เจมส์ เบียร์ด (James Beard) เชฟชื่อดังชาวอเมริกันผู้บุกเบิกโลกของอาหารท้องถิ่นแบบอเมริกันให้กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง จนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจากรุ่นสู่รุ่น เคยกล่าวไว้ว่า “Food is our common ground, a universal experience." ซึ่งหมายความว่า อาหารเป็นเรื่องพื้นฐานที่เป็นประสบการณ์ร่วมของคนเรา แม้ในวันนี้เราจะมีทางเลือกในการกินที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งจากเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านอาหารที่รุดหน้าเพื่อแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคมากมาย ทั้งปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่อาจทำให้เราขาดแคลนอาหารในอนาคต ปัญหาเรื่องสุขภาวะ มาตรฐานความสะอาด ความหลากหลายทางชีวภาพ ไปจนถึงการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ หรือแม้แต่ข้อจำกัดด้านความเชื่อ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในการกิน แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่เคยหยุด “เลือก” ที่จะ “กินดี” ตามแบบฉบับและความต้องการของแต่ละคนอยู่ดี

คุยกับคุณยี้ สันติ อาภากาศ (Co-founder & CEO of TasteBud Lab) และเชฟโอ ตนัย พจน์อารีย์ พาร์ตเนอร์ที่มีส่วนร่วมในการทำงานของ TasteBud Lab ที่นอกจากพวกเขาจะมีแพสชันในเรื่องอาหารแล้ว ยังมีความต้องการที่ตรงกันคือการสร้าง “แพลตฟอร์มด้านอาหารอนาคต” (Future Food Platform) ที่ครอบคลุมและตอบโจทย์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบนิเวศทางอาหารตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งเพื่อช่วยแก้ปัญหาด้านอาหาร และที่สำคัญคือเพื่อตอบรับกับโอกาสที่เกิดขึ้นจากการ “เลือกกิน” ของผู้บริโภคในวันนี้และในอนาคต 

จุดเริ่มต้นของ TasteBud Lab อะไรทำให้สนใจสร้างแพลตฟอร์มด้านอาหารขึ้นมาในประเทศไทย
คุณยี้ : จริง ๆ เรารวมกันมาเกือบ 2 ปีแล้วครับ เรียกว่าซุ่มทำงานด้านนี้กันมา ผมเองเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง แล้วก็ได้พาร์ตเนอร์อีกหลายท่านที่มีแพสชันร่วมกัน มองเห็นปัญหาด้านอาหารเหมือน ๆ กันมาช่วยกันทำงาน บางคนมาจากสาย Food Tech (เทคโนโลยีอาหาร) บางคนเป็น Flavor Specialist (ผู้เชี่ยวชาญด้านรสชาติ) เป็น Mixologist เป็นบาริสต้า และที่ปรึกษาด้าน Food Innovation , Food Science, และ Biotech  ประกอบกับที่ผมเคยลงพื้นที่ไปดูงานด้านเกษตร-สหกรณ์ และด้านส่งออกอาหาร แล้วเห็นว่าต่อไปการแข่งขันด้านอาหารจะมีข้อจำกัดและความท้าทายเยอะมาก แล้วพอดีกับเห็นโอกาสเรื่องอาหารอนาคต (Future Food) ที่เราอยากหยิบจับมาเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อาหารของไทยเรา ตั้งแต่ต้นน้ำก็คือเกษตรกรผู้ผลิต ไปจนถึงกลางน้ำที่เป็นผู้ส่งออก แปรรูป จนถึงผู้บริโภคที่ปลายน้ำ ในลักษณะที่เรียกว่า Future Food Platform ที่ครอบคลุม ครบวงจร แล้วก็เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย

