ผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์ คงเป็นความหวังของระบบสาธารณสุขและเป็นความสบายใจของประชาชนที่จะได้ตื่นจากฝันร้ายจากโรคระบาดนี้เสียที แต่กว่าจะรอถึงตอนนั้นการล็อกดาวน์ที่ยืดเยื้อก็ทำให้ระบบเศรษฐกิจได้รับผลกระทบครั้งใหญ่ ที่อาจไม่สามารถกู้คืนกลับมาได้ในระยะเวลาอันสั้น 

แล้วเราจะอยู่เพื่อรับมืออย่างไรกับสถานการณ์ตรงหน้า ตลอดถึงเหตุการณ์ไม่แน่นอนในอนาคต ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยภัทร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) มีคำตอบที่ดีพอสำหรับการจัดการวิกฤตโควิด-19 ในยามนี้ พร้อมมองไปถึงอนาคตของระบบสาธารณสุข ที่ไม่ว่าอนาคตประชากรโลกจะต้องเผชิญหน้ากับไวรัสตัวไหน เราก็สามารถมั่นใจได้อย่างแน่นอน

เศรษฐกิจกับสาธารณสุข
“ตอนนี้โควิด-19 ทำให้ต้องใช้บุคลากรทางการแพทย์หลายสาขาจนวุ่นวายกันไปหมด จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจว่าทางสาธารณสุขค่อนข้างกลัวมากครับ เพราะว่าต้องใช้ทรัพยากรมาดูแลอย่างมาก” ดร. ศุภวุฒิเล่าเบื้องหลังการทำงานที่ยุ่งเหยิงในวงการแพทย์ให้ฟังระหว่างที่โควิด-19 กำลังคุกคามระบบสาธารณสุขอย่างรุนแรง “ผมก็เข้าใจว่าทางระบบสาธารณสุขไม่อยากให้มีผู้ติดเชื้อมาก เพราะยิ่งติดเชื้อมาก ก็ต้องใช้ทรัพยากรมาก เสี่ยงที่ผู้ป่วยจะท่วมระบบ อย่างที่เราเห็นที่อิตาลีหรือสเปน แม้แต่อเมริกาหรืออังกฤษ จึงเข้าใจว่าทำไมฝ่ายสาธารณสุขจึงไม่อยากให้คลายล็อกดาวน์เร็ว ๆ” 

ในทางกลับกัน ดร. ศุภวุฒิ ก็เข้าใจความเป็นจริงในแง่เศรษฐกิจ “แต่ถ้าคุณปิดเศรษฐกิจแบบนี้ ผมบอกได้เลยว่ารัฐบาลถมเท่าไรก็ไม่มีทางเต็ม สมมติว่าเราสั่งให้แบงก์ชาติพิมพ์เงินให้เยอะที่สุดแล้วซื้อธุรกิจทุกธุรกิจในประเทศไทย เพื่อไม่ให้เจ้าของธุรกิจถูกยึดและมีเงินจ่ายเงินเดือนพนักงาน ถามว่าแบบนี้เรียกว่าช่วยเศรษฐกิจไหม คำตอบคือไม่นะครับ ถ้าตราบใดที่ยังสั่งให้ปิดเศรษฐกิจ มันไม่เกิดการผลิตทั้งสินค้าและบริการขึ้นจริง แบงก์ชาติก็ได้แต่พิมพ์เงิน จะใส่เงินเท่าไรก็ไม่แก้ปัญหาพื้นฐานที่ว่าจีดีพีของคุณมันไม่โต เพราะจีดีพีมันคือผลผลิตของสินค้าและบริการที่คุณสั่ง ‘ห้าม’ ไม่ให้ผลิตในตอนนี้” เขาออกความเห็นต่อว่า “ฉะนั้นในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ผมขอบอกว่ายังไงก็ต้องเปิดเศรษฐกิจ สิ่งที่ท้าทายรัฐคือทำอย่างไรให้เปิดเศรษฐกิจแล้วจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ต่อวันยังสามสิบคนอยู่ ผมคิดว่าตรงนี้สำคัญมาก ไม่ใช่แค่คิดว่าจะเอาชนะโควิด-19 โดยไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เลย มันไม่ใช่นะครับ กรณีนี้ต้องมีระบบที่ดี ที่ทำอย่างไรให้คนยังทำมาหากินได้ แต่จำนวนผู้ป่วยก็อยู่ในช่วงที่ฝ่ายสาธารณสุขก็ยอมรับได้เช่นกัน” ข้อมูลที่มีอยู่ในมือของฝ่ายสาธารณสุขที่สามารถประนีประนอมกันได้กับเศรษฐกิจ คือ ตัวเลขผู้ติดเชื้อในจังหวัดต่าง ๆ ที่ไม่เท่ากัน จึงสามารถผ่