ทุกที่ในเมืองล้วนบรรจุเรื่องราวเฉพาะตัว และเป็นธรรมดาที่วันเวลาจะนำพาผู้คนหน้าใหม่ ที่พกเอาความหวังและความฝัน มาเติมเรื่องราว ความหมาย และคุณค่าใหม่ให้แก่พื้นที่

ในโอกาสที่ TCDC กำลังเตรียมจัดงานเทศกาลออกแบบกรุงเทพฯ 2561 หรือ Bangkok Design Week 2018 เทศกาลที่จะสร้างเครือข่ายและแรงกระเพื่อมให้กับเมือง พร้อมกับเฉลิมฉลองให้กับพลังสร้างสรรค์ของกรุงเทพฯ ผ่านกิจกรรมจากผู้ร่วมจัดงานจากทุกภาคส่วนบนพื้นที่มากกว่า 50 จุด เราจึงคัดเลือก 3 โลเคชั่นเก่าแก่ในกรุงเทพฯ ที่ไม่เพียงรักษามนต์เสน่ห์จากวันวานไว้ได้ แต่ยังเติมฟังก์ชั่นการใช้งานใหม่ให้สอดรับกับยุคสมัย ซึ่งจุดประกายให้เรามองเห็นเรื่องของ ‘ความสัมพันธ์’ ระหว่างพื้นที่กับผู้คน ในมุมมองที่ต่างออกไป

นอนพักในโรงหนัง

 

แม้จะเกิดไม่ทัน แต่เชื่อว่าชื่อของ “โรงหนังปริ๊นซ์ราม่า” น่าจะเป็นที่คุ้นหูคนรุ่นใหม่อยู่บ้าง แต่หากถามถึงที่ตั้งหรือเรื่องราวเกี่ยวกับที่นี่ คงยากที่จะได้คำตอบ เพราะหลังจากกิจการมีอันต้องปิดตัวลง โรงหนังแห่งย่านบางรักซึ่งเคยมีผู้คนแวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสายในยุคที่โรงหนังสแตนด์อโลนเฟื่องฟูในไทยก็เงียบเหงาร้างผู้คน เหลือเพียงชุมชนเก่าแก่ที่บ้างก็เคยทำงานในโรงหนัง บ้างก็อาศัยอยู่ที่นี่มาเนิ่นนาน

แต่ข่าวดีสำหรับวันนี้ก็คือ หลังจากที่กรมธนารักษ์เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ท้องถิ่นเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อาคารอายุกว่า 100 ปีของปริ๊นซ์ราม่าและพื้นที่โดยรอบซึ่งบางส่วนกลายเป็นที่ทิ้งขยะของชุมชน กำลังได้รับการชุบชีวิตใหม่อีกครั้ง ด้วยฝีมือของบริษัท Heritage Stay ซึ่งเกิดจากการร่วมทุนระหว่างบริษัท มนทาระ โฮลดิ้งส์ จำกัด, วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ และจิตติพันธ์ ศรีกสิกรณ์

โครงการที่ชื่อว่า “Prince Theatre Heritage Stay” มีพื้นที่การใช้งานหลักคือส่วนของที่พัก ซึ่งเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์การพักอาศัยในอาคารประวัติศาสตร์ โดยพยายามรักษาองค์ประกอบเดิมของโรงหนังไว้ให้มากที่สุด นั่นคือหน้าต่างกระจกสีสไตล์ Art Deco ด้านหน้าตึก และจอฉายหนังขนาดยักษ์ที่ใช้งานได้จริง รวมถึงนำห้องพักส่วนตัว 4 ห้องมาตกแต่งตามยุคสมัย เพื่อบอกเล่าเรื่องราวแต่ละช่วงชีวิตของปริ๊นซ์ราม่า ทั้งยังจับมือกับชุมชนโดยรอบซึ่งส่วนใหญ่เติบโตและผูกพันกับโรงหนัง เพื่อร่วมกันพัฒนาพื้นที่และเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของโรงแรม เช่น การเสิร์ฟอาหารด้วยเมนูท้องถิ่นขึ้นชื่อของย่านบางรัก ขณะที่บริเวณเวทีด้านหน้าจอหนัง ก็ยังเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ที่บุคคลภายนอกสามารถเข้ามาจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปและอีเวนต์ต่างๆ ได้อีกด้วย

