วิกฤตโควิด-19 ทำให้ผู้คนทั่วโลกได้รับบทเรียนครั้งใหญ่ ซึ่งส่งผลต่อความเข้าใจด้านกระบวนทัศน์การพัฒนาของมนุษย์ต่อโครงสร้างในระบบต่างๆ ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อธิบายว่า ทำไมเราควรเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์การพัฒนา โดยเริ่มต้นจากความคิดฐานรากที่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนโครงสร้างเชิงระบบ อันเป็นกลไกสำคัญที่จะนำพาไปสู่ “โลกที่พึงประสงค์”

การจะก้าวสู่ “โลกที่พึงประสงค์” นั้น เราควรหันกลับมามองกระแสโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน ที่เรามักให้ความสำคัญเฉพาะกับสินค้า บริการ และผู้คน แต่กลับไม่ห่วงใยกระแสโลกาภิวัตน์ในมิติของความเสี่ยงและการคุกคาม ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (Climate Change) จนถึงการระบาดใหญ่ระดับโลก (Global Pandemic) ซึ่งส่งผลให้เกิดวิกฤตเชิงซ้อน เช่น วิกฤตด้านสุขภาพและวิกฤตเศรษฐกิจไปพร้อมกัน ฉะนั้นหากมองดูรากเหง้าของปัญหาตั้งแต่อดีต จะพบว่าเรามองโลกไปสู่ความทันสมัย (Modernism) มากกว่าที่จะมุ่งพัฒนาสู่ความยั่งยืน (Sustainism) โดยมีฐานคิดแบบ “ตัวกูของกู” ที่สร้างให้เกิดรอยปริ 7 ในระบบ (Systemic Divides)

  • รอยปริที่ 1 ความไร้สมดุลจากความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ เกิดจากการมุ่งเน้นแต่ด้านเศรษฐกิจ นำมาสู่ความไม่สมดุลระหว่างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจกับความอยู่ดีมีสุขทางสังคม ความยั่งยืนของธรรมชาติ และภูมิปัญญามนุษย์ โดยทั้ง 4 เรื่องนี้จำเป็นต้องมีน้ำหนักเท่ากัน
     
  • รอยปริที่ 2 ภาคเศรษฐกิจการเงิน (Financial Sector) ครอบงำภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector)
     
  • รอยปริที่ 3 ความต้องการอย่างไม่สิ้นสุดของมนุษย์กับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดบนโลก
     
  • รอยปริที่ 4 ผู้ครอบครองทรัพยากรกับผู้ต้องการใช้ทรัพยากรไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกัน
     
  • รอยปริที่ 5 ความเหลื่อมล้ำของรายได้ สินทรัพย์ และโอกาสระหว่าง “คนมีและคนได้” กับ “คนไร้และคนด้อย”
     
  • รอยปริที่ 6 ดาบสองคมของเทคโนโลยีในการตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของมนุษย์ มีคนมากมายที่มีความต้องการ แต่เทคโนโลยียังไม่ตอบโจทย์
     
  • รอยปริที่ 7 ความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างรัฐ เอกชน กับประชาสังคม หากรัฐจับมือกับเอกชน ประชาสังคมจะอ่อนแอ แต่หากรัฐจับมือกับประชาสังคม เอกชนก็จะอ่อนแอ

รอบปริ 7 ประการที่เกิดขึ้นนำไปสู่ “โลกที่ไร้สมดุล” ซึ่งเป็นความไร้สมดุลระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และความไร้สมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติที่ก่อให้เกิดความไม่ยั่งยืน ทำให้โลกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเกิดจากภัยคุกคาม อย่างวิกฤตโควิด-19 ในตอนนี้ ที่ย้ำเตือนให้เราต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์การพัฒนาชุดใหม่ จากการมอง “โลกไปสู่ความทันสมัย” (Modernism) สู่ “โลกที่มุ่งพัฒนาสู่ความยั่งยืน” (Sustainism)

