“เรารักที่จะชงกาแฟให้กับเมืองที่คลั่งการดื่มกาแฟ” ประโยคที่อยู่บนแก้วกาแฟของ Market Lane Coffee ประโยคนี้ สามารถบอกเล่าถึงบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความรักและหลงใหลเรื่องกาแฟในเมลเบิร์นได้ดีอย่างไม่มีผิดเพี้ยน เมืองที่คนทำและคนดื่มกาแฟต่างเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้อย่างไม่น้อยหน้ากัน ปี 2015 Roy Morgan Research เผยผลสำรวจพฤติกรรมการดื่มกาแฟของคนออสเตรเลียว่า ชาวเมืองเมลเบิร์นชื่นชอบการไปคาเฟ่และร้านกาแฟมากกว่าเมืองอื่นๆ โดยร้อยละ 11.5 จะไปคาเฟ่ 16 ครั้งหรือมากกว่าภายในระยะเวลา 3 เดือน “เพราะชาวเมลเบิร์นจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะดื่มกาแฟที่ชงโดยบาริสตาตามคาเฟ่มากกว่าชงกาแฟดื่มเองที่บ้าน” แองเจล่า สมิธ (Angela Smith) จาก Roy Morgan Research กล่าว ความนิยมในการดื่มกาแฟและอาหารนอกบ้านนี้ ยังส่งผลให้จำนวนคาเฟ่และร้านอาหารในเมลเบิร์นเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จาก 1,536 ร้านในปี 2006 เป็น 2,336 ร้านในปี 2016 

© visualjournal.it
 

เอสเปรสโซช็อตแรกของเมือง

 

ร้านกาแฟเกิดขึ้นในออสเตรเลียเป็นครั้งแรกในยุค 1870 ในช่วงเวลาดังกล่าว ร้านกาแฟทำหน้าที่เหมือนผับบาร์ให้ชาวเมืองแวะเข้ามาดื่มกาแฟแทนการดื่มเบียร์ ที่กลายเป็นของต้องห้ามอันเนื่องมาจากกระแสการต่อต้านการดื่มสุรา (Temperance Movement) ที่นำโดยสตรีชาวคริสต์ในเมลเบิร์นซึ่งไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมการดื่มสุราจนเมามายของชาวเมือง ผับบาร์กาแฟกว่า 50 แห่งจึงเกิดขึ้นในเมลเบิร์นและได้รับการตกแต่งอย่างหรูหรา เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับการสังสรรค์ของชาวเมือง แม้สุดท้ายกาแฟจะไม่ได้แทนที่สุราและไม่ได้เป็นเครื่องดื่มที่คนติดกันทั้งบ้านทั้งเมือง แต่ผับบาร์กาแฟเหล่านั้น คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้คนในเมลเบิร์นรู้จักการดื่มกาแฟ 

กระแสการดื่มกาแฟกลับมาอีกครั้งเมื่อเครื่องเอสเปรสโซจากอิตาลีเครื่องแรกของเมลเบิร์นมาถึงที่ร้าน Café Florentino (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น Grossi Florentino) บนถนน Bourke Street ในยุค 1930 และการเปิดร้าน Pelllegrini’s Espresso Bar เอสเปรสโซบาร์แห่งแรกของเมืองในยุค 1950 การมาถึงของเครื่องเอสเปรสโซทำให้ชาวอิตาเลียนที่ย้ายเข้ามาอยู่อาศัยในเมลเบิร์นต่างแวะเวียนมาพบปะกันและดื่มกาแฟที่นี่ ความนิยมในการดื่มกาแฟมีมากขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อชาวยุโรปต่างหลั่งไหลเข้ามาอยู่ในย่าน Collingwood และย่าน Fitzroy พร้อมกับวัฒนธรรมคาเฟ่จากบ้านเกิดเมืองนอนของตน มีเอสเปรสโซบาร์เปิดให้บริการและเป็นที่พบปะสังสรรค์ของผู้อพยพ ความนิยมในเอสเปรสโซเริ่มขยายตัวจาก 2 ย่านนี้ และแพร่สะพัดสู่ย่านอื่นๆ ส่งผลให้วัฒนธรรมการดื่มกาแฟเริ่มหยั่งรากลงในเมือง เมื่อเข้าสู่ยุค 1990 การกินดื่มนอกบ้านได้รับความนิยมมากขึ้น คาเฟ่ ร้านกาแฟ ร้านอาหาร จึงเริ่มผุดขึ้นตามตรอกซอกซอย ให้ชาวเมืองได้นั่งดื่มกาแฟและกินอาหารอย่างเพลิดเพลินเรื่อยมา จนกลายเป็นฉากหนึ่งของเมลเบิร์นในทุกวันนี้