นอกจากที่พักแล้ว พวกเขายังตั้งใจให้ที่นี่เป็นจุดนัดพบของกลุ่มเพื่อนและนักเดินทาง ให้แวะเข้ามาเที่ยวชมหรือนั่งเล่น เลือกทานเมนูขนมและเครื่องดื่มที่ได้รับแรงบันดาลจากหนังดังในยุคต่างๆ และยังมีแผนจะจัดกิจกรรมพิเศษอย่างการฉายหนังเก่า พาเดินชมจุดที่น่าสนใจในชุมชนและชิมอาหารขึ้นชื่อในย่านอีกด้วย โดยพนักงานของที่นี่จะได้รับการฝึกอบรมให้ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับโรงภาพยนตร์และย่านบางรักได้เป็นอย่างดี

“การอนุรักษ์มันเป็นเรื่องที่แล้วแต่มุมมองแต่ละคน บางคนอาจจะอยากให้เก็บทุกอย่างไว้อย่างเดิม ซึ่งก็เป็นเรื่องของสถาปัตยกรรมที่จับต้องได้ แต่สิ่งที่เราศึกษาค้นคว้าลงไปมันเป็นเรื่องของจิตใจและเรื่องราวของสถานที่มากกว่า จากที่เราค้นคว้าข้อมูลหลายแหล่ง ก่อนที่จะเป็นโรงหนังปริ๊นซ์ ที่นี่เคยเป็นโรงบ่อนหลวงที่สร้างในพ.ศ.2455 แถมยังเป็นหนึ่งในห้าโรงบ่อนสุดท้ายของกรุงเทพฯ อีกด้วย สมัยนั้นโรงบ่อนหลวงทยอยเปลี่ยนตัวเองเป็นโรงหนัง ซึ่งเป็นผลจากการยกเลิกโรงบ่อนในสมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มจากฉายหนังเงียบขาวดำ จนถึงยุคเฟื่องฟู และยุคที่กลายมาเป็นโรงหนังชั้นสองที่ฉายหนังผู้ใหญ่ ก่อนจะปิดตัวลง...เราเชื่อว่าเรื่องราวเหล่านี้คือสิ่งที่คนยุคนี้มองหา เขาไม่ได้มาแค่นอนพัก ดังนั้น Heritage Stay จึงไม่ได้ตั้งเป้าหมายแต่แรกว่าจะต้องทำโรงแรมเท่านั้น แต่เราจะเลือกพื้นที่ที่มีเรื่องราวที่น่าสนใจ เพื่อเล่าให้คนที่มาพักฟัง” จิตติพันธ์ ศรีกสิกรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท Heritage Stay อธิบาย

ที่อยู่: หลังร้านโจ๊กปริ๊นซ์ (ตรงข้ามโรบินสัน บางรัก) ถ.เจริญกรุง เขตบางรัก กรุงเทพฯ   การเดินทาง: BTS สะพานตากสิน (ทางออก 3)

ชมงานอาร์ตกลางโกดัง

 

จากโกดังเก่าแก่ร่วม 40 ปีย่านราชเทวีในซอยเกษมสันต์ 1 ที่มีหน้าที่เก็บอุปกรณ์ของโรงพิมพ์ ดูแน่นิ่งไร้ชีวิตชีวา สะดุดตาก็แต่สีเหลืองที่ถูกทาไว้ในวันก่อน แม้จะเก่าเต็มที แต่หากมองแล้ว กลับรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและความเป็นไปได้ใหม่หากจะนำกลับมาใช้งานอีกครั้ง ศัลยเวทย์ ประเสริฐวิทยาการ กรรมการผู้จัดการแห่งบริษัท Atelier Of Architects คือผู้ที่มองเห็นศักยภาพของโกดังสีเหลืองแห่งนี้ เขาจึงได้เชิญชวนพาร์ตเนอร์อีก 3 ชีวิต นั่นคือฮันส์ แวร์เนอร์ มุลเลอร์ (Hans Werner Muller) ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์แห่งบริษัท HWM, สุวรรณี สุวรรณแสงโรจน์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Chamni’s Eye และธนัตถ์ สิงหสุวิช ช่างภาพชื่อดัง ที่ทั้งหมดมีความเชื่อเดียวกันว่า การลงทุนชุบชีวิตโกดังเก่าให้กลายเป็นครีเอทีฟคอมมูนิตี้แห่งใหม่ใจกลางกรุงคือโอกาสที่คุ้มค่า พร้อมกับร่วมกันตั้งชื่อใหม่ให้ว่า YELO ที่ส่วนหนึ่งมาจากสีเหลืองอันเป็นเอกลักษณ์เดิมที่โดดเด่นเห็นมาแต่ไกล ทั้งยังแฝงความหมายที่ลึกซึ้งอย่างประโยคที่ว่า “You Ever Live Once”

