ก้าวเข้าสู่เดือนที่สามแล้วนับตั้งแต่โควิด-19 ย่างกรายประเทศไทย ถ้าพูดกันตาม “ความปกติเก่า” เดือนพฤษภาคมและเดือนมิถุนายนของทุกปีเป็นฤดูของการเปิดภาคเรียนสำหรับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในประเทศไทย แต่ “ความปกติใหม่” ทำให้โรงเรียนหลายโรงและมหาวิทยาลัยหลายแห่งทดลองปรับวิธีการเรียนการสอน บ้างก็เป็นรูปแบบออนไลน์ บ้างก็เป็นการศึกษาทางไกล ซึ่งเป็นชนวนของการวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา เพราะเกรงว่านักเรียนจะได้รับความรู้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองและร่างกาย หรือผลักภาระให้พ่อแม่ และประเด็นใหญ่ที่สุด คือ ความเหลื่อมล้ำเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยี

วันนี้ชวนมาฟังอีกหนึ่งมุมมองจากอาจารย์สาขามนุษยศาสตร์ท่านหนึ่งที่เป็นห่วงว่า การเรียนการสอนออนไลน์อาจจะทำให้ “ความเป็นมนุษย์” หล่นหายไประหว่างทาง และครู คือ คนที่มีบทบาทในการพลิกประวัติศาสตร์การศึกษาครั้งนี้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปทมา อัตนโถ เคยเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาภาษาอังกฤษ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “krupumcu” ที่สอนภาษาอังกฤษในโลกออนไลน์ผ่านแอพพลิเคชั่นร่วมสมัยอย่าง Tiktok และ Facebook มีผู้ติดตามใน Tiktok กว่า 200,000 คน และใน Facebook อีกเกือบ 6,000 คนภายในเวลาหกเดือน

“ครูลาออกจากอาจารย์ประจำเมื่อกลางปีที่แล้ว แต่ยังเป็นอาจารย์พิเศษที่คณะอักษรศาสตร์เหมือนเดิม ด้วยความที่ชอบสอนหนังสืออยู่แล้ว พอมีเวลาว่างมากขึ้น เลยอยากเผยแพร่ความรู้ จริงๆ ครูไม่ใช่คนไฮเทคเลย แต่ลูกศิษย์คนหนึ่งแนะนำให้ใช้ Tiktok เพราะคนเข้ามาดูได้ง่าย และเป็นคลิปสั้น ๆ ที่เหมาะกับช่วงสมาธิของคนเราที่สั้นลง ก็เลยเริ่มทำคลิปสอนภาษาอังกฤษตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว”

ในอดีต นักเรียนของครูปุ้มตลอดการสอนที่คณะอักษรศาสตร์รวม 34 ปีเป็นนิสิตระดับปริญญาตรีและปริญญาโทเสียส่วนใหญ่ ทุกวันนี้ ครูปุ้มมีนักเรียนเพิ่มขึ้นอีกมากมายหลากหลายอายุ ตั้งแต่วัยประถมศึกษาจนผู้ใหญ่วัยหลังเกษียณ รวมทั้งเครื่องมือในการสอนก็เปลี่ยนไปด้วย ผู้สอนจึงจำเป็นต้องปรับตัวตาม

“เวลาที่สอนที่มหาวิทยาลัย ครูสอนคาบละ 2-3 ชั่วโมง และหัวข้อหนึ่งมีเวลาสอนหลายคาบ แต่ Tiktok จำกัดเวลาแค่คลิปละหนึ่งนาที ครูก็ต้องเตรียมประเด็นให้สั้นกระชับขึ้น คลิปหนึ่งนาทีก็จริง แต่ครูใช้เวลาเยอะมากในการค้นคว้าข้อมูลและหาตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดมาอธิบายในเวลาอันสั้น ถ้าเป็น Facebook ก็จะทำวิดีโอยาวได้ ใน Facebook กับ Tiktok ครูก็จะเลือกเนื้อหาไม่เหมือนกัน”

เรียกได้ว่าบริบทของการสอนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แต่เป้าประสงค์ยังคงเดิม

“ครูไม่ได้มาเล่น ๆ นะคะ ถึงคลิปที่ครูทำจะไม่ใช่สื่อการสอนหลัก เป็นตัวช่วยเสริมความรู้มากกว่า แต่ต้องมีสาระ คนดูต้องได้เรียนรู้และได้ความรู้จริง ๆ”

เมื่อพูดคุยถึงความแตกต่างระหว่างห้องเรียนจริงกับห้องเรียนเสมือนจริง เจ้าของประโยคปิดท้ายคลิปว่า ‘เชื่อปุ้ม ปุ้มรู้ ปุ้มเรียนมา’ ตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ครูชอบบรรยากาศในห้องเรียนมากกว่า ชอบเห็นหน้านักเรียน ชอบทักทายหรือแซวนักเรียนก่อนเริ่มเรียน ระหว่างสอนก็จะคอยดูว่าคนไหนแอบหลับ หรือคนไหนที่อาจจะยังไม่เข้าใจที่เราอธิบาย แต่ไม่กล้าถาม เราได้ประเมินการเรียนการสอนจากภาษากายของนักเรียนไปด้วย มันได้รู้จักและใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่วิทยาการสมัยใหม่ไม่มี Human Touch พอทำคลิป ครูเลยพยายามสร้างความใกล้ชิดกับผู้เรียนด้วยการหาเรื่องใกล้ตัวมาชวนคุย เช่น หยิบลิปสติกมาสอนเรื่องสีหรือคำคุณศัพท์ต่าง ๆ หรือเล่าว่าวันนี้ไปตัดผมมาเพื่อสอนคำศัพท์ที่เกี่ยวกับการตัดผม และครูก็พยายามให้นักเรียนโต้ตอบกับครูด้วย มีอยู่ครั้งหนึ่ง ครูบอกให้คนดูแต่งประโยคมาในคอมเมนต์ ครูจะแก้ให้ทีละคน เพราะคิดว่าคงมีแค่ 4-5 คน แต่ปรากฏว่ามี 200 กว่าข้อความ ครูไล่ตอบทั้งหมดไม่ไหว เลยสรุปปัญหาที่คนผิดกันเยอะ ๆ มาอธิบายทีเดียว แต่อย่างน้อยก็ยังเป็นการสื่อสารสองทาง”