© broadsheet.com.au
 

ช่วงเวลาแห่ง Specialty Coffee 

การเข้ามาของเอสเปรสโซจากอิตาลีและวัฒนธรรมคาเฟ่จากยุโรป ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของเมลเบิร์นที่ถูกส่งต่อมาในยุคหลัง เมื่อรวมวัฒนธรรมการดื่มกาแฟที่แข็งแรงจากอดีตเข้ากับความรัก ความหลงใหล และความคลั่งไคล้ในเรื่องกาแฟของผู้คนในปัจจุบัน เมลเบิร์นจึงเป็นเมืองที่มีพัฒนาการเรื่องกาแฟอยู่เสมอ จากเอสเปรสโซบาร์ที่เสิร์ฟแต่เอสเปรสโซในยุค 1930 ป้ายเมนูบอร์ดของคาเฟ่และร้านกาแฟในปัจจุบันกลับเต็มไปด้วยเมนูที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของส่วนผสมหรือวิธีชง ใครที่ชอบดื่มกาแฟนม สามารถเลือกได้ว่าต้องการลาเต้นมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์ หรือนมมะพร้าวอัลมอนด์ คอกาแฟที่สนใจวิธีการชง สามารถเลือกลองได้ตั้งแต่ดริปเย็น ไนโตร ไซฟอน ฟิลเตอร์ ฯลฯ คนที่ชอบลิ้มลองรสชาติที่ซ่อนอยู่ในกาแฟฟิลเตอร์ สามารถเลือกเมล็ดกาแฟได้ตั้งแต่เมล็ดเบลนด์เฉพาะของร้าน หรือเมล็ดซิงเกิล ออริจินจากหลากหลายแหล่งปลูกทั่วโลก 

ท่ามกลางความหลากหลายในเรื่องกาแฟ สิ่งที่อยู่ในความสนใจของโรงคั่วและร้านกาแฟในเมลเบิร์นคือกาแฟ Specialty Coffee ดังจะเห็นได้จากร้านกาแฟ Specialty Coffee ที่เปิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปี 2013 Broadsheet แม็กกาซีนออนไลน์แถวหน้าของเมลเบิร์นร่วมกับสมาคมกาแฟ Specialty Coffee แห่งออสเตรเลีย (Australian Specialty Coffee Association-ASCA) จัดทำแผนที่ร้านกาแฟ Specialty Coffee ในเมลเบิร์นเพื่อแจกในงาน World Barista Championship 2013 โดยในแผนที่ดังกล่าวมีร้านกาแฟ Specialty Coffee ถูกรวบรวมไว้มากถึง 50 ร้าน 

