การได้นั่งฟังบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) และบุคคลผู้ยังนั่งอีกหลายตำแหน่งสำคัญ ๆ ในบ้านเมืองนี้เพื่อชี้ช่องทางออกให้กับประเทศชาติยามเกิดวิกฤตหนักมาแล้วหลายหน เป็นเวลานานกว่าสองชั่วโมงเต็มถือเป็นโอกาสพิเศษ นอกจากประเด็นที่เราอยากเข้าไปหารือเรื่องอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ทรุดหนักและยังคงไร้ทางออกที่ชัดเจนแล้ว การฟังบุคคลที่มีกรอบคิดและหลักยึดที่ชัดเจนจากการผ่านประสบการณ์มาหลายรัฐบาล กลับทำให้ประเด็นที่เข้าหารือนั้นเจือจาง ทว่าน้ำหนักของการพูดคุยกลับพุ่งตรงไปยังเป้าหมายที่คนในเจเนอเรชันใหม่ต้องเร่งสร้างให้เป็นจริง “เวลาประเทศมันหลงทาง มันซัฟเฟอร์กันเป็นเจเนอเรชันนะ แล้วที่ผ่านมาก็หลงทางด้วยความหวังดีทั้งนั้นเลย  ถ้าสิ่งที่มันผิดอยู่ยังไม่เลิก ลูกคุณจะพูดถึงสิ่งที่คนทำกันวันนี้อีกแบบ คือรักชาติมาก แต่ฉุดชาติได้นานขนาดนั้น” 

เมื่อโควิด-19 คืออัตราเร่งใหม่ของมนุษย์โลกในวันนี้ ไม่ว่ามันจะกำลังขับเคลื่อนเราไปสู่อะไร ความปกติใหม่ หรือความผิดปกติใหม่ ขอให้เรานำโอกาสจากวิกฤตนี้ลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อให้หลุดพ้นจากการหลงทาง ที่แม้จะไม่มีโควิด-19 โลกก็ยังต้องการการเปลี่ยนแปลง

ความคิดสร้างสรรค์กับนักการเงิน
ผมจะเป็นคนที่มีกรอบคิดแล้วก็จะยึด แต่อะไรถึงจะอยู่ในกรอบของความคิดสร้างสรรค์ มันก็ต้องยึดโยงกับความจริง และที่สำคัญมันต้องปฏิบัติได้ ทั่ว ๆ ไปคนมักจะไปเน้นแปลกใหม่ ไม่มีใครคิดมาก่อน แต่ของผมไม่เคยคิดอะไรใหม่เลย เอาของเก่า ๆ ทั้งนั้น เคยได้ยินที่ท่านเซอร์ไอแซก นิวตัน ที่เขามองเห็นอะไรได้ไกลกว่าคนอื่น ไม่ใช่ว่าเขาเก่งหรอก แต่เขายืนอยู่บนบ่ายักษ์1  เคยได้ยินสำนวนนี้ไหม อยู่บนบ่ายักษ์หมายความว่า ความรู้ทุกอย่างในโลก มนุษยชาติเขาสะสมไว้หมดแล้ว เราเพียงแค่มาเสริมมาเติมต่อ อย่างผมเองก็จะใช้วิธีต่อยอดจากของเก่า เป็น ‘Empirical Creativity’ คือ ไม่ใช่ Creativity มาจากที่ไหนไม่รู้ ไม่ใช่ความคิดบรรเจิดปุ๊บปั๊บ แต่เป็นความคิดที่มีรากฐานจากของเดิมแล้วก็มาปรับ มาแต่ง ถ้าตัวผมเองพอจะมีความคิดสร้างสรรค์บ้างก็จะเป็นแนวนั้น ตลอดชีวิตนี้ ผมถือคติว่า ถ้าใครทำอะไรดีแล้วจดลิขสิทธิ์ไม่ได้ พรุ่งนี้ผมทำเลย (หัวเราะ) และจะพยายามทำให้ดีกว่า

วิกฤตต้มยำกุ้ง
ก็อยู่ที่ว่าเราเรียนอะไรกับมันนะครับ บางคนก็ไม่ได้เรียนรู้อะไร บางคนก็เรียนรู้เยอะ บางคนก็จมปลักกับมันไปเลย เหมือนโควิดน่ะครับ คราวนี้มันสะท้อนชัดเจนว่าโลกปัจจุบันนี่มันไม่มีแล้วครับ ผมจะไม่พูดว่า ‘New Normal’ เพราะโลกไม่มี ‘Normal’ มาก่อนที่จะมีโควิด แต่โลกคือ ‘VUCA’ คือเป็นโลกที่ผันผวน ไม่แน่นอน เป็นโลกที่ซับซ้อน ไม่ตรงไปตรงมา แล้วก็คลุมเครือ (Ambiguity) นะครับ ไม่ชัด ไม่เจน แต่เราต้องอยู่และเรียนรู้อยู่กับมัน 