มองเห็นโอกาสอะไรใน Future Food Platform 
คุณยี้ : ในเมืองไทย ถ้าเป็นนักวิจัยหรือนักนวัตกรรมก็จะมีมุมมองด้านอาหารอนาคตแบบหนึ่ง แต่ตลาดหรือในต่างประเทศ ก็จะมีความสนใจต่ออาหารอนาคตอีกรูปแบบหนึ่ง คนทั่วไปเราอาจมองอาหารอนาคตว่ามันเป็นอาหารสำหรับนักบินอวกาศหรือเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นโอกาสที่เราจะปรับรูปแบบหรือวิถีการบริโภคไปสู่อนาคตได้ เช่น การทำฐานทรัพยากรชีวภาพ (Bioresource) ที่เป็นฐานสำคัญของการเกษตรตั้งแต่ต้นทางไปจนปลายทาง ซึ่งเราต้องทำงานกับคนหลายกลุ่ม ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการอาหาร คนทำร้านอาหาร หรือสตาร์ตอัพต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการแนวอาหารอนาคต ก็เลยเป็นที่มาของ Future Food Platform ที่จะเป็นสื่อกลาง กลางในการทำโจทย์เชิงรุกด้านอาหารอนาคตอย่างสร้างสรรค์กับหน่วยงานต่าง ๆ ขึ้นมา

Course 2 “Journey to the Alternative Protein Planet” : แซนวิชพานินี่ไส้ขนุน บาร์บีคิว กับโฮมเมดย๊อกกี้ (Gnocchi) ผงโปรตีนสกัดจิ้งหรีด ผัดซอสไวน์เนื้ออนาคต (โปรตีนจากพืช)

หลักการทำงานของ Future Food Platform เป็นอย่างไร
คุณยี้ : เราทำงานกันบนหลัก Foodlov Pyramid ที่ล้อไปกับแนวคิดลำดับขั้นของความต้องการของมาสโลว์ (Maslow's Hierarchy of Needs) คือความต้องการพื้นฐานไปถึงจุดสูงสุด ตัว Foodlov Pyramid นี้ เราจะพูดถึงความต้องการในด้านอาหารของผู้บริโภค ตั้งแต่ขั้นแรกคือเรากินเพื่ออยู่ (Energy & Food Security) กินเพื่อสุขภาพ (Health) กินตามวัฒนธรรม (Origin & Ethics) ไปจนถึงการกินเพื่อสะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ (Identity & Lifestyle) แล้วขั้นสุดท้ายซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่ TasetBud สนใจก็คือด้านที่เรียกว่า Reconnect คือการเข้าใจถึงที่มาที่ไปของอาหาร เห็นถึงถิ่นกำเนิด ตระหนักถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อม และคนตัวเล็ก ๆ ที่อยู่เบื้องหลังของอาหารแล้วหาทางคืนกลับไป เพราะฉะนั้นในมุมมองของเราก็คือว่า เราจะทำอย่างไรให้ตรงนี้มันถูกปรับทั้งกับฝ่ายผู้ผลิตต้นทางและผู้บริโภค เพื่อที่จะให้เกิดการหมุนเวียนและยั่งยืนทั้งระบบมีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และลดมลภาวะที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืน

ทำไมถึงเลือกนำเสนอ Future Food Experience ผ่านคอร์สอาหารแห่งอนาคตที่เรียกว่า “Future Food Table”
เชฟโอ : ตัวผมและทีมอยากทำให้เรื่อง Future Food เป็นเรื่องใกล้ตัวมากที่สุด ทำให้มันเป็น “โซลูชัน” ไม่ใช่ “ทางเลือก” เพราะถ้าสังเกตเราจะเห็นว่าความจำเป็นในร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนกินเนื้อสัตว์ไม่ได้แล้ว บางคนต้องกินให้น้อยลงแต่อยากได้สารอาหารครบถ้วนขึ้น หรือต้องกินผักมากขึ้น ซึ่งอาหารแนว Functional Food หรือ Future Food มันก็จะมาตอบโจทย์เรื่องพวกนี้ได้ดี แต่พอร้านอาหารเอาวัตถุดิบพวกนี้ไปทำ บางทีทำออกมาแล้วยังกินยาก เข้าใจยาก ก็เลยเกิดเป็นช่องว่างระหว่างคนกินกับคนทำ ผมเลยเอาวัตถุดิบมาทำให้เป็นรสที่คนคุ้นเคยที่สุด แล้วก็ทดแทนในเมนูประจำวันได้ทันที โดยที่ไม่รู้สึกว่าแปลกหรือตะขิดตะขวงใจที่จะกิน ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มโอกาสให้คนแต่ละกลุ่มที่มีความต้องการแตกต่างกันได้เข้าถึงอาหารนี้เท่า ๆ กัน หรือมีทางเลือกในการกินอาหารมากขึ้น เช่น ช่วยลดโลกร้อน ลดก๊าซเรือนกระจกด้วยการกินสัตว์ให้น้อยลง แต่ว่าได้สารอาหารครบสมบูรณ์เหมือนเดิม
คุณยี้ : การดีไซน์คอร์สอาหารแห่งอนาคตเป็นเหมือนขั้นตอนหนึ่งที่จะเชื่อมโยงคนให้เข้ามารู้จักอาหารอนาคต ส่งเสริมสตาร์ตอัพไทยด้าน Food Tech และ Biotech  และเข้าใจเรา เข้าใจอาหารอนาคตง่ายขึ้น ซึ่งนอกจากที่เรานั่งกันอยู่ตรงนี้คือ TasteBud Lab ที่เราสร้างขึ้นเพื่อให้อยู่ได้โดยที่ไม่ต้องอิงกับการสนับสนุนจากใครเป็นหลักแล้ว เราก็พยายามทำกิจกรรมเชิงรุกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่นทำ Flavor Testing ให้เชฟ บาริสต้า หรือสตาร์ตอัพอาหารได้เข้ามาทดลองด้านรสชาติกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น เขาอาจจะให้วัตถุดิบเรามา แล้วเรามีเชฟอาชีพมาช่วยคิดค้นเรื่องสูตร เรื่องรสชาติให้ อย่างที่ร้านนี้นอกจากจะเป็นคาเฟ่แล้ว ก็ยังเป็นพื้นที่ในการจัดโปรแกรมบ่มเพาะและส่งเสริมผู้ประกอบการด้านอาหารต่าง ๆ (HYRBID Incubate & Accelerate Programs) เป็นพื้นที่ให้มาระดมความคิดเกี่ยวกับอาหารอนาคต ฉะนั้นเราเลยมีลักษณะเป็นเหมือนห้องทดลองที่ช่วยกันตั้งแต่คิดสูตรอาหาร การรับฟีดแบ็กจากผู้บริโภค เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปต่อยอดเพิ่มมูลค่า ยกระดับสู่ระดับประเทศและสากลได้

Future Food Experience ของ TasteBud Lab เหมือนหรือต่างจากการกินอาหารแบบ Chef’s Table อย่างไร
คุณยี้ : ช่วงโควิด-19 เรามองว่าการกินก็เกิด New Normal ทั้งในฝั่งผู้ผลิต ผู้บริโภค ในฐานะชุมชนคนทำงานตรงนี้ ก็คิดว่าเมื่อจัดงานที่คนมาเยอะ ๆ ไม่ได้ แนวคิดของ Chef’s Table ก็น่าสนใจเพราะคนน้อยแล้วก็ได้รับประสบการณ์เต็มอิ่ม อีกอย่างเชฟโอก็ทำ Chef’s Table มาก่อน มันเลยน่าจะเป็นพื้นที่ที่ดีในการเล่าเรื่องของอาหารอนาคต ตั้งแต่กระบวนการนำเสนอ การชิมรสชาติ แล้วก็การเก็บฟีดแบ็กเพื่อเอาไปพัฒนาในเชิงมูลค่าให้ดียิ่งขึ้น เลยมาจบที่ ‘Future Food Table’ แต่ว่าเรียกให้คนเข้าใจง่าย มันก็เป็น Chef’s Table รูปแบบหนึ่ง