เจมส์ ฮอฟฟ์แมนน์ (James Hoffmann) เล่าถึงกาแฟ Specialty Coffee ในหนังสือ The World Atlas of Coffee: From Beans to Brewing-Coffees Explored, Explained and Enjoyed ว่าอุตสาหกรรมกาแฟแบ่งเป็น 2 ประเภทตามคุณภาพและรสชาติ คือกาแฟ Commodity Coffee และกาแฟ Specialty Coffee ในขณะที่กาแฟ Commodity Coffee คือสินค้าสามัญจากประเทศในแถบร้อนชื้น ให้คาเฟอีนในกระแสเลือด ช่วยปลุกสมองให้ตื่นพร้อมทำงานในตอนเช้าและจะปลุกได้ดีมากถ้ามีรสขม ส่วนกาแฟ Specialty Coffee คือกาแฟที่ดื่มเพื่อความเพลิดเพลิน สร้างความรู้สึกพอใจให้เกิดขึ้นจากรสชาติในกาแฟแก้วนั้น สมาคมกาแฟ Specialty Coffee แห่งสหรัฐอเมริกา (Specialty Coffee Association of America-SCAA) ให้ความหมายของกาแฟ Specialty Coffee ว่าเป็น “ผลลัพธ์ของความทุ่มเทจากทุกคนที่เกี่ยวข้องในการผลิตเพื่อให้ได้มาซึ่งกาแฟที่มีคุณภาพดีที่สุด หาใช่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้จากใครคนใดคนหนึ่ง ความพยายามนี้ทำให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาการปลูก การคั่ว และเทคนิคการชง ความต้องการในกาแฟที่มีคุณภาพสูงทำให้แหล่งผลิต ความพิถีพิถัน และคุณภาพกลายเป็นสิ่งสำคัญ” ถ้ามองในเชิงคุณภาพ กาแฟ Specialty Coffee คือกาแฟที่ได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจาก Q Grader หรือผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟ โดยได้คะแนนอย่างน้อย 80 จาก 100 คะแนน เป็นใบการันตีคุณภาพ

ความสนใจในกาแฟ Specialty Coffee ทำให้โรงคั่วและร้านกาแฟในเมลเบิร์น หันมาซื้อกาแฟจากแหล่งที่ปลูกโดยตรงและบอกเล่าเรื่องราวของกาแฟให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวจากฟาร์มกาแฟ แหล่งผลิต ชีวิตของคนปลูก รวมถึงทุกเรื่องราวการผลิตกว่าเมล็ดกาแฟจะกลายมาเป็นเครื่องดื่มในแก้ว ความหลงใหลในกาแฟ Specialty Coffee ของเมืองถูกถ่ายทอดออกมาผ่านความกระตือรือร้นของบาริสตา ที่อยากเล่าถึงที่มาของเมล็ดกาแฟว่าเป็นเมล็ดจากที่ไหน ผ่านการผลิตมาอย่างไร ใช้วิธีอะไรชง และได้รสชาติอะไรบ้าง 

ทอม กันน์ (Tom Gunn) จาก Proud Mary Coffee โรงคั่วและร้านกาแฟในเมลเบิร์นเล่าว่า “พวกเรามาไกลมาก จากเมื่อก่อนที่บาริสตาจะเก็บส่วนผสมของกาแฟเบลนด์ของร้านตัวเองไว้เป็นความลับ หรือการที่พวกเขาไม่รู้ว่าในกาแฟประกอบไปด้วยอะไรบ้าง” โรงคั่วกาแฟต่างพากันเปิดบ้านให้ผู้คนเข้าไปลอง Cupping หรือชิมรสชาติกาแฟ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการคั่วกาแฟและรสชาติกาแฟ ในขณะที่คนคั่วคนชงก็อยากจะเล่าถึงกาแฟของตน คนดื่มเองก็อยากรู้และรอฟังเรื่องราวของกาแฟในถ้วยที่ตนดื่ม “ผมคิดว่าเมลเบิร์นเป็นเมืองที่ผู้คนมีเวลาให้กับเรื่องกาแฟ และมีความสนใจอยากรู้ว่ากาแฟมาจากแหล่งไหนมากกว่าเมืองอื่นๆ ในออสเตรเลีย พวกเขาอยากรู้เกี่ยวกับกระบวนการผลิตกาแฟเพื่อให้เพลินเพลิดกับรสชาติกาแฟในแก้วที่ดื่มทุกวัน” ลีออน ฮอลด์สเวิร์ธ (Leon Holdsworth) บาริสตาแห่งร้าน St. Ali North กล่าว