คำว่า ‘VUCA’ มาจากกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ที่เขาวิเคราะห์และก็ประดิษฐ์คำนี้เพื่อจะบอกว่า กลยุทธ์วิธีการทางทหารแบบเดิมจะไม่เวิร์กแล้ว ถึงเป็นที่มาของคำว่า Agility เป็นที่มาของคำว่า Resilience คือต้องทำองค์กรให้มันมีความคล่องตัว พร้อมที่จะรับกับรูปแบบที่ไม่คาดฝันได้เสมอ ซึ่งผมแน่ใจว่าทหารไทยไม่เข้าใจ มันถึงมีแผนยุทธศาสตร์ชาติที่เป็นกฎหมายไงครับ มันมีไม่ได้ครับ เพราะเราจะติดมันเป็นกับดัก มันเป็นโซ่ตรวนนะครับ ไม่ใช่คบไฟ วันนี้มันพิสูจน์แล้วครับ แผนปฏิรูปประเทศสามพันกว่าหน้าคือกฎหมายที่ถูกบังคับให้ชี้นำประเทศไป 20 ปี แต่ 3 ปีมาแล้ว เขาก็ไม่ใช้นะ แต่มันอยู่ จะใช้ก็ต่อเมื่ออยากใช้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน บังเอิญวันนี้ไม่ต้องใช้ (หัวเราะ) ถ้ารัฐบาลที่ไม่ถูกใจก็จะหยิบมาใช้ แต่มันจะเป็นเรื่องที่พันกันไปหมด อย่างโควิดนี่พิสูจน์ชัดเลยครับ ว่าแผนที่คุณเขียนไว้สามพันสี่พันหน้า ฉีกทิ้งได้เลย เพราะโลกมันไม่เหมือนเดิมอย่างสิ้นเชิง

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
เราต้องการองค์ประกอบเชิงสถาบันที่ทำให้เราคล่องตัว ผมไม่ได้ฝักใฝ่การเมืองนะ แต่ทำไมประชาธิปไตยถึงสำคัญ ถ้ามองในมุมของเศรษฐกิจ ประชาธิปไตยก็เหมือนกับระบบตลาด คือให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) เขามีส่วนร่วม มีสิทธิ์มีเสียง จะเป็นผู้บริโภค ผู้ผลิตอะไร ประชาธิปไตยก็คล้ายกัน คือทุกคนมีสิทธิ์มีเสียงเข้ามาเกี่ยวข้อง ทีนี้ประชาธิปไตยที่ ‘สมบูรณ์’ ก็ไม่มีนะ มันก็ยังพัฒนา ต้องปรับกันไปเรื่อย ๆ แต่แนวที่ชี้ชัดอย่างหนึ่งคือผมจะเอาดัชนี 3 ตัวมาวัด ดัชนีที่หนึ่งคือดัชนีที่ชี้วัดความมั่งคั่ง ซึ่งก็วัดโดย GDP per Capita ของ World Bank ที่แม่นยำที่สุด ดัชนีที่สองก็คือดัชนีความโปร่งใส ที่วัดโดย Corruption Perception Index ของ TI (Transparency International) ดัชนีที่สามก็คือ Democracy Index ดัชนีความเป็นประชาธิปไตย ถ้าใช้แพร่หลายที่สุดก็เป็นของนิตยสาร The Economist ถ้าเอาสามอันนี้มาดู จะแปลกใจมากว่า 20 ประเทศดัชนีมันซ้ำกันหมดเลย ว่าประเทศไหนที่เป็นประชาธิปไตยก็จะเป็นประเทศที่มีความโปร่งใส โกงยาก พัฒนาเป็นลำดับ แล้วก็เป็นประเทศที่มั่งคั่งในระยะยาว ฉะนั้นคำถามง่าย ๆ คือ มันเป็นเพราะรวย แล้วเลยไม่โกง เลยเคารพสิทธิคนอื่น หรือเพราะเคารพสิทธิคนอื่น แล้วไม่โกง มันถึงรวย นึกออกไหมครับ 

วิกฤตในโอกาส
ผมอยากจะชี้โอกาสสัก 3-4 อย่าง ที่เราน่าจะใช้จากวิกฤตครั้งนี้ คือพอเกิดวิกฤต สิ่งหนึ่งที่ทั่วโลกจะเกิดเหมือนกันหมดคือรัฐบาลจะขยายตัว เพราะมันมีเหตุผลเยอะ ในยามปกติ โลกเราพิสูจน์แล้วว่ารัฐต้องหด ถ้าคุณฟังสีจิ้นผิงพูด ทุกปีเขาจะเน้นหดรัฐและให้ตลาดทำงานมากขึ้น อันนั้นคือแนวโน้มที่โลกพัฒนาและประสบความสำเร็จ ประเทศไหนรัฐเล็กมักเจริญ แต่รัฐเล็กนั้นต้องเป็นรัฐที่ดีและรัฐที่ฉลาดด้วย แต่พอเกิดวิกฤต ไม่ว่าจะเกิดสงคราม วิกฤตเศรษฐกิจ หรือโรคระบาดร้ายแรงอย่างครั้งนี้ ซึ่งจะนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจต่อมา รัฐจะต้องขยายตัว อันนี้คือแนวคิดแบบ Keynesian2  ของจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) เพราะว่ามีรัฐเท่านั้นที่จะรวบรวมทรัพยากรขนาดมโหฬารเพื่อนำมาแก้ปัญหาได้ แต่หลักของมันก็ต้องมีกรอบว่ารัฐไม่ใช่แค่ขยายอย่างเดียว แต่ต้องรู้จักหดด้วย เพราะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไหนที่ขยายเสร็จแล้วหด ประเทศนั้นดี ประเทศที่ขยายแล้วแช่ กลายเป็นสังคมนิยม ประเทศนั้น ระยะยาวไม่ดี 