ความไร้สมดุลของโลกที่มาจากฐานคิด “ตัวกูของกู” ก่อให้เกิด “โลกไม่พึงประสงค์” เป็นโลกที่ติดอยู่ในวังวนของวิกฤตที่ซ้ำซาก กลายเป็นภาวะโลกป่วนซึ่งไม่เพียงเกิดจากพลวัตของเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากพลวัตของความเสี่ยงและภัยคุกคามด้วย เป็นปัจจัยที่ทำให้มนุษย์ต้องปฏิวัติอุตสาหกรรมและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการปฏิวัติทางสังคม และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ กลายเป็นตัวเร่งสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ภายใต้ “7 ขยับ ปรับเปลี่ยนโลก” (7 Major Shifts)

ขยับที่ 1 การเปลี่ยนแปลง โมเดลตลาดเสรี (Free Market Model) สู่ โมเดลร่วมรังสรรค์ (Co-Creative Model) ได้แก่ การใช้พลังปัญญามนุษย์ในการขับเคลื่อนแทนการใช้กลไกตลาด เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีบทบาทในการผลิตและรังสรรค์นวัตกรรม เปลี่ยนแนวคิดการพัฒนาความได้เปรียบเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด มาสู่การพัฒนานวัตกรรมที่ทุกคนเข้าถึงได้ (Inclusive Innovation) เพื่อขยายขนาดตลาดให้ครอบคลุม “คนไร้และด้อยโอกาส” ในสังคม ขณะเดียวกันก็พร้อมเปิดรับโมเดลการระดมทุนจากประชาชนโดยตรง (Crowdfunding) ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้มุ่งหวังผลตอบแทนทั้งด้านการเงินหรือประโยชน์ทางธุรกิจ แทนการระดมทุนแบบเดิมที่มีเพียงผู้ถือหุ้นและตลาดทุน

ขยับที่ 2 เดิมเราอยู่ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วย การแข่งขันในการผลิตและการบริโภค (Competitive Mode of Production & Consumption) ผ่านโมเดลการลงทุนของเอกชน (Private Investment Model) ภายใต้แนวคิด “การผลิตเพื่อขาย” (Making & Selling) เกิดการแข่งกันผลิตและบริโภค ความอยู่ดีมีสุขตกอยู่กับคนจำนวนน้อย (Well-Beings of the Few) ปัจจุบันโลกกำลังก้าวสู่ การผนึกกำลังในการผลิตและการบริโภค (Collaborative Mode of Production & Consumption) ผ่านแพลตฟอร์มที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วม (Open Collaborative Platform) ที่ดำเนินไปพร้อมกับแนวคิด การเกื้อกูลและแบ่งปัน (Caring & Sharing) เพื่อสร้างความอยู่ดีมีสุขให้คนหมู่มาก (Well-Beings of the Mass)

ขยับที่ 3 เดิมเรามุ่งพัฒนา การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Economic Growth) ภายใต้ฐานแนวคิดที่เชื่อว่า ความโลภ (Greed) ทำให้เกิดการเติบโต (Growth) หรือ “Greed2Growth” และ “Growth2Greed” แนวคิดมุ่งเน้นไปสู่การเพิ่มปริมาณการผลิตและบริโภค ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ แต่ไม่คำนึงถึงประโยชน์ด้านความยั่งยืน

เราจำต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดไปสู่ การขับเคลื่อนที่สมดุล (Thriving in Balance) จากเดิมที่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ สู่การให้ความสำคัญกับ 4 มิติ ได้แก่ การสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ความอยู่ดีมีสุขในสังคม ควบคู่กับความยั่งยืนของธรรมชาติ บนรากฐานของศักดิ์ศรีและภูมิปัญญามนุษย์ โดยตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า “Good2Growth” และ “Growth2Good”

ขยับที่ 4 การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ (People for Growth) มองมนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัจจัยการผลิต มุ่งเน้นการลดต้นทุนและเพิ่มผลิตภาพในตัวมนุษย์ ทำให้เกิดภาระหน้าที่ของคนทำงานเกินความจำเป็น ขณะเดียวกันองค์กรก็สร้างภาพลักษณ์ของตนให้เป็น Looking Good, Looking Well (ผ่านการทำ Pseudo-CSR) หากต้องการสร้างความยั่งยืนในโลกหลังโควิด-19 การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของมนุษย์ (Growth for People) จึงเป็นเรื่องสำคัญ การสร้างหลักประกันความมั่นคงและปลอดภัยในชีวิต ยกระดับทักษะ เติมเต็มศักยภาพ เปิดพื้นที่ให้มีส่วนร่วม และปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จะช่วยเปลี่ยนภาพองค์กรให้เป็น Being Good, Being Well อย่างแท้จริง