© quietlyconfused.wordpress.com
 

ร้านที่รักในการชงกาแฟให้กับเมืองที่คลั่งการดื่มกาแฟ

 
  • Market Lane Coffee Prahran Market ตลาดเก่าแก่ที่สุดของเมืองที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1891 บนถนน Commercial Road ทางตอนใต้ของเมือง คือที่ตั้งของ Market Lane Coffee โรงคั่วและร้านกาแฟที่เริ่มคั่วและเสิร์ฟกาแฟ Specialty Coffee ตั้งแต่ปี 2009 Market Lane Coffee หลงใหลในการทำกาแฟคุณภาพสูงที่ให้รสชาติดี ด้วยการใช้เวลาในการเฟ้นหาเมล็ดกาแฟคุณภาพดี นำมาคั่วอย่างตั้งใจเพื่อดึงรสชาติที่โดดเด่นออกมา เพื่อนำมาชงเสิร์ฟให้กับลูกค้า โดยจะเลือกใช้แต่กาแฟที่มีในฤดูกาลเท่านั้น นอกจากนี้ยังรักที่จะถ่ายทอดเรื่องราวของกาแฟแต่ละตัวที่เสิร์ฟในร้านให้ลูกค้า การตอบรับที่ดีทำให้ Market Lane Coffee เปิดสาขาที่ 2 บนถนน Therry Street ทางตอนเหนือของเมืองในปี 2011 โดยมุ่งให้เป็นบาร์กาแฟและพื้นที่สอนเวิร์กช็อปให้แก่ลูกค้า ด้วยคุณภาพกาแฟและการบริการที่ดี ทำให้ Market Lane Coffee ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากจนในปัจจุบัน Market Lane Coffee มีสาขาในเมืองทั้งหมด 6 สาขา ครอบคลุมย่านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นย่าน Carlton หรือที่มีชื่อเล่นว่า Little Italy อันเต็มไปด้วยร้านอาหารอิตาเลียนเก่าแก่ ร้านพิซซ่า และคาเฟ่ต่างๆ รวมไปถึงย่าน Victoria Market ย่านใจกลางเมืองอย่าง Collin Street และล่าสุดที่ย่าน South Melbourne Market บริเวณ Coventry Street ในปี 2017 
  • Duke Coffee Roasters บน Flinders Lane ตัดกับ Elizabeth Street ที่อยู่ไม่ไกลนักจากสถานีรถไฟ Flinders Street Railway Station คือที่ตั้งของ Duke Coffee Roasters โรงคั่วและร้านกาแฟที่ส่งต่อความรักและความหลงใหลในกาแฟให้กับผู้คนในเมือง โดยมุ่งมั่นที่จะนำกาแฟ Specialty Coffee ที่มีคุณภาพและรสชาติดีที่สุดในแต่ละฤดูกาลมาชงให้กับลูกค้า โดยกาแฟคุณภาพดีของที่นี่หมายความไปถึงการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ด้วยการมุ่งให้การสนับสนุนชุมชนต่างๆ ที่มีส่วนร่วมในการผลิตกาแฟ อีกทั้งพยายามลดปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการคั่วกาแฟ โดยการใช้ Loring Smart Roasters เครื่องคั่วที่ได้รับการออกแบบให้ใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์ที่สุด นอกจากนี้ในปี 2016 Duke Coffee Roasters ยังร่วมทำงานกับ WeForest องค์กรนานาชาติไม่หวังผลกำไรที่มุ่งสร้างความเคลื่อนไหวในการสร้างความยั่งยืนด้วยการปลูกป่าทดแทน (Reforestation) 
  • Proud Mary Coffee ปัจจุบัน ย่าน Collingwood ทางตอนเหนือของเมืองที่เป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมคาเฟ่จากยุโรป Proud Mary Coffee คืออีกหนึ่งโรงคั่วและร้านกาแฟ Specialty Coffee ในย่านนี้ ที่ทุ่มเทเวลาให้กับการผลิตกาแฟคุณภาพสูง อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างตนกับผู้ผลิตกาแฟ ทุกๆ ปี Proud Mary Coffee จะเดินทางไปเยี่ยมฟาร์มกาแฟและพูดคุยกับผู้ผลิตกาแฟอยู่เสมอ นอกจากนี้ ที่นี่ยังให้ความสำคัญกับการส่งต่อความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจผ่านการจัดตั้ง Collingwood Coffee College ที่มุ่งสอนเรื่องกาแฟผ่านเวิร์กช็อปต่างๆ เช่น ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกาแฟ การฝึกทักษะของบาริสตา ลาเต้อาร์ต การชงกาแฟฟิลเตอร์ รวมไปถึงการคัดเลือกเมล็ดกาแฟและการคั่วกาแฟที่สอนโดย Q Grader หรือผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟด้วย 