ทีนี้ ผมกลับมาพูดถึงของเรา ของเรารัฐขยาย ตอนนี้ออกมาตรการมา 1.9 แสนล้าน ผมจะบอกให้ว่าไม่พอ ต้องออกอีก ต้องยอมรับความจริงว่าคนที่เขาเดือดร้อน มันเดือดร้อนหนักมาก ผมสนับสนุนเรื่องมาตรการทางสาธารณสุข ผมชื่นชมนะครับว่าประเทศไทยอยู่อันดับต้นของโลกในแง่ของการจัดการโควิด-19 ไหน ๆ เราทำมาถึงขั้นนี้แล้ว ถามว่ารัฐก็ขยายตัว แล้วเราจะใช้โอกาสยังไง โอกาสที่หนึ่ง คือเราต้องมีกรอบของการขยายตัวว่าการขยายตัวนั้น ผมใช้หลัก 5 T ของ ดร. สันติธาร เสถียรไทย ก็ได้ คือมันต้อง ‘Titanic’ ต้องใหญ่ น้ำจิ้ม ๆ อย่าทำ ผมถึงบอก 1.9 แสนล้าน มันยังไม่พอ เพิ่มอีกล้านล้านก็ได้ หนี้สาธารณะไม่ได้น่ากลัว ถ้าเราจัดการกับมันดี อันที่สองก็คือ ‘Timely’ ต้องทำทันเวลา ไม่ใช่ รอจนประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัสอดอยาก เรื่องที่สาม ‘Targeted’ ตรงเป้า พยายามหามาตรการที่รัฐส่งตรงไปที่ประชาชนโดยไม่ต้องมีการดำเนินการภาครัฐ เช่น ไม่ต้องก่อสร้าง ไม่ต้องเปิดประมูล ไม่ต้องจัดซื้อจัดจ้าง ผมสนับสนุนมาตรการแจกเงินนะ เพราะมันโกงยากมาก ถ้าจะโกงคุณต้องสร้างคนตัวปลอมเท่านั้นเลย หรือมาตรการภาษี นี่ก็โกงยาก เหมือนอย่างเยอรมัน เขาเลื่อนการจ่ายภาษีไปเลย 2 ปี เพื่อให้เงินยังอยู่ในระบบ ต่อมาคือ ‘Transparent’ การใช้เงินทั้งหมดต้องโปร่งใส ต้องเปิดออกมาให้หมด และอันสุดท้ายก็คือ ‘Temporary’ คือ ต้องชั่วคราว เสร็จแล้วต้องถอย ไม่ใช่ขยายแล้วแช่เลย ถ้าเอะอะพอจะทำอะไรก็ตั้งหน่วยงาน มันจะเลิกยากนะครับ

ทีนี้ผมขอพูดถึงโอกาสจากการใช้จ่ายของรัฐก่อน อันที่หนึ่ง ผมบอกว่าหนี้สาธารณะขึ้นไปเลย 20 เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องกลัว ให้มันติดเพดาน ขยายเพดานก็ยังได้ เพราะเพดานหนี้สาธารณะมันเป็นหนี้สาธารณะต่อรายได้ประชาชาติ แต่รายได้ประชาชาติมันลบด้วย ตัวบนเพิ่ม ตัวล่างลด เปอร์เซ็นต์ก็สูง เพราะมันลบได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ในสองปี เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัว เมื่อเหตุการณ์จำเป็นก็ไปเปลี่ยนซะ ส่วนวิธีลดในอนาคต ยิ่งคุณบอกวิธีลดเพดานหนี้ไว้ล่วงหน้าเท่าไหร่ การกู้ก็ยิ่งง่าย และต้นทุนต่ำเท่านั้น วิธีลดที่หนึ่งคือขึ้นภาษี ภาษีที่ควรขึ้นที่สุดมีอยู่สองอัน คือภาษีนิติบุคคล เพิ่มกลับไปเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ไม่ทำให้บริษัทไทยสูญเสียศักยภาพการแข่งขัน ส่วนอีกอันคือภาษีทรัพย์สิน เพราะมันจัดเก็บมันง่าย อย่างภาษีที่ดินไม่มีใครยกไปซ่อนได้ ฉะนั้นภาษีสองตัวนี้ หนึ่ง ประสิทธิภาพดี สอง มันเก็บจากคนรวย 