ขยับที่ 5 เราอยู่กับ ชีวิตที่ร่ำรวยทางวัตถุ (Economic Life) ที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน และโหยหาความต้องการไม่มีที่สิ้นสุด จนนำพาไปสู่ชีวิตที่ไร้จุดหมาย รวมถึงการพัฒนาทักษะเพื่อการใช้งาน (Head & Hands) กับความเชื่อที่ว่า ยิ่งมาก ยิ่งได้ ทั้งหมดนี้ก่อให้เกิด “ความอับจนบนความมั่งคั่ง”

หากต้องการความปกติสุขในโลกหลังโควิด-19 เราต้องเปลี่ยนชีวิตให้เป็น ชีวิตที่รุ่มรวยความสุข (Balanced Life) เป็นชีวิตที่มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง เข้าใจคุณค่าของการมีชีวิตและการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น พัฒนาทักษะความฉลาดรู้ในการใช้ชีวิต (Heart & Harmony) และพัฒนาทักษะเพื่อใช้ในการทำงาน (Head & Hands) ปรับความคิดเป็น ยิ่งปัน ยิ่งได้ ซึ่งเป็นวิธีที่จะนำชีวิตไปสู่ “ความรุ่มรวยบนความพอเพียง” 

ขยับที่ 6 เดิมเราติดกับดักของ เศรษฐกิจเส้นตรง (Linear Economy) ซึ่งเป็นระบบที่นำทรัพยากรมาผลิตสินค้าตาม “ห่วงโซ่คุณค่า” (Value Chain) โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม คิดเพียงแต่มุ่งสร้างกำไร
 วิกฤตครั้งนี้ทำให้เราต้องปรับระบบเศรษฐกิจมาเป็น เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งเป็นระบบที่นำสิ่งเหลือใช้และทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดมาหมุนเวียนสร้างประโยชน์ใหม่ มุ่งเน้นความประหยัดในปัจจัยนำเข้า ประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต และประโยชน์สูงสุดที่ได้รับจากผลผลิต

ขยับที่ 7 ที่ผ่านมามนุษย์ดำเนินชีวิตในรูปแบบ การตักตวงผลประโยชน์จากส่วนรวม (Exploitation of the Commons) คิดถึงแต่การเอาความดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น (Internalizing the Goods & Externalizing the Bads) และผลประโยชน์ที่ตกกับลูกหลานตนเองเท่านั้น

หากแต่โลกหลังโควิด-19 มนุษย์ต้องหันมาฟื้นฟู เยียวยา รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม (Remedy of the Commons) ไตร่ตรองถึงข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นในสิ่งดีๆ (Negative Side of the Goods) อีกทั้งต้องมองหาข้อดีที่มีในสิ่งที่แย่ (Positive Side of the Bads) เปลี่ยนความคิดการสร้างประโยชน์ให้แก่พวกพ้อง มาเป็นการคิดสิ่งดีๆ เพื่อคนส่วนใหญ่และคนรุ่นหลัง ก่อนหน้านี้มนุษย์ใช้ชีวิตที่มุ่งเน้นสู่การแข่งขันทั้งในระดับปัจเจกบุคคล องค์กร และประเทศ แต่เมื่อได้เผชิญกับวิกฤตโควิด-19 นั่นทำให้ตระหนักว่ามนุษย์เราไม่ได้ถูกแบ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งขององค์กรหรือประเทศอีกต่อไป แต่เป็นพลเมืองของโลก เพราะฉะนั้น การฟื้นฟูโลกให้ดีขึ้นจึงเป็นหน้าที่สำคัญของเราทุกคน เพื่อความสงบสุขและความอยู่ดีมีสุขที่จะเกิดขึ้นกับเราทุกคน

 
 

เรียบเรียง : นพกร คนไว