 

© cdn.cnn.com
 

MICE พื้นที่พบปะและแลกเปลี่ยนเรื่องกาแฟ 

คอกาแฟในเมลเบิร์นต่างรู้ดีกว่างาน Melbourne International Coffee Expo (MICE) คืองานที่พลาดไม่ได้ในแต่ละปี MICE ไม่ได้เป็นแค่งานแสดงสินค้า แต่เป็นงานที่รวมทุกเรื่องราวของกาแฟไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเมล็ดกาแฟ การเก็บและการผลิต รวมถึงการชงกาแฟ โรงคั่วและร้านกาแฟต่างงัดผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมล่าสุดออกมาอวดโฉมในงานนี้ ไม่ว่าจะเป็นแก้วที่ย่อยสลายได้ไปจนถึงเครื่องเอสเปรสโซลายหินอ่อน MICE จึงเปรียบเสมือนสนามแลกเปลี่ยนผลงานและแนวคิดของโรงคั่วและร้านกาแฟ และเป็นพื้นที่ให้ผู้คนในอุตสาหรรมกาแฟมาเจอกัน ทั้งคนปลูก คนผลิต คนชง และคนดื่ม รวมถึงเป็นสวรรค์ของคนที่หลงใหลอุปกรณ์สำหรับชงกาแฟ นอกจากจะเป็นพื้นที่ปล่อยของและพบปะของผู้คนแล้ว MICE ยังเป็นเวทีการแข่งขันเรื่องกาแฟที่สำคัญที่สุดของออสเตรเลีย โดยจะมีทั้งการแข่งบาริสตา (Australian Barista Championship) การแข่งลาเต้อาร์ต (Australian Pura Latte Art Championship) และการแข่งชิมรสชาติ (Australian Cup Tasting Championship) ผู้ชนะการแข่งขันรายการต่างๆ เหล่านี้จะเป็นตัวแทนประเทศไปแข่งต่อในเวทีระดับโลก MICE จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2012 และถูกจัดอย่างต่อเนื่องทุกปีในฐานะงานกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิกที่มีผู้เข้าร่วมงานราวหมื่นคน MICE จึงเป็นงานที่เปิดประตูต้อนรับทุกคนที่สนใจเรื่องกาแฟที่ดีที่สุดงานหนึ่ง โดยเฉพาะในเวลาที่ผู้คนไม่ได้สนใจแค่รสชาติของกาแฟ แต่ยังสนใจเรื่องราวที่มาของกาแฟในถ้วยที่ตนดื่ม

© efficientoz.com.au
 

ใช้ดี ทำดี รู้สึกดี 

ในเดือนตุลาคม ปี 2016 สำนักข่าว ABC รายงานว่าปริมาณขยะจากแก้วกาแฟใช้แล้วทิ้งสูงขึ้นตามความนิยมในการดื่มกาแฟของชาวออสเตรเลีย ชาวออสซี่ใช้แก้วใช้แล้วทิ้งประมาณ 1 พันล้านใบต่อปีโดยประมาณ หรือ 2.7 ล้านใบต่อวัน แก้วใช้แล้วทิ้งเหล่านี้มีลักษณะเหมือนแก้วกระดาษแต่มีส่วนผสมของพลาสติก จึงไม่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติทั้งหมด แม้ขยะจากแก้วกาแฟใช้แล้วทิ้งจะก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมา แต่ชาวเมืองเมลเบิร์นต่างพร้อมที่จะช่วยกันเพื่อทุเลาปัญหาที่เกิดขึ้น