แปรรูปรัฐวิสาหกิจ
อีกอันหนึ่งที่ควรทำในเวลานี้คือการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ถ้าคุณแปรรูปให้สมบูรณ์ ให้เหลือศูนย์อย่างที่รัฐบาลอังกฤษปล่อยขาย British Petroleum, British Airways, British Telecom ไม่ถือสักหุ้น ข้อดีก็คือได้เงิน ถ้าโอกาสจังหวะดี เงิน 2-3 ล้านล้านน่าจะได้ แล้วจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ผมเป็นเสรีนิยมใหม่ ไม่ชอบรัฐ ต้องขอโทษทุกคนด้วย เพราะว่ารัฐมันพิสูจน์แล้วว่า ถ้าไม่ถูกกดดันให้เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มศักยภาพเพื่อแข่งขัน อย่างเช่น รัฐวิสาหกิจที่ไม่ถูกกดดันให้แข่งขัน มันเละหมด นี่คือ Creativity ง่าย ๆ ไม่ต้องคิดอะไรให้แปลกแหวกแนว และช่วยลดหนี้สาธารณะกลับไปที่เดิมเลย 

พรก. เงินกู้ต้านโควิด
สี่แสนล้านที่คุณจะฟื้นฟู ตอนนี้มีสี่หมื่นกว่าโครงการ แปดแสนกว่าล้านนะครับรอคิว แล้วหลายโปรเจ็กต์ มันไม่ได้ตอบโจทย์ ผมบอกว่าขอแสนล้านได้ไหม ไม่ต้องเอาทั้งหมด แล้วโยนลงไปให้ท้องถิ่น แบ่งตามจำนวนหัวเลย แล้วก็แบ่งตามจีดีพีก็ได้ ท้องถิ่นไหน GDP per Capita ต่ำ เอาไปเยอะ per Capita สูง ก็เอาไปต่อหัวน้อยลงหน่อย ลดหลั่นลงไป เรามีโครงสร้างเดิมอยู่บ้างแล้ว กองทุนหมู่บ้านไปปลุกขึ้นมา แล้วให้เขาจัดการเอง มันได้ทดลองกระจายอำนาจและทรัพยากร ให้ชุมชนดำเนินการกันเอง ไม่ต้องมาให้ส่วนกลางจัดซื้อจัดจ้างให้ เชื่อไหมครับว่า ประวัติศาสตร์การต่อต้านคอร์รัปชันที่ประสบผลสำเร็จมากอย่างหนึ่งก็คือกระจายลงไปให้ท้องถิ่นให้เขาควบคุมกันเอง 

แล้วผมอยากเสนอเพิ่มนะครับ ใน 400,000 ล้านนี้ ให้กันไว้ 0.5 เปอร์เซ็นต์ ประมาณ 2,000 ล้าน มาตั้งกองทุนเปิดให้ภาคประชาสังคม คือ NGO เสนอโครงการที่จะตรวจสอบว่าเงินทั้งหมดถูกใช้อย่างโปร่งใสหรือไม่ เพราะการกำจัดคอร์รัปชัน แค่เปิดเผยอย่างเดียวไม่พอ ทุกคนต้องถูกบังคับให้เปิดเผยทุกรายละเอียดในเชิงรุก คือต้องเปิดก่อนเลย แล้วเปิดใน format ที่เรียกว่า machine readable ด้วย ถ้าเปิดเผยในระดับนั้น เราให้ภาคประชาสังคมที่เป็นผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบ 2,000 ล้านนี้ ผมเอาหัวเป็นประกันว่าประหยัดได้มากกว่าหมื่นล้าน โยนมา 2,000 ล้าน เพื่อตรวจสอบ 398,000 ล้าน

หยุดเชื้อเพื่อชาติ?
ผมทำโพลเล็ก ๆ ของผมเองกับสมาชิก มีคนตอบมาสัก 500 คน แต่น่าสนใจ ผมถามว่าที่เราประสบความสำเร็จในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโควิด เกิดขึ้นเพราะ 1. ประชาชนคนไทยร่วมกันหยุดเชื้อเพื่อชาติ หรือ 2. ประชาชนคนไทยร่วมกันหยุดเชื้อเพื่อ ‘กู’ คุณว่าคนตอบอันไหนมากกว่า เชื่อไหมว่าตอบข้อ 1 แค่สัก 5 คน อันนี้สะท้อนอะไรรู้ไหม เลิก! เลิกบอกว่าทุกคนลุกขึ้นมาทำเพื่อส่วนรวม มันแปลว่าอะไรไม่รู้ ผมทำต่อต้านคอร์รัปชันมา 10 ปี ตอนแรกก็พยายามจะเชิดชูคุณธรรมที่แปลว่าอะไรก็ไม่รู้ ในที่สุดเราก็เลยไปศึกษาแล้วพบว่า ประเทศที่ประสบความสำเร็จเขาใช้ self-interest ครับ เขาต้องบอกให้ประชาชนรู้ว่าที่มันโกงเนี่ย มันโกงคุณแหละ แล้วก็คุณแหละเป็นคนเดือดร้อน และคุณก็ต้องลุกขึ้นมา ไม่ได้ลุกขึ้นมาเพื่อชาติอะไรเลย ลุกขึ้นมาเพื่อคุณ เพื่อครอบครัวคุณ เพื่อพรรคพวกคุณนี่แหละ อันนี้มันถึงประสบผลสำเร็จ ดังนั้นการออกแบบนโยบายสาธารณะ ขอโทษครับเลิกเหอะ ชูส่วนรวม ชูคุณธรรม จริยธรรม มันไม่เวิร์ก ชูตรงไปตรงมาเลยครับ เพราะมันไม่ผิดอะไรที่ทุกคนจะลุกขึ้นมาปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ผมทำงานมาสี่สิบกว่าปี ผมก็รู้จักเยอะเลย ทั้งคนที่ยัดเงิน ทั้งคนที่รับเงิน ขอประทานโทษครับ ไม่เคยมีใครคิดว่าตัวเองชั่วเลยสักคนเดียว เขามีคำอธิบายให้ตัวเขาเองได้หมด ตั้งแต่คำอธิบายห่วย ๆ แบบ ‘ใคร ๆ ก็ทำกัน’ หรือ ‘ถ้าไม่ทำ แล้วจะไปสู้คู่แข่งที่เขาทำได้ยังไง’ 