Human Touch เป็นคำที่ปรากฏขึ้นหลายต่อหลายครั้งในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ เพราะครูปุ้มมองว่า “ครู” ไม่ได้เป็นเพียงผู้ป้อนอาหารสมองเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการ “สร้างคน” ด้วยการหล่อหลอมชีวิตและจิตใจของผู้เรียน ครูบาอาจารย์ไม่ได้เป็นที่เคารพเพียงเพราะมีความรู้ที่แก่กล้า แต่ยังเป็นที่พึ่งทางใจและเป็นแสงไฟส่องนำทางด้วย

“ตอนที่ครูนักเรียนเจอหน้ากันได้ นักเรียนหลายคนมาปรึกษา มาคุยเรื่องชีวิตส่วนตัว มาปรับทุกข์ มาร้องไห้กับเรา บางคนเป็นโรคซึมเศร้า ถ้าปฏิสัมพันธ์ตรงนี้ขาดหายไป นักเรียนจะเป็นอย่างไร สังคมจะเป็นอย่างไร”

เมื่อครูไม่สามารถสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนได้ หรือไม่สามารถรับรู้ปัญหาของนักเรียนได้อย่างใกล้ชิดเช่นเดิม ครูต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อเข้าถึงนักเรียนแต่ละคนหรือให้นักเรียนเข้าถึงได้มากขึ้น ไม่เช่นนั้นแม่พิมพ์ของชาติจะโดนลดทอนบทบาทลงอย่างแน่นอน

ครูปุ้มทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “ถ้าทั้งครูและนักเรียนตั้งแง่กับการเรียนการสอนออนไลน์ตั้งแต่แรกจะน่าเป็นห่วงมาก โดยเฉพาะสำหรับผู้เรียน การเรียนออนไลน์เป็นการแก้ขัดชั่วคราว ถึงแม้จะมีข้อจำกัดและสู้การเรียนการสอนในห้องเรียนไม่ได้ แต่ก็ดีกว่างดการเรียนการสอนไปเลย ในอนาคต เทรนด์จะเปลี่ยนไปเรียนออนไลน์มากขึ้นอย่างแน่นอน การเรียนออนไลน์ก็เหมือนวิทยาการสมัยใหม่อื่น ๆ ที่มีข้อดีเรื่องความเร็ว ความสะดวก และไร้พรมแดน ขึ้นอยู่กับเราว่าจะทำอย่างไรให้เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกให้เราอย่างเต็มที่ ครูที่ดีต้องสร้างปฏิสัมพันธ์หรือความใกล้ชิดกับนักเรียนให้ได้มากที่สุด และทำอะไรสักอย่างให้นักเรียนรู้สึกว่ากำลังเรียนรู้จากครูที่กำลังขัดเกลาเขา ไม่ใช่กำลังใช้เวลากับเครื่องมือที่ไม่มีชีวิต”

การเรียนออนไลน์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แม้ไม่เกิดขึ้นวันนี้ ก็ต้องเกิดขึ้นในไม่ช้า เพียงแต่โควิด-19 เร่งให้มีการใช้รูปแบบนี้เร็วกว่ากำหนด รูปแบบการสอนที่เปลี่ยนไปไม่ใช่อุปสรรคของการศึกษา แต่เป็นแบบทดสอบที่กระตุ้นให้ครูพัฒนาตัวเอง ปรับวิธีคิดและวิธีสอนโดยไม่ยึดติดตำราเดิมเพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้และมีประสิทธิภาพสูงสุด เช่นเดียวกับที่ครูปุ้มก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองอย่างห้องเรียนในมหาวิทยาลัยเข้าสู่ห้องเรียนออนไลน์ พร้อมก้าวข้ามข้อจำกัดต่าง ๆ ของเทคโนโลยีเพื่อรักษาคุณภาพของการสอนไว้เช่นเดิม

การเรียนออนไลน์ไม่ใช่ผู้ร้ายที่มาปล้นห้องเรียนและโรงเรียนไปจากทุกฝ่าย และถึงแม้การเรียนออนไลน์จะไม่ใช่อัศวินขี่ม้าขาวที่ช่วยชีวิตนักเรียนทุกคนได้ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นตัวช่วยที่จำเป็นสำหรับประคับประคองสถานการณ์ไว้ชั่วคราว ปัญหาที่แท้จริง คือ ครูผู้สอนและระบบการศึกษาไทยพร้อมหรือไม่ที่จะปรับกระบวนทัพใหม่ให้ก้าวนำเทคโนโลยี โดยไม่ปล่อยให้เทคโนโลยีชี้นำการเรียนการสอน เมื่อนั้นเองที่อัศวินขี่ม้าขาวตัวจริงจะปรากฏตัวขึ้น เพราะคุณภาพของการศึกษาไม่ได้ถูกกำหนดด้วยหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือห้องเรียน แต่เกิดขึ้นจากความพร้อมของครูที่เป็นผู้อบรมสั่งสอนและนักเรียนที่เป็นผู้เรียนรู้ต่างหาก

ติดตามครูปุ้มได้ที่ : Facebook: Krupumcu และ Tiktok : @krupumcu

เรื่อง : ดลพร รุจิรวงศ์