อบิเกล ฟอร์ไซธ์ (Abigail Forsyth) เปิดคาเฟ่ Bluebag กับน้องชายในเมลเบิร์นในปี 1998 ในขณะที่ธุรกิจเริ่มไปได้ดี ฟอร์ไซธ์ตระหนักได้ว่า ธุรกิจของเธอสร้างขยะจากแก้วกาแฟใช้แล้วทิ้งเป็นจำนวนมาก เธอจึงมองหาตัวเลือกของแก้วที่จะไม่สร้างขยะกลับไปยังสิ่งแวดล้อม โดยพัฒนาเป็นแก้ว KeepCup แก้วที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งได้รับการออกแบบขึ้นให้มีขนาดบรรจุเท่าแก้วกาแฟสำหรับดื่มในร้าน จึงวางใต้ที่ทำช็อตเอสเปรสโซได้ ช่วยให้บาริสตาคำนวณปริมาณช็อตเอสเปรสโซและน้ำหรือนมได้ตามปกติ ตัวแก้วทำจาก Polypropylene ฝาทำจาก Low-Density Polypropylene และฝาปิดทำจาก Thermoplastic Polyurethane ซึ่งล้วนนำไปรีไซเคิลได้ แก้ว KeepCup จึงเป็นแก้วที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ที่ได้มาตรฐานของบาริสตาแก้วแรกของโลก ด้วยการใช้งานที่มีประสิทธิภาพ รูปทรงที่สวยงาม ราคาที่เข้าถึงได้ และตอบโจทย์ทั้งคนชงและคนดื่ม ส่งผลให้สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของคนรักกาแฟในเมลเบิร์นให้หันมาใช้แก้ว KeepCup แทนแก้วใช้แล้วทิ้งมากขึ้น โดยตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2009 แก้ว KeepCup ถูกจำหน่ายไปแล้วกว่า 3 ล้านใบ และมีวางจำหน่ายใน 65 ประเทศ นับเป็นความพยายามเล็กๆ ของร้านกาแฟในเมืองที่ไม่ได้แค่ทำให้คนรักกาแฟรู้สึกดีจากการใช้แก้ว แต่ยังช่วยให้พวกเขารู้สึกดีที่ได้ทำดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย 

เมื่อวัฒนธรรมการดื่มกาแฟที่รุ่งเรืองจากฝั่งยุโรปได้ถูกส่งผ่านมายังเมืองแห่งนี้ที่ผู้คนต่างน้อมรับ จนกลายเป็นวัฒนธรรมของเมือง รวมกับการตื่นตัวและพร้อมเปิดรับเรื่องกาแฟของผู้คนในเมืองอยู่เสมอ จึงไม่น่าแปลกใจที่เมลเบิร์นจะได้รับการขนานนามให้เป็นเมืองหลวงแห่งกาแฟของออสเตรเลีย 

เรื่อง: ชาลินี วงศ์อ่อนดี 

ที่มา:
au.keepcup.com
dukescoffee.com.au
marketlane.com.au
proudmarycoffee.com.au
บทความ “Caffeine Wars: Which City Is Australia’s Coffee Capital? จาก roymorgan.com
บทความ “Coffee Culture: A History” จาก gourmettraveller.com.au/
บทความ “Facts about Melbourne” จาก melbourne.vic.gov.au 
บทความ “How Did Australia Become the Coffee Snobs We Are Today?” โดย Lulu Morris จาก nationalgeographic.com.au
บทความ “Melbourne Has Been Voted as Having the World’s Best Coffee” โดย Catherine Lambert จาก heraldsun.com.au
บทความ “Takeaway Coffee Cups Piling Up in Landfill as Australia’s Caffeine Habit Soars” โดย Sarah Whyte จาก abc.net.au
บทความ “Trends Brewing in the Coffee Capital of Australia, Melbourne” โดย Victoria Government จาก australiaplus.com
บทความ “What Is Specialty Coffee?” จาก scaa.org
หนังสือ The World Atlas of Coffee: From Beans to Brewing-Coffees Explored, Explained and Enjoyed (2014) โดย James Hoffmann