จะทำอย่างไรให้ Future Food เป็นมากกว่าแค่ทางเลือก แต่คือโซลูชันในการแก้ปัญหาการกินของคนทั่วไป
เชฟโอ : ผมคิดว่าที่เขาไม่อยากเลือก เพราะมันยังไม่สามารถทดแทนในสิ่งที่เขาเป็นอยู่ได้ทั้งหมด สำหรับคนทำอาหารอย่างโอ ก็จะพยายามเอาวัตถุดิบพวกนี้เข้ามาใช้ให้ทดแทนได้ไปเลย คือคุณกินทุกอย่างได้เหมือนกินเนื้อสัตว์ปกติ ทำให้เขาไม่รู้สึกแตกต่าง แต่เป็นรสชาติที่คุ้นเคย ไปอยู่ในชีวิตประจำวันของเขาได้ ถึงจุดนั้นมันก็จะกลายเป็นโซลูชัน เช่น กินหมูมีไขมันเยอะ ไตรกลีเซอไรด์ต้องขึ้นแน่เลย ก็เปลี่ยนมากินอาหารจากพืช (Plant-Based Meat) ที่ให้สุขภาพดีกว่า แต่รสชาติเหมือนกันเป๊ะ เพราะฉะนั้นพวกนี้ก็จะมาตอบโจทย์ให้คนใช้ชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น พนักงานออฟฟิศที่ต้องรีบไปทำงานตอนเช้า ก็ยังได้กินของที่มีประโยชน์ อาจจะนอกจากหมูปิ้งข้าวเหนียว ผมเชื่อว่ามันจะพัฒนาไปถึงได้ทั้งเรื่องรสชาติและการที่มันดีต่อสุขภาพมากกว่า โดยที่เราไม่ต้องเปลี่ยนวิถีประจำวันเพื่อไปเรียนรู้สิ่งใหม่ คือกินอาหารเท่าเดิม ความรู้สึกเดิม แต่ว่ามีประโยชน์ต่อตัวเรามากขึ้น

สิ่งที่ TasteBud กำลังทำ จะสร้างประโยชน์กับคนกลุ่มใดบ้างในนิเวศด้านอาหาร 
คุณยี้ : สิ่งที่เราทำอยู่ตั้งแต่เริ่มต้นมาจนถึงตอนนี้มีอยู่ 3 ข้อครับ ข้อหนึ่ง เราอยากที่จะสร้างระบบนิเวศให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลาย ๆ ฝ่ายได้เข้ามาเจอกันและร่วมมือกันเป็นนิเวศที่สมบูรณ์ภายในแนวคิดแบบ Reconnect ที่เล่าไป สอง คือเราอยากจะทำโครงการร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ หรือกลุ่มคนที่สนใจและมีความเชี่ยวชาญในการทำโปรแกรมเพื่อบ่มเพาะเจาะจงสําหรับด้านอาหารอนาคต ให้กับสตาร์ตอัพด้านอาหารบ้านเรา และสาม คือการทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ โดยการตั้งโจทย์และแก้โจทย์ทางด้านอาหารที่มีอยู่ อย่าง Food Innopolis ของสวทช. นักเทคโนโลยีอาหาร หรือไปร่วมกับภาคเอกชน โดยเราเองจะเป็นจิกซอว์ตัวหนึ่งที่ไปเข้าร่วมเพื่อผลักดันให้มันชัดเจนมากขึ้น 

สถานการณ์ของกลุ่มสตาร์ตอัพด้านอาหารของไทยเป็นอย่างไร 
คุณยี้ : จริง ๆ ภาครัฐเองก็พยายามที่จะผลักดันให้เกิด Food Tech กับ Agriculture Tech มากขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ เราก็พยายามที่จะจุดประกายให้เขารู้ว่าเขาเข้ามาทำตรงนี้ได้นะ มาโตตรงนี้ได้ โอกาสมาถึงแล้ว เพราะว่าในช่วงโควิด-19 ถ้าเราดูตัวเลขว่าธุรกิจด้านใดที่ยังอยู่ได้ ก็ต้องบอกว่าด้านอาหารของเรานี่ล่ะ ฉะนั้น ผมว่าคนเริ่มเห็นโอกาส เข้าใจ แล้วก็มีคนที่มีความรู้ความสามารถเยอะในเรื่องนี้ เหลือแค่เรามาช่วยกันทำโจทย์ หากันให้เจอ แล้วจะชวนใครตรงไหนมาทำอะไร อย่างตอนนี้เราก็เปิดกลุ่มคนทำงานที่ชื่อว่า ‘Future Food Network’ ทำเป็น Line Open Chat ขึ้นมา ก็มีคนเข้าร่วมแล้วประมาณ 60 คน และก็ยังมีสตาร์ตอัพด้านอาหารที่เข้ามาในโครงการแล้วมากกว่า 10 ราย มาช่วยกันทำโจทย์เชิงรุกตรงนี้ร่วมกันต่อ และพยายามขยายให้มากขึ้นต่อเนื่อง