โอกาสทางการท่องเที่ยว
ไหน ๆ เราทำได้ขนาดนี้ ทำไมเราไม่ลองจัด Safe Haven Tourism สมมติ 3 เดือน ให้เศรษฐียุโรป เศรษฐีอเมริกันมาอยู่เมืองไทย หัวละล้าน ผมว่ามีลูกค้าจมเลย มาถึงปั๊บ คุณมีโรงแรม 4 ดาวให้อยู่ 14 วัน หลังจากนั้นไป 5 ดาว แล้วจัดทัวร์จัดอะไรให้ดีเลย ตั้งไว้หมื่นคนก็หมื่นล้านแล้ว แล้วโรงแรมเขาก็ดีขึ้น ถ้าอยากกินมิชลินก็เพิ่มมื้อละหมื่น นี่ผมยกตัวอย่าง หรือจะทำหลายระดับก็ยังได้ แล้วก็ถ้าป่วย เรามีโรงพยาบาลให้ อยู่ที่นั่นคุณหาไม่ได้นะโรงพยาบาล แถมเอาเศรษฐีมา คุณได้ช่วยชาวบ้านที่ยุโรปด้วยนะ ช่วยเฉลี่ยจำนวนคนป่วยที่เข้าโรงพยาบาล ส่วนบ้านเรา คุณจำได้ไหม เขาบอกว่าเป้าหมายของเราคือ flattening the curve ทำยังไงไม่ให้จำนวนผู้ป่วยเกินเครื่องมือที่รองรับ เราก็เลยทำให้ curve มันช้าที่สุด ถามว่า facilities มีเท่าไหร่ 130,000 คน คนป่วยมีเท่าไหร่ 70 คน โรงพยาบาลยังเจ๊งเลยตอนนี้

ปฏิรูประบบราชการ
มีข้าราชการจำนวนมากเลยที่เกิดขึ้นมาเพื่อ execute กฎที่ไร้สาระ การปฏิรูปราชการจึงต้องปฏิรูปกฎหมายคู่กันไป การลดรัฐคือหลักเสรีนิยมใหม่ที่บอกว่ารัฐบาลควรมีหน้าที่เฉพาะเท่าที่จำเป็น เช่น ส่งเสริม คอยคุมกฎ เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม คอยอำนวยความสะดวกส่วนกลาง ดูเรื่องที่เอกชนไม่ทำ เช่น การศึกษา การพยาบาล นอกนั้นต้องให้เอกชนทำให้มากที่สุด นี่คือหลัก รัฐบาลจะเข้าไปยุ่งกับตลาดได้ในสองกรณี กรณีที่หนึ่งคือสิ่งที่เรียกว่า ‘ตลาดล้มเหลว’ (Market Failure) เช่น เกิด การผูกขาด (monopoly) รัฐต้องไปยับยั้งไม่ให้เกิด หรือในบางกิจการ ถ้ามันเกิดผูกขาดโดยธรรมชาติ รัฐก็ต้องควบคุมไม่ให้เอาอำนาจไปค้ากำไรเกินควร แต่รัฐไทย ทำตรงข้าม ส่งเสริม monopoly เพราะเอกชนชอบที่สุด ใครได้ไปก็ร่ำรวยมหาศาล กับอีกเรื่องหนึ่งคือ การมีแนวคิดเรื่อง externalities (ผลกระทบภายนอกที่เกิดขึ้นจากการผลิตสินค้าและบริการ) ซึ่งโดยทฤษฎีคือ มันไม่มี Stakeholder เป็นตัวแทนเข้าไปต่อรองในตลาด รัฐก็ต้องทำหน้าที่ แต่การจัดการกับ externality อันหนึ่งที่ผมไม่ค่อยชอบคือ การให้เอกชนสำนึกเอง แล้วก็ออกมาเป็น CSR ที่มันไม่ได้เรื่อง

