังหวนคืนมาอีกครั้ง 

หลายปีก่อน บ้านพักคนชรา Humanitas ในเนเธอร์แลนด์ถูกรัฐบาลตัดงบดูแลผู้สูงอายุ พวกเขาจึงคิดหาทางออกใหม่ ซึ่งต่อมากลายเป็นต้นแบบที่หลายประเทศทั่วโลกเข้ามาขอศึกษาดูงานเพื่อนำกลับไปปรับใช้ นั่นคือการริเริ่มให้นักศึกษา 6 คนเข้ามาพักร่วมชายคาเดียวกับเพื่อนวัยเกษียณ 150 คน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่มีข้อแม้ว่า พวกเขาจะต้องทำตัวเป็น "เพื่อนบ้านที่ดี" ด้วยการใช้เวลาอยู่กับผู้พักอาศัยสูงวัย 30 ชม.ต่อเดือน  

โครงการนี้เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะนอกจากจะช่วยให้คนแก่มีชีวิตชีวาและได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดขึ้นแล้ว ยังช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้นักศึกษาอีกด้วย การมาอยู่ร่วมกันแบบนี้ทำให้ผู้พักอาศัยวัยเกษียณมีเรื่องพูดคุยมากขึ้น ตั้งแต่คลาสสอนกราฟิตี้ที่นักศึกษาคนหนึ่งเปิดสอนในบ้าน ปาร์ตี้ชุดนอนที่คนวัยเก๋ารู้สึกไม่ค่อยเข้าใจ หรือเรื่องเช้าวันหนึ่งที่ก๊วนวัยรุ่นนึกสนุก ลุกขึ้นมาเป่าลูกโป่งนับร้อยให้ลอยทั่วบ้าน แต่หัวข้อสนทนายอดนิยมก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องหัวใจของหนุ่มๆ สาวๆ ในบ้าน “เราไม่ต้องซื้อนิตยสารมาอ่านเลย แค่คุยกับเด็กๆ ว่าชีวิตรักของพวกเขาเป็นยังไงก็ทำให้ฉันรู้สึกเด็กลงแล้ว” หนึ่งในสมาชิกผมสีดอกเลากล่าว เช่นเดียวกับแอนนี่ มิดเดิลเบิร์กวัย 85 ที่รู้สึกไม่ต่างกัน "ถ้าไม่มีพวกเขาก็คงจะเบื่อ เรามีความสุขมากกว่าแต่ก่อนมาก”  

© citylab.com 
 

ในอีกมุมหนึ่ง การได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนรุ่นปู่ก็ทำให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ชีวิตจากมุมมองใหม่ที่หาไม่ได้จากการอยู่ในหอพักนักศึกษาทั่วไป "เมื่อก่อนผมเคยมองคนแก่แล้วเห็นแต่ข้อจำกัด แต่ตอนนี้ผมเห็นความเป็นไปได้ เห็นสิ่งที่พวกเขาทำได้ คุณต้องมองว่าเขาเป็นคนธรรมดา ไม่ใช่คนแก่" ซอเรส ดูมานซึ่งพักอยู่ที่นี่มานานกว่า 9 เดือนกล่าว "และคุณต้องฟังพวกเขาด้วย ผมว่ามันสนุกดีนะ พอเอากาแฟไปให้ เขาก็จะเล่าเรื่องชีวิตตัวเองให้ฟัง" เจอร์เรน เมนทิงค์ นักศึกษาด้านการออกแบบเมืองเล่าอย่างยิ้มแย้ม "มันทำให้ผมมีมุมมองชีวิตที่กว้างขึ้น แล้วเราก็จะเล่าเรื่องของเรา เรื่องของโลกที่กำลังเปลี่ยนไปให้เขาฟัง มันเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการนะ...พอโลกของเราได้มาเจอกัน มันกลายเป็นการปะทะกันที่ดีมาก" 

แนวคิดการอยู่ร่วมกันของคนต่างวัย (Intergenerational Living) ของ Humanitas ปลุกความสนใจจากหน่วยงานทั่วโลก และจุดประกายให้เกิดที่พักอาศัยที่มีพื้นฐานความคิดเดียวกันจำนวนมาก ตั้งแต่บ้านพักหลังเกษียณ Judson Manor และ Judson Park ที่เมืองคลีฟแลนด์ของสหรัฐฯ ซึ่งริเริ่มให้นักศึกษาด้านศิลปะและดนตรี 8 คนได้เข้าไปอยู่ฟรี แลกกับการจัดการแสดงดนตรีและงานศิลปะในบ้านพักเป็นประจำ หรือโครงการ "The House That Fits" ในเฮลซิงกิที่มีหนุ่มสาวฟินแลนด์ส่งใบสมัครคัดเลือกเข้าโครงการถึง 300 คนเพื่อจะได้เช่าห้องในบ้านพักคนชราในราคาพิเศษ แลกกับการทำงานดูแลผู้สูงวัย 5 ชม.ต่อสัปดาห์ เนื่องจากปัจจุบันค่าที่พักในเฮลซิงกินั้นสูงลิ่วเกินกว่าที่วัย 20 ต้นๆ จะรับไหว ขณะที่ในฝรั่งเศสก็ไม่น้อยหน้า เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมาโครงการการกุศลที่ชื่อว่า “Ensemble2Generations” ได้ช่วยจับคู่ผู้สูงวัยที่มีห้องว่างในบ้านกับนักศึกษาที่มองหาที่พักราคาถูกให้มาอยู่เป็นเพื่อนแล้วมากกว่า 3,000 คู่ 

การเตรียมพร้อมสำหรับการมาถึงของสังคมที่มีผู้สูงอายุมากกว่าเด็กๆ อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่น่ากลัวอย่างที่คิด หากเราเริ่มลงมือกันตั้งแต่วันนี้ และหันมามองอย่างเข้าใจว่านี่คือโอกาสดีที่สังคมจะได้ตระหนักถึงความสำคัญของการออกแบบเมืองที่ตอบโจทย์ชีวิตของคนทุกวัยและทุกๆ คน ไม่ใช่แค่ผู้สูงวัย แต่ยังรวมถึงผู้พิการ เด็ก หรือแม้แต่คนอายุ 30 ที่สุขภาพแข็งแรง แต่ก็พบว่ายังมีหลายสิ่งในเมืองที่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้อีกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน


ที่มา:
บทความ "Afraid of Falling? For Older Adults, the Dutch Have a Cure" (2018) โดย Christopher F. Schuetze จาก nytimes.com
บทความ "How adding youth to a Dutch old age home is improving life for all" (2016) จาก csmonitor.com
บทความ "Improving with age? How city design is adapting to older populations" (2016) จาก theguardian.com
บทความ "This Magic Dutch Traffic Light Helps Bicyclists Avoid Stopping" (2017) จาก citylab.com
บทความ "The slow lane: Dutch app allows elderly to 'hack' traffic lights" (2017) จาก theguardian.com
วิดีโอ "Why These Millennials Live in a Retirement Home" จาก youtube.com
helpage.org/global-agewatch/

เรื่อง: ณัฏฐนิช ตัณมานะศิริ