คิดว่าเทรนด์ของอุตสาหกรรมอาหารในอนาคตจะเป็นอย่างไร
คุณยี้ : ถ้าเราจำได้ช่วงประมาณก่อนล็อกดาวน์ ผมดูรายงานของ McKinsey ว่าในอนาคตจะต้องมี 5 ขั้นตอน คือ  Resolve, Resilience, Return, Reimagination และ Reform ในทุก ๆ อุตสาหกรรมนะครับ เพื่อให้เราไปต่อหลังจากวิกฤตได้ ทีนี้เราก็มาคิดว่าแล้วอุตสาหกรรมอาหารล่ะ เราจะทำอย่างไรกันดี พอดีผมมีโอกาสได้ไปคุยกับทางนิตยสาร Asia Food Beverage Thailand เขาก็สนใจว่าเราควรจะจัดงานระดมไอเดียเพื่อหาทางออกให้กับอุตสาหกรรมอาหารกับ 16 หน่วยงานและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อที่จะตอบสิ่งที่ทุกคนพูดว่า ‘ในวิกฤตมีโอกาส’ แต่โอกาสในแต่ละจุดมันคืออะไร ก็เลยจัดงานเป็นลักษณะ webinar ซึ่งเราได้รับความเห็นและไอเดียเยอะมาก ๆ ตอนนี้ก็กำลังรวบรวมข้อมูลและไอเดียทำออกมาเป็นรายงาน เหมือนกับการเปิดประตูไว้หลาย ๆ ประตู หรือเป็นกุญแจไว้ให้อุตสาหกรรมอาหารของเราว่าเราจะทำตรงไหนกันได้บ้าง ภายใต้โจทย์ใดบ้าง 
เชฟโอ : จากที่ได้คุยในงาน ส่วนตัวผมคิดว่าพวก Plant-Based Meat น่าจะมาแน่ ๆ เผลอ ๆ มาแล้วด้วยครับ เพราะว่าในเมืองไทยถ้าเราไปตามซูเปอร์มาร์เก็ตตอนนี้ เราก็จะเห็นมากขึ้น เชื่อว่าปีหน้าก็จะต้องมีคนขายตรงมาถึงกลุ่ม Food Service ที่ขายเป็นวัตถุดิบพร้อมปรุงมากขึ้น เพราะตอนนี้ที่วางขายกันยังเป็นของนำเข้าเสียส่วนใหญ่ ตลอดจนพวกซูเปอร์ฟู้ด และ อย่างขนุนไทยเราที่มีเนื้อสัมผัสเหมือนเนื้อสัตว์มากที่สุด แล้วก็พวกผลิตภัณฑ์จากแมลงอย่างผงโปรตีนจิ้งหรีดก็คงจะเริ่มมามากขึ้นด้วยเหมือนกัน
ไอเดียที่คิดว่าน่าจะต่อยอดแล้วก็เป็นจริงได้ในเร็ววันนี้น่าจะมีอะไรบ้าง