ลดกฎระเบียบ
ปฏิรูปแปลว่าจัดใหม่ แปลว่าบริบทแบบเดิม ๆ ไม่เวิร์ก หรือไม่มีประสิทธิภาพเต็มที่ เวลาจัดใหม่ ก็เกิดการแบ่งใหม่ หรือredistribution คนที่เคยได้ประโยชน์จากรากฐานเดิม บางคนก็เสีย เป้าหมายของการปฏิรูปในระดับประเทศที่ดีก็คือทำยังไงที่จะทำให้ประโยชน์ที่มันกระจุกอยู่มันกระจายออกไป ให้คนที่ไม่ควรได้ประโยชน์อย่าได้ เอาประโยชน์ออกสู่สาธารณะ แต่การปฏิรูป มันไม่ win – win มัน somebody has to lose something ซึ่งเขาไม่ยอมง่าย ๆ หรอก คนชอบพูดว่าปฏิรูป แล้วไม่เข้าใจบริบทของมัน ไม่เข้าใจปัญหาอุปสรรคของมัน ปฏิรูปที่ดีก็คือเอาประโยชน์ที่มันกระจุก กระจุกไม่ใช่คนเดียวนะ อาจจะเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่นก็ได้ ออกไปให้ 70 ล้าน พอเวลาปฏิรูปจริงปั๊บ ง่าย ๆ เลย 70 ล้านคนเขาไม่รู้สึก สมมติว่าผมลดคอร์รัปชันได้ 4,000 ล้าน เยอะไหม แต่พอเป็น 70 ล้านได้คนละ 80 บาท คุณนึกออกไหม เขาไม่เก็ตเลย นั่นคือสิ่งที่คุณต้องเข้าใจ ต้านคอร์รัปชันก็เหมือนกัน พอทำการปฏิรูปปั๊บ คนที่เสียประโยชน์ก็ไม่ยอม ทีนี้ปฏิรูปมันจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อประชาชนเข้าใจ และพรรคการเมืองเข้าใจ เพราะมันจะชนะเลือกตั้งไง ยังไงผมเชื่อว่าถ้าประชาชนเลือก ประชาชนก็ต้องเรียนรู้ไป แต่เรายังเชื่อว่าประชาชนยังไม่ mature พอที่จะเลือกสิ่งที่ถูก แต่สิ่งที่ถูกคืออะไร คำว่าถูกนี่เป็นคำที่ผมเกลียดที่สุดเลย ถูกของใคร ใครตัดสิน

ทำแท้งใบอนุญาต
คุณรู้จักโครงการ Regulatory Guillotine3  ไหม ประเทศไทยเรามีพระราชบัญญัติอยู่พันฉบับ แต่เรามีคำสั่ง กฏเกณฑ์ ที่ออกตามพระราชบัญญัติต่าง ๆ ในระดับกฏกระทรวงลงไปจนถึงระดับที่ประชาชนต้องทำแสนกว่าฉบับ ออกมาเป็นร้อยปี แล้วไม่เคยเลิกด้วย มีแต่ออกเพิ่ม ประเทศไทยมีใบอนุญาตที่ประชาชนและผู้ประกอบการต้องขอจากทางการ 3,000-4,000 ชนิด ขนาดที่ OECD แนะนำว่าไม่ควรจะเกิน 300 ฉบับ แล้วใบอนุญาตหนึ่งใบ ก็ต้องตั้งหน่วยงาน มีข้าราชการเป็นร้อย ๆ ทำหน้าที่ออกใบอนุญาต และทุกใบอนุญาตก็ต้องมีน้ำร้อนน้ำชา สมมติถ้าเราอยากสนับสนุนธุรกิจ Health Care มันก็จะติดกฏระเบียบไร้สาระเต็มไปหมด ทำให้ธุรกิจขยายตัวไม่ได้ ซึ่งก็ต้องพยายามตัดทอน 

สถานการณ์ต่อเนื่องจากโควิด-19
โอกาสที่ผมเล่านี่ล่ะ มันอาจจะเป็นองค์ประกอบเล็ก ๆ แต่โอกาสพวกนี้สำคัญคือกระบวนการต่อต้านคอร์รัปชันที่ได้ผลมากที่สุด เขาเรียกว่าไปพัฒนาระบบนิเวศมันเพื่อที่จะให้การคอร์รัปชันเกิดยาก และถ้ามันเกิด ก็ให้ปรากฏง่าย จริง ๆ คอนเซปต์นี้มันต้องใช้ภาคประชาสังคม ต้องสร้างความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูลเชิงรุก ต้องแก้พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร ต้องบังคับให้รัฐวิสาหกิจเปิดมากกว่านี้ ถ้าจะจัดซื้อ ต้องประกาศออกมาให้หมด ว่าคุณซื้ออะไร ราคาเท่าไร ผมเคยเข้าไปตรวจ ตรวจทีไรกระบวนการถูกต้องทุกที แต่ผมบอกว่าคุณต้องเปลี่ยนมาไล่ดูจากผลลัพธ์แทน ถ้ากระบวนการถูกต้องแล้วทำไมถึงซื้อของได้แพงตลอด 