ในพื้นที่ประมาณ 480 ตารางเมตร กับความสูงจากพื้นถึงเพดานร่วม 7 เมตร “YELO House” ยังคงโครงสร้างเก่าทั้งภายในและภายนอกเอาไว้แทบจะเหมือนเดิม ที่เพิ่มเติมคือการเก็บรายละเอียดปลีกย่อยให้พื้นที่มีความปลอดภัย และใช้งานได้หลายฟังก์ชั่น โดยตั้งต้นจากการวิเคราะห์ถึงศักยภาพของพื้นที่เดิมก่อนว่า เหมาะแก่การใช้สอยด้านใดบ้าง โถงด้านหน้าซึ่งมีลักษณะเป็นดับเบิลสเปซ จึงถูกแปลงให้เป็นพื้นที่โชว์งานศิลปะหลากหลายประเภท ทั้งงานประติมากรรมขนาดใหญ่และสูง งานภาพวาดศิลปะขนาดรองลงมา รวมทั้งเปิดแกลเลอรี่ช้อปควบคู่ไปด้วยกัน และเมื่อเห็นว่า ทางทิศเหนือของโกดังมีแสงธรรมชาติสาดเข้าถึงได้ดีในบริเวณชั้น 2 จึงจัดเป็นพื้นที่เวิร์กช็อปสำหรับทำงานสร้างสรรค์ต่างๆ ตั้งแต่งานวาดภาพศิลปะ จัดดอกไม้ ไปจนถึงการเขียนลายมือแบบ Calligraphy

นอกจากนี้ พื้นที่ที่เหลือยังถูกแบ่งให้เป็นห้องประชุมขนาดต่างๆ ที่รองรับคนได้ 2-9 คน โดยเปิดให้เช่าในระยะยาว ด้านล่างเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่พร้อมปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นได้ตลอด เช่นการจัดป๊อปอัพมาร์เก็ตที่ผ่านพ้นมา ส่วนด้านบนเป็นที่ตั้งของร้านอาหาร Hungry Me และคาเฟ่ Thirsty You ซึ่งเปิดให้บริการพร้อมวิวบ้านๆ สบายๆ ริมคลองแสนแสบ ด้านหลังของ YELO House ยังเปิดเป็นทางออกให้ผู้มาเยือนได้เดินชมใจเมืองกรุงเทพฯ ในบรรยากาศติดริมคลองที่แวดล้อมไปด้วยกราฟฟิตี้วอลล์ทั้งสองฝั่ง พร้อมทั้งเป็นทางเดินเชื่อมต่อไปถึงพิพิธภัณฑ์บ้านไทย จิม ทอมป์สัน ซึ่งสามารถเดินถึงท่าเรือได้ในระยะเดินเพียง 90 เมตรเท่านั้น

ที่อยู่: 20/2 ซ.เกษมสันต์ 1 (ใกล้กับ BACC) ถ.พระราม 1 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ  
การเดินทาง: BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ หรือสถานีราชเทวี / ท่าเรือสะพานหัวช้าง (ราชเทวี)  
เวลาทำการ: 11.00 – 20.00 น. (ปิดทุกวันอังคาร)

เรียนดำน้ำในเก๋งจีน

 

ข้ามกลับมาที่ตลาดน้อย หนึ่งในย่านเก่าแก่ของกรุงเทพฯ ที่มีความเป็นมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ท่ามกลางตรอกซอกซอยเล็กๆ บริเวณนี้ยังมีคฤหาสน์จีนอายุมากกว่า 200 ปีแห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่หลังประตูบานคู่สีแดงสด “โซวเฮงไถ่” คือชื่อที่คนส่วนใหญ่เรียกสถานที่แห่งนี้ ซึ่งในอดีตเป็นบ้านของเจ้าสัวจาด (พระอภัยวานิช) นายอากรรังนกผู้เป็นเจ้าของที่ดินกว่าครึ่งในตลาดน้อยในสมัยรัชกาลที่ 2-3 รวมถึงท่าเรือโปเส็งริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากหน้าคฤหาสน์

กลุ่มอาคารที่หน้าตาเหมือนหลุดออกมาจากภาพยนตร์จีนของโซวเฮงไถ่ เป็นสถาปัตยกรรมแบบ “ซื่อเหอย่วน” หรือสี่เรือนล้อมลาน เรือนด้านหน้าทำหน้าที่เป็นซุ้มประตูทางเข้าซึ่งเปิดสู่ลานโล่งกลางแจ้ง ล้อมรอบด้วยเรือนไม้ทั้งสามด้าน แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเราคือลานส่วนกลาง ที่ถูกดัดแปลงให้เป็นสระว่ายน้ำลึกถึง 4 เมตรตั้งแต่ปีพ.ศ. 2547 จากความคิดของภู่ศักดิ์ โปษยะจินดา ลูกชายคนโตของดวงตะวัน โปษยะจินดา เจ้าของบ้านรุ่นที่ 7 เขาเป็นครูสอนดำน้ำและรับหน้าที่หลักในการดูแลคฤหาสน์โบราณหลังนี้ เมื่อได้เวลามองหาทำเลสร้างสระน้ำเพื่อเปิดเป็นโรงเรียนสอนดำน้ำ ภู่ศักดิ์จึงตัดสินใจใช้พื้นที่ลานบ้านให้เป็นประโยชน์

“โจทย์ของเราคือต้องการสระที่มีความลึกพอสำหรับการดำน้ำตามมาตรฐาน ซึ่งลึกกว่าสระว่ายน้ำทั่วไป ดังนั้นแปลว่าเราต้องใช้เงินทุน สมมติว่าไปเช่าที่ข้างนอกเพื่อทำสระ ก็ต้องรีโนเวทพื้นที่ด้วย เราก็เลยกลับมาคิดว่าทำไมไม่เอาเงินก้อนเดียวกันนี้มาสร้างสระในบ้าน แล้วบูรณะบ้านซึ่งตอนนั้นก็โทรมแล้วด้วยเลยล่ะ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนั้นคือเราออกไปสอนดำน้ำหาเงินเข้าบ้าน แต่บ้านกลับเป็นสินทรัพย์ที่มีแต่ทำให้เราเสียเงิน ทั้งค่าน้ำค่าไฟ” ภู่ศักดิ์เท้าความ 

แม้การมีสระว่ายน้ำปรากฏอยู่กลางกลุ่มเรือนเก๋งจีน อาจดูแปลกตาสำหรับบางคน แต่เมื่อมองให้ดี ก็จะพบว่าความขัดแย้งทางสถาปัตยกรรมนี้ดูกลมกลืนกันอย่างน่าประหลาด นั่นเพราะเจ้าของบ้านคิดมาอย่างดีแล้วว่าจะทำให้ของใหม่กับของเก่าอยู่ร่วมกันได้อย่างไร พื้นสระที่นี่จึงไม่ได้ปูกระเบื้องสีฟ้าหรือลายโมเสกทันสมัย แต่ใช้หินแกรนิตแบบเดียวกับพื้นบ้าน แผ่นไม้ที่ถูกนำมาวางพาดบนขอบสระดูสบายตา และไปได้ดีกับเรือนไม้ที่โอบล้อมทั้งสี่ด้าน

ปัจจุบัน คฤหาสน์แห่งนี้อยู่ในการดูแลและให้ทุนในการบูรณะจากดวงตะวัน โปษยะจินดา และลูกๆ ทั้งสาม โดยนอกจากจะเปิดรับนักเรียนที่มาฝึกฝนวิชาจาก “สำนักดำน้ำ” มานานกว่าสิบปี ทุกวันนี้ บ้านโซวเฮงไถ่ยังเปิดบ้านต้อนรับผู้ที่สนใจให้เข้ามานั่งดื่มด่ำบรรยากาศ พร้อมจิบเครื่องดื่มจากคาเฟ่แบบโฮมเมดในพิพิธภัณฑ์มีชีวิตแห่งนี้ได้ทุกวัน “ที่เราเปิดบ้านทุกวันนี้ เหตุผลหลักก็คือเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ ไม่ให้คนรุ่นใหม่ลืมว่าบรรพบุรุษเราแบกเสื่อผืนหมอนใบมาตั้งรกรากที่ไทยต้องลำบากแค่ไหน และเพื่อให้เขาเห็นว่าสมัยก่อนบรรยากาศมันเป็นยังไง ซึ่งตลาดน้อยนี่ถือว่าน่าจะเป็นที่สุดท้ายแล้วที่ยังมีบรรยากาศแบบนั้นอยู่ ถ้าเราปิดประตูบ้านไม่ให้ใครเข้ามา เท่ากับเป็นปิดกั้นความรู้ ปิดกั้นประวัติศาสตร์” ภู่ศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย 

ที่อยู่: 282 ซ.ดวงตะวัน (เจริญกรุง 22) แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 
เวลาทำการ: ทุกวัน  9.00–18.00 น.  
โทร. 02 639 6262

เรื่อง: ณัฏฐนิช ตัณมานะศิริ และ วรรณเพ็ญ บุญเพ็ญ
ภาพ: ชาคริต นิลศาสตร์