เชฟโอ : มีคนพูดเรื่อง Functional Food เยอะเหมือนกันครับ คือต่อไปทุกคนก็อยากจะกินเท่านี้ แต่ว่าอยากได้ทุกอย่างครบ อีกเทรนด์ก็คือ Farm to Table ที่ทำยังไงให้คนเลี้ยง คนเพาะ คนปลูกมีช่องทางในการนำผลผลิตมาขึ้นโต๊ะได้ มันมีเคสหนึ่งคือผมเคยไปชลบุรี แล้วมีเกษตรกรที่เขาเลี้ยงหมูโดยให้กินแต่ข้าวหอมมะลิอย่างเดียว เพื่อให้เนื้อมันมีคุณภาพใกล้เคียงกับหมูโกเบของญี่ปุ่นหรือหมูดำของสเปน แต่ด้วยกรรมวิธีการเลี้ยงแบบนั้น เขาเลยต้องขายกิโลกรัมละ 2,900 บาท เพราะเขาต้องไปซื้อข้าวหอมมะลิมาจากที่อื่น ขณะเดียวกัน ก็มีเกษตรกรอีกรายที่ปลูกข้าวหอมมะลิบอกว่าไม่รู้จะเอาจมูกข้าวหอมมะลิหัก ๆ ไปทำอะไร ก็เลยบอกว่าพี่ลองไปคุยกันไหม เผื่อจะทำให้หมู 2,900 บาทมันลดลงมาได้ เพราะคนขายก็อยากจะขาย แต่คนซื้อก็ซื้อไม่ไหว มันก็ไม่ถึงผู้บริโภคหรือร้านอาหารสักที ถ้าสมมติว่ามันมีการร่วมมือกันได้ของต้นทางถึงปลายทาง เราก็มีสิทธิ์ที่ผลิตภัณฑ์มันจะถูกพัฒนาไปจนแข่งกับคนอื่นเขาได้ นี่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องคิด
คุณยี้ : ส่วนผมน่าจะให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนมิติของอาหารไทยให้เป็นอาหารอนาคตให้ได้ แล้วก็ต้องแก้ปัญหาด้านนิเวศของระบบอาหารที่สำคัญ ๆ เช่น เรื่องสงครามกีดกันทางการค้า ที่อาจต้องอาศัยเรื่องของดิจิทัลแพลตฟอร์มอย่างบล็อกเชนเข้ามาช่วย เพราะมันสามารถทำให้เราตามรอย (traceability) อาหารแต่ละชนิดได้ชัดเจน ถ้าเราทำได้ ก็น่าจะช่วยทลายขีดจำกัดเรื่องการกีดกันทางการค้าได้ อย่างพวกดราม่าลิงเก็บมะพร้าว หรือปัญหาการใช้แรงงานไม่ถูกกฎหมายต่าง ๆ มาตรฐานด้านสุขอนามัย บรรดาเฟกนิวส์ หรือการสร้างมาตรฐานแบบแฟร์เทรดให้เกิดขึ้นจริง

อีกอันหนึ่ง ตอนนี้เราขาดเจ้าภาพคนที่จะจับคู่ดีมานด์-ซัพพลายเข้าหากัน ฉะนั้นถ้าเราทำงานในลักษณะของแพลตฟอร์มที่เราจับคู่มาเจอกันได้ เช่น แมตช์คนในฐานข้อมูลฝั่งที่เป็นแหล่งผลิตเข้ากับความต้องการของตลาดก็น่าจะสร้างมูลค่าได้มากขึ้น พวกวัตถุดิบที่เราต้องการส่งเสริมหรือน่าจะผลิตเพื่อป้อนตลาดสากล อย่างสาหร่ายสีแดงที่เมืองนอกเรียกว่า Dulse ต่างชาติเขาบอกว่ามันมีประโยชน์มากกว่าเคล (Kale) หลายเท่า แต่เมืองไทยไม่มี แล้วจะทำยังไงให้เมืองไทยเรามีรูปแบบการเพาะเลี้ยงที่ตอบโจทย์ตรงนี้ได้ หรือเรื่องของวัตถุดิบที่ไม่เคยถูกหยิบใช้มาก่อน เช่น การสกัดน้ำมะม่วงหาวมะนาวโห่ออกมาเป็นเอ็นไซม์แล้วไปเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตพวกนี้ได้ ซึ่งเราต้องการคนที่จะมาทำงานเชิงรุกร่วมกัน มีเจ้าภาพของแต่ละโจทย์ 

เป้าหมายหลังจากนี้ของ TasteBud Lab 
คุณยี้ : ตอนนี้เรามีลักษณะที่เป็นแพลตฟอร์ม มีการนำเสนอกระบวนการ วิธีการเก็บไอเดียหรือพัฒนาผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนแล้ว ผมว่าภาพที่ต่อไปก็คือ การนำไอเดียต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้ว หรือโครงการที่เกิดการระดมไอเดียมาพัฒนาต่อให้ตอบโจทย์เป็นรูปธรรมขึ้น ตรงนี้เรายังอยู่ในขั้นของการพูดคุยกับหลายหน่วยงานว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง โจทย์ไหนควรทำก่อนทำหลัง เพราะเราก็มีทรัพยากรและงบประมาณจำกัด หากมีกลุ่มเอกชนหรือหน่วยงานที่สนใจมาทําโจทย์ตรงนี้ร่วมกันและสนับสนุนให้โครงการมีประโยชน์สูงสุดกับห่วงโซ่เกษตรและอาหารของเราก็จะเป็นสิ่งที่ดี อีกอย่างคือเราคิดว่าจะหวังในเรื่องของการสนับสนุนจากในประเทศอย่างเดียวไม่ได้ เราจึงมองว่าการทําโจทย์โครงการ ต้องมองในต่างประเทศด้วยว่าเขาสนใจเรื่องอะไร แล้วหาทางทำโจทย์ตรงนั้นร่วมกับสตาร์ตอัพหรือคนที่สนใจ จากนั้นก็ดึงกลุ่มผู้สนับสนุนจากต่างประเทศเข้ามาช่วยให้เกิดขึ้นได้ หรือพาไปสู่ตลาดโลกที่เหมาะกับเขาได้ ผมก็อยากเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้ามาติดต่อ สนับสนุน หรือทํางานตรงนี้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดการพัฒนาด้านเกษตรและอาหารอนาคตที่ยั่งยืน

Creative Ingredients
ความท้าทายของอาหารอนาคตสำหรับอาชีพเชฟ
เชฟโอ : กระบวนการทำอาหารอนาคตมันก็คือกระบวนการทำอาหารตามปกติที่เราทำกันอยู่ในครัวอยู่แล้วนะครับ แต่สิ่งที่เป็นความท้าทายคือมันเป็นวัตถุดิบที่เราไม่คุ้นเคย คนที่เป็นเชฟก็หาต้องหาวิธีปรับแต่งรสชาติให้คุ้นลิ้นคนกินมากขึ้น อาจจะกลบกลิ่นบางอย่างที่ไม่คุ้น ซึ่งพอทำได้ มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดแล้ว คนทั่วไปที่ไม่ใช่เชฟก็อาจจะทำกินเองที่บ้านได้ หรือแม้แต่เราอาจจะเห็นเป็นอาหารแช่แข็งในร้านสะดวกซื้อเลยก็ได้ในอนาคต

คำว่า “กินดี” คืออะไร
เชฟโอ : สำหรับผม กินดีก็คือการที่ทุกคนกินอาหารที่ดีกับตัวเองได้ ต่อให้ข้อจำกัดของแต่ละคนแตกต่างกัน แต่ก็สามารถรับรู้รสชาติอาหาร รับรู้ประสบการณ์ของการรับประทานอาหารได้เท่าเทียมกัน 
คุณยี้ :  สำหรับผมคือกินแล้วต้องมีความสุข ไม่มีความกังวลในมิติใด ๆ ตลอดทั้งกระบวนการทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ไม่ต้องกลัวว่ากินแล้วจะแพ้ไหม จะมีสารเคมีหรือเปล่า ที่มาที่ไปของมันเป็นอย่างไร คือกินแล้วก็สบายใจ น่าจะเป็นตรงนั้น


ติดตาม TasteBud Lab และกลุ่ม Future Food Network ได้ที่ 
www.tastebudlab.com
FB : TasteBudLab 
Line : @tastebudlab
Line Open Chat : Future Food Network 

เรื่อง : พัชรินทร์ พัฒนาบุญไพบูลย์ ภาพ : สุรเชษฐ์ โสภารัตนดิลก