Think Tank ของชาติ
สิ่งที่เมืองไทยขาดมาก ๆ คือกองทุนภาคประชาสังคมที่มีคุณภาพและมีทรัพยากร และก็หน่วยงานประเภทที่เป็น Think Tank อย่างอเมริกา รากฐานภาคประชาชน ภาคธุรกิจ เขาสนับสนุนเรื่องภูมิปัญญา เลยมี  Think Tank เยอะมาก เป็นพันน่ะ เยอรมันมี 200 จีนยังมี 300 เลย แต่เยอรมันกับจีน รัฐบาลให้เงินนะ ส่วนของเมืองไทย เงินทองก็ไม่ค่อยจะมี แถมบางทีรัฐบาลก็ไม่เข้าใจ ส่วนสถาบันการศึกษา KPI เขาไม่เกี่ยวกับ Think Tank ไม่เกี่ยวกับ Policy Watch เลย ดังนั้นมันต้องไปเพิ่มตรงนั้น ผมก็พยายามที่จะเชียร์ให้พวกอาจารย์รุ่นใหม่ลุกขึ้นมาทำเรื่องพวกนี้ แต่เขาไม่รู้จะทำไปทำไม มันก็เลยต้องมีสภาวิจัยที่ต้องตั้งโจทย์วิจัยแล้วก็ให้ทรัพยากร ก็เป็น channel หนึ่งที่มีอยู่แล้ว แต่ต้องทำให้ดี และให้ปลอดการเมือง 

ทีมของบรรยง
ผมเห็นองค์กรที่ประสบความสำเร็จในโลก จะต้องมีคนทั้งสองส่วน ก็คือพวกสมองขวาที่เป็นความคิดสร้างสรรค์ แล้วก็พวกที่เป็นสมองซ้าย คือคนที่ทำให้มันเกิดการลงมือทำ ทุกคนน่ะ อย่างบิล เกตส์ หรือ สตีฟ จอบส์ เขาจะมีคู่หูที่สำคัญ แต่จุดอ่อนของมนุษย์ก็คือการที่เราจะชอบคนที่เหมือนตัวเอง นี่เป็นเรื่องธรรมดานะครับ เพราะเราจะคิดว่าคนที่เหมือนเราเนี่ยเพอร์เฟค แต่ผมเลือกจะเรียนรู้ แล้วก็ฝึกตัวเองตรงกันข้าม อย่างที่เกียรตินาคินภัทร ผมจะต้องหาคนที่เขามีในสิ่งที่ผมไม่มีมาร่วมทีมให้มากที่สุด ทีมมันถึงจะสามารถเพิ่มศักยภาพได้ แต่เมืองไทยเดี๋ยวนี้นะครับ เราจะสังเกตว่า แค่คิดยังต้องให้เหมือนเลย เป็นขวาก็ต้องขวาด้วยกัน ซ้ายก็ซ้ายด้วยกัน เป็นสลิ่มเราก็ต้องสลิ่มด้วย (หัวเราะ) มันก็เลยไปใหญ่ เป็นทหารก็ต้องคิดแบบทหาร ผมพูดแบบทั่วไปนะครับ ไม่ได้โจมตีใคร แต่เราเห็นอยู่ทั้งหมด ซึ่งอันนี้เป็นความเข้าใจผิด ที่ทำให้ศักยภาพของทีมมันเลยแคบ เพราะการที่เราชอบคนเหมือนเรา 

ถ้าเป็นผม ผมจะใช้คำว่า ‘สำเหนียก’ ว่าตัวเองมีศักยภาพแค่นี้ เพราะฉะนั้นเวลาผมอยากจะเพิ่มศักยภาพขององค์กร ผมก็ต้องไปพึ่งศักยภาพคนอื่น วิธีที่คุณจะพึ่งศักยภาพคนอื่นได้ มันต้องประกอบด้วย 2 อย่าง คืออย่างที่หนึ่ง คุณต้องมี empathy คือความเข้าอกเข้าใจคนอื่นเขา คือมนุษย์ทุกคน เราจะเอาตัวเราเป็นแก่น หนีไม่พ้นจะมากจะน้อย แต่ถ้าเรารู้จักพิจารณาไปอยู่ที่จุดยืนของคนอื่น โลกเราก็จะกว้างขึ้น และอีกคำหนึ่งก็คือ respect others คือเคารพคนอื่น ผมทำงานมา 40 ปี อายุ 60 กว่าปี ผมเรียนรู้ว่ามนุษย์ทุกคนเขามีข้อดีที่คุณเคารพได้ทุกคน ไม่มียกเว้นเลยครับ ผมพบอย่างนั้น แล้วจะทำให้เราสามารถที่จะอยู่ได้ 

โลกที่เลื่อนไหล
วิกฤตเศรษฐกิจคราวนี้ มันจะหนักกว่าต้มยำกุ้งใน 2 มิติ ต้มยำกุ้งมันรู้ชัด ว่ามันเกิดเพราะอะไร แล้วพอมัน collapse มันก็เดือดร้อน แต่มันก็ตั้งหลักและมันฟื้นได้ โดยการใช้คำว่า external price adjustment คือ devalue ลงไป เดี๋ยวมันก็ขึ้นมาเอง แต่คนเดือดร้อนคราวที่แล้ว เป็นคนรวยซะเยอะ แต่คราวนี้ไม่ใช่ คราวนี้คนข้างล่างจะเดือดร้อนมากกว่า และโลกข้างนอกช่วยเราไม่ได้ เพราะงั้นมันจะลงลึก แล้วก็จะเดือดร้อนหนัก ผมถึงเชียร์ว่ารัฐบาลต้องใส่เงินมากกว่านี้ แต่ต้องใส่ให้ตรงจุด ให้คนที่เขาเดือดร้อนจริง อย่าจัดสรรทรัพยากรให้มันไปผิดจุด อย่างถ้าผมจะให้ ผมให้แต่คนไม่มีกินอย่างเดียว ตอนนี้ภาษีผมไม่ต้องหักไป 3  ปี เพราะได้ใบหักภาษีเต็มไปหมด นั่งหยอดทุกวัน

โจทย์ใหม่
อาจจะเป็นโรคอื่น ดาวหางชนโลก อะไรก็ว่ากันไป แต่ไม่เป็นไรครับ ยังไงโลกก็ดีขึ้น บิลล์ เกตส์ ยังถึงกับคิดว่าโควิดคราวนี้จะทำให้มนุษยชาติเอาชนะไวรัสได้ตลอดกาล แล้วจะไม่มีการระบาดใหญ่จากไวรัสอีกในโลกนี้ ผมเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ ผมเรียนรู้แล้วชีวิตว่าเรามันเรื่องชั่วคราว เกิดมาแล้วเราก็ต้องจากไป เราพยายามช่วยเท่าที่เราช่วยได้และถูกกับจริตเรา ผมเป็นคนชัดเจนเสมอว่า ‘ผมเห็นแก่ตัวเองเป็นอันดับหนึ่ง’ แต่คุณเชื่อไหมปี 1800 ฟังดูเหมือนนาน แต่ถ้าเทียบกับอายุโลก 4,800 ล้านปี มันนิดเดียว ค.ศ. 1800 ก็คือ 200 ปีที่แล้ว ทั้งโลกยังมีคนประมาณ 1,000 ล้านคน วันนี้ผ่านมา 200 ปี มีคนเพิ่มมา 7,500 พันล้าน คือเพิ่ม 7 เท่า เพราะผลผลิตของโลกเพิ่ม 247 เท่า นี่จากตัวเลขของ World Bank เพราะงั้นเราดีขึ้นโดยเฉลี่ยอยู่แล้ว แต่มันก็มีคนที่ดีมากดีน้อยนะ อีกอย่างความแก่ชรา ความเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เราก็สู้กับมันได้ดีขึ้น เป็นวิวัฒนาการของโลก ถ้ามองไปที่การบิน เครื่องบินก็เพิ่งจะบินได้แค่ 170 ปีเอง แต่เดี๋ยวนี้แทบทุกนาที แบบก่อนโควิดนะ ทุกนาทีมี 3 ล้านคนนั่งอยู่บนเครื่องบิน แล้วเราก็มีเครื่องบินพาณิชย์กัน 46,000 ลำ แต่ตอนนี้จอดอยู่ 40,000 ลำนะ (ยิ้ม) โลกมันสนุกดี แต่พวกคุณก็ต้องแบกประเทศนี้ต่อนั่นแหละ โชคดีที่ผมมันพวกแก่ทัน (หัวเราะ)

คำแนะนำสุดท้าย
ทำงานได้ประสบผลสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้างเป็นธรรมดา สำหรับผมไม่ใช่บ้างด้วย ถ้านับ ๆ เอาแล้ว เผลอ ๆ ผมล้มเหลวมากกว่าสำเร็จอีก แต่ไม่เป็นไร ความล้มเหลวไม่ใช่เรื่องน่ากลัวครับ มันจะน่ากลัวก็ต่อเมื่อมันไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย แต่ตราบใดที่เราเรียนรู้กับความล้มเหลวของเรา มันก็จะเป็นวัตถุดิบให้กับความสำเร็จในอนาคต นี่คือประโยชน์ของการเรียนรู้

1If I have seen further than others, it is by standing upon the shoulders of giants.
2Keynesian Economics กล่าวว่าภาครัฐสามารถรักษาอัตราเจริญเติบโตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้ในเศรษฐกิจแบบผสม ซึ่งทั้งภาครัฐและภาคเอกชนล้วนมีบทบาทที่สำคัญ
3Regulatory Guillotine (RG) เป็นการทบทวนกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อลด ละ เลิกกฎหมายที่ไม่มีความจำเป็น ล้าสมัย ไม่สะดวก สร้างภาระต่อการปฏิบัติ โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน และการใช้หลักเกณฑ์ในการทบทวนที่เป็นระบบ ซึ่งจะทบทวนใน 2 มิติ คือ ด้านนิติศาสตร์ เป็นการทบทวนความจำเป็นทางกฎหมาย และด้านเศรษฐศาสตร์ เป็นการทบทวนความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และธุรกิจ

เรื่อง : พัชรินทร์ พัฒนาบุญไพบูลย์ I ภาพ : สุรเชษฐ์ โสภารัตนดิลก