TREND2018:
สถาปัตยกรรมและการตกแต่ง
Architecture and Decoration 

ภายในปี 2025 ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นกว่า 75 เปอร์เซ็นต์จากปี 2012 ที่มีจำนวนเพียง 3.6 พันล้านคน หรือจะทะยานถึง 6.3 พันล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนเกือบเท่าตัว ด้วยปริมาณเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดเมืองมหานครหรือ Megacities เพิ่มเป็น 37 เมือง จาก 23 เมือง และส่งผลต่อแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่อาจโกยรายได้ถึง15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ ไม่ว่าในแอฟริกาหรือเอเชีย ผู้คนเลือกที่จะย้ายถิ่นฐานไปยังเมืองใหญ่จนล้นเมือง ทรัพยากรภายในเมืองที่มีข้อกำจัดทั้งเรื่องน้ำและไฟฟ้า นับวันจะกลายเป็นสิ่งที่ขาดแคลนไม่ต่างจากเมืองในชนบทที่ห่างไกล ปัญหาการก่ออาชญากรรมและการทำให้ถิ่นที่อยู่อาศัยกลายเป็นสลัม จะกลายเป็นที่มาของการขาดสุขภาวะที่ดีและลดทอนคุณภาพการใช้ชีวิตเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้ รายงานจาก PWC ระบุว่า การเกิดขึ้นของชนชั้นกลาง (Middle Class) ในเมืองมหานครจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวภายในปี 2030 อย่างในลอนดอนที่อาจมีประชากรอาศัยถึง 10 ล้านคนจาก 8.3 ล้านคนในปี 2016 หรือในประเทศจีนที่สร้างนโยบาย Chinese Dream เพื่อรองรับเหล่าชนชั้นกลางกว่าพันล้านคนตามหัวเมืองต่างๆ ให้มีที่อยู่อาศัยท่ามกลางทรัพยากรที่ดีมากกว่าในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยมลภาวะ อย่างการพัฒนาเมืองแห่งอนาคตที่จะกลายเป็น Eco-Cities อย่างเทียนจิน เช่นเดียวกับในอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่มีมาสด้า ซิตี้ (Masda City) ซึ่งมุ่งเป้าการเป็นเมืองสำหรับอนาคตที่ปราศจากมลพิษและขยะกลายเป็นศูนย์ (Zero Waste)

เมืองสีเขียว 

Green Urban หรือเมืองสีเขียว ซึ่งหมายถึงเมืองที่มีพื้นที่ของการปลูกต้นไม้พืชพันธุ์ตามกลไกดั้งเดิมของธรรมชาติ เพื่อประโยชน์ในการดำรงชีวิตของประชากรในเมือง ปัจจุบันการพัฒนาของอุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยและการคมนาคมขนส่งทำให้ธรรมชาติสีเขียวที่พบเห็นกลายเป็นสภาพกึ่งธรรมชาติหรือเลียนแบบธรรมชาติมากกว่าการเกิดพืชพันธุ์ตามธรรมชาติดั้งเดิม หากการเลียนแบบธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพโดยไม่เสียเปล่านั้น ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ดิน น้ำ อากาศ รวมถึงผลกระทบที่มีต่อคุณภาพชีวิตของผู้คน ความสมดุลในทุกมิตินี้ คือพื้นฐานสำคัญของการเป็นเมืองแห่งอนาคต และการสร้างเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อชี้ให้เห็นถึงการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่จะสร้างคุณค่าในระยะยาวที่ยั่งยืนให้แก่คนทุกเจเนอเรชัน อย่างในอเมริกาในปี 2013 ได้เกิดภาวะเรือนกระจกจนทำให้มูลค่าของอาคารสีเขียวเติบโตขึ้นเป็น 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 20 เปอร์เซ็นต์ของการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด ซึ่งในปัจจุบันการพัฒนาอาคารเขียว (Green Building) ควบคู่ไปพร้อมกับการเติบโตของเมืองยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัท Deloitte รายงานว่า การพัฒนาเพื่อเป็นผู้นำด้านอาคารเขียวในแต่ละประเทศนั้น นอกจากจะเป็นการเพิ่มความยั่งยืนให้กับสภาพแวดล้อมแล้ว ยังส่งเสริมให้ประเทศเป็นเจ้าของภาพลักษณ์ที่ดีในระยะยาว ซึ่งมีผลต่ออัตราการเติบโตของค่าเช่า อัตราผลตอบแทน และมูลค่าของอาคารบนตลาดโลก

©integratedinfo.com.my
 

มิติเมืองปี 2018 นี้ มีแนวโน้มเติบโตเพื่อรองรับความหลากหลายจากปัจเจกสู่การอยู่ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ความหลากหลายที่ต้องอยู่ในพื้นที่เดียวกัน การออกแบบเพื่ออำนวยความสะดวกและทำให้ทุกชีวิตสามารถเข้าถึงพื้นที่และการบริการเหล่านี้ได้อย่างทั่วถึงโดยไม่แบ่งแยก ในนิวยอร์ก ความหลากหลายเชื้อชาติจากทุกเจเนอเรชันทำให้มีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับการทำกิจกรรมร่วมกันอย่างเซ็นทรัล พาร์ก สวนสาธารณะขนาด 843 เอเคอร์ ที่นอกจากจะทำหน้าที่เป็นปอดสำหรับเมือง ก็ยังทำหน้าที่เป็นทูตแห่งไมตรีที่นำพาคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกเชื้อชาติ มาเติมเต็มความสุขเพื่อสุขภาพใจและกายร่วมกัน ส่วนในยุโรปมุ่งเป้าการเป็นเมืองสีเขียวในปี 2020 และยังมีโครงสร้างการพัฒนาพื้นที่สำหรับเมืองที่ถูกแบ่งเป็นสัดส่วนให้ใกล้เคียงกันระหว่างเมืองกับชนบท (49/50) ซึ่งเมืองจะถูกดัดแปลงให้รู้สึกถึงการอยู่อาศัยในบรรยากาศใกล้เคียงชานเมือง และทำให้ชานเมืองให้บรรยากาศของการอยู่ในเมือง หรือที่เรียกว่า Urban-Burb การขยายขอบเขตของความเป็นเมืองให้กลายเป็น Urban-Burb นี้ จะทำให้เส้นแบ่งระหว่างเมืองและชนบทเลือนลง ส่งผลต่อธุรกิจพักผ่อนในย่านเมืองรอยต่ออย่างชานเมืองเติบโตขึ้น เพราะเทรนด์พักผ่อนหรือท่องเที่ยวระยะสั้นสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลากำลังกลายเป็นจุดสนใจของคนเจเนอเรชั่นมิลเลนเนียล ซึ่งเป็นแนวโน้มหลักต่อธุรกิจการท่องเที่ยวปัจจุบัน

©nytimes.com
 

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มีรายงาน Urban Green Growth in Dynamic Asia ที่กล่าวถึงการพัฒนาเมืองและคุณภาพในที่อยู่อาศัยของประเทศกลุ่ม OECD โดยมีการวางแผนงบก่อสร้างการขนส่งสาธารณะที่อำนวยความสะดวกให้ผู้คนเข้าถึงได้ทุกพื้นที่ รวมถึงลดการเกิดมลภาวะในอากาศ และวางแผนการออกแบบที่อยู่อาศัยในสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตร เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และรับมือกับผลกระทบจากภัยธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีการวางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว โดยเริ่มตั้งแต่การรองรับการจ้างงานในอุตสาหกรรมนี้  รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อความเป็นอยู่อย่างยั่งยืน ซึ่งเมืองที่จะกลายเป็นต้นแบบของ Urban Green ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเชียงใต้นี้ก็คือเมือง Iskandar ประเทศมาเลเซีย เมืองใหม่ที่มีขนาดเท่ากับสิงคโปร์ทั้งเกาะ ซึ่งนอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญแล้ว ยังจะเป็นต้นแบบของการเป็นเมืองไร้คาร์บอน ที่ใช้พลังงานทดแทนทั้งหมดภายในปี 2025

©lennar.com
 

เมือง-ชานเมือง

Suburban หรือ ชานเมือง คือพื้นที่ที่จะกลายเป็นชุมชนยอดนิยมของเหล่ามิลเลนเนียลยุคนี้ ในสหรัฐอเมริกา ชนชั้นกลางผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองมีแนวโน้มย้ายถิ่นฐานไปอาศัยอยู่ชานเมืองมากขึ้น ทำให้การเติบโตของเมืองเพิ่มขึ้นเพียง 1เปอร์เซ็นต์ หรือจำนวนราว 77 ล้านคนเท่านั้นในปีที่ผ่านมา ซึ่งเทียบกับการเติบโตของประชากรชานเมืองที่เติบโตขึ้นเกือบ 2 เปอร์เซ็นต์ หรือ 160 ล้านคน ซึ่งหากตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถึง 3-4 เปอร์เซ็นต์ อาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาชุมชนเมืองที่เปลี่ยนไป เช่นเดียวกับในยุโรป ที่ผู้คนเริ่มย้ายถิ่นฐานไปยังภูมิภาคตะวันตก ด้วยเหตุผลด้านความต้องการเรื่องสุขภาพ และอีกเหตุผลสำคัญก็คือการกลับไปอาศัยอยู่กับพ่อแม่ของเจนมิลเลนเนียล ที่มีตัวเลขการแต่งงานลดลง ซึ่งส่งผลต่อการย้ายถิ่นฐานโดยตรง รวมถึงเทรนด์ในการสร้างบ้านและที่อยู่อาศัยให้เป็นแบบ Multi-function และ Multicultural เพราะบ้านและที่อยู่อาศัยในวันนี้ไม่ได้หมายถึงสถานที่ที่รวมตัวของเหล่าสมาชิกครอบครัวหลายรุ่นหลากเจนเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงสถานที่ที่มีพื้นที่สำหรับรองรับแขกเพื่อหารายได้จากการเช่าสถานที่ ในธุรกิจ Airbnb หรือแม้แต่การแบ่งส่วนออฟฟิศไว้สำหรับลูกหลานที่ทำงานอิสระ และห้องนอนสำหรับผู้สูงอายุในสถานที่เดียวกัน บ้านจึงไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่หมายถึงสถานที่ที่ต้องสร้างให้เกิดความสมดุลทั้งการทำงานและคุณภาพการใช้ชีวิต เพื่อให้สามารถทำงานในเมืองและไป-กลับเพื่อพักผ่อนที่ชานเมืองได้อย่างไม่มีเส้นแบ่งของความเป็นเมืองอีกต่อไป 

©kuala-lumpur.ws
 

พื้นที่ส่วนรวม

การเชื่อมต่อของคนในเมือง นอกจากจะมีการรองรับด้านที่อยู่อาศัยที่ครบวงจรและสามารถปรับให้กลายเป็น Co-Living หรือการแชร์พื้นที่ร่วมกันของผู้อยู่อาศัยได้แล้ว ปัจจัยของการคมนาคมยังนับว่าเป็นส่วนสำคัญของการเป็นเมืองที่สมบูรณ์เช่นกัน มีการคาดการณ์ว่าเมืองทั่วโลก (Urban City) จะใช้งบประมาณถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับปรับปรุงและพัฒนาการคมนาคมขนส่งทางบกให้รองรับจำนวนพลเมืองและคำนึงถึงผลกระทบในเรื่องมลภาวะทางอากาศไปพร้อมกัน รวมถึงยังต้องเตรียมการรองรับพลเมืองผู้สูงวัยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ในปี 2025 อาจเพิ่มขึ้นถึง 25.4 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก The Bank for International Settlements ในสหรัฐอเมริการายงานว่า อเมริกาลงทุนออกแบบอุปกรณ์และนวัตกรรมกว่า 80 ชิ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นสังคมผู้สูงอายุสำหรับคนเมืองโดยเฉพาะ ซึ่งเหล่านี้เกิดจากการวิเคราะห์กรณีศึกษาจากยุโรปและญี่ปุ่น แล้วนำมาปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของอเมริกันชน

©.livingsport.co.uk
 

Co-Living เป็นเทรนด์ที่ถูกพูดถึงในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2016 โดยเริ่มต้นจากการเปิดประตูทำความรู้จักกับ Co-Working Space ที่เป็นกระแสเกิดขึ้นจากพฤติกรรมการทำงานของเหล่าฟรีแลนซ์ ซึ่งปี 2017 กระแสการเกิดขึ้นของ Co-Working Space ในสหรัฐอเมริกาเติบโตทำรายได้ไปถึง 16 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  ซึ่งหากเติบโตขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าการเติบโตของสถานที่บริการทำงานร่วมกันนี้จะมีผู้เข้าใช้ถึง 1.55 ล้านคนในปี 2020 อย่างไรก็ดี Co-Living จะขยายขอบเขตได้กว้างกว่าในหลากหลายกิจกรรม เช่น การรวมตัวเพื่อกิจกรรมสุขภาพอย่างลักษณะของยิมหรือฟิตเนส ที่ทุกคนสามารถเข้าไปใช้บริการในสถานที่เดียวกัน แต่เลือกที่จะเข้าร่วมกิจกรรมเฉพาะกลุ่มโดยส่วนตัวได้เช่นกัน อย่างโปรเจ็กต์ของ Living Sport ที่ดำเนินการโดย Cambridgeshire County Council ซึ่งก้าวข้ามจากคำว่าชุมชนคนรักสุขภาพมาอีกขั้น โดยเปิดพื้นที่ให้แก่ผู้พิการเข้ามาทำกิจกรรมได้เหมือนคนปกติในสปอร์ตคลับ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬาเทนนิส ปิงปอง หรือกอล์ฟ โดยสามารถเลือกโค้ชส่วนตัวได้เหมือนกับคนอื่นๆ

เช่นเดียวกับในกัวลาลัมเปอร์ ที่ความหลากหลายทางเชื้อชาติทำให้หน้าตาของตึกและสิ่งปลูกสร้างมีกลิ่นอายและความรู้สึกที่ผสมผสานกันจนเกิดเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะวัฒนธรรมแบบมุสลิมและจีน ที่ทำให้การสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมและเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ต้องรองรับต่อความต้องการของผู้คนทุกชาติพันธุ์อย่างเท่าเทียม รวมถึงสถานที่รองรับการทำศาสนกิจตามศาสนา เช่น การมีโบสต์คริสต์ ฮินดู มัสยิด และวัด ซึ่งสามารถพบสถานที่ทางศาสนาเหล่านี้อยู่ในสถานที่เดียวกันหรือใกล้เคียงกันจนเป็นภาพที่คุ้นตา นอกจากการผสมผสานพื้นที่ทางวัฒนธรรม (Multi Local) ที่สร้างคุณภาพชีวิตในด้านจิตวิญญาณของคนในพื้นที่แล้ว การเป็นเมืองที่เท่าเทียมในทุกด้านยังต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กัน วิธีนี้อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการคิดเผื่อทุกคน โดยการวิเคราะห์และค้นหาความต้องการที่แท้จริงของผู้คนทุกกลุ่มที่อาศัยร่วมกัน โดยเรียกการออกแบบในลักษณะนี้ว่า Allclusive Design หรือ Design for All, by All ซึ่งจะกลายเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญทางธุรกิจต่อไป นอกจากนี้ กระแสการออกแบบเพื่อทุกคนยังทำให้นักออกแบบสมัยใหม่ในจีนมองเห็นถึงโอกาสใหม่ๆ ที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมงานออกแบบบ้าน ตกแต่งภายใน รวมถึงเฟอร์นิเจอร์เติบโตขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตของประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นถึง 1.3 ล้านล้านคน และจะสร้างเป็นรายได้ให้กับอุตสาหกรรมการส่งออกสินค้าของจีนได้ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อไป 

 

ที่มา:
บทความ “AW 18/19 The Vision: Worldhood” (2017) จาก WGSN.com
บทความ “Influencing your future and shaping business and society today” (31 ตุลาคม 2016) จาก pwc.com
บทความ “Urban green growth in dynamic asia” (2016) จาก oecd.org
บทความ “Malaysia Urban Green Space And Ifpra Asia Pasific Conference” จาก worldurbanpaeks.org
บทความ “World Population Ageing : 1995-2050” จาก un.org
บทความ “Co-working is evolving to combine co-living” (2017) จาก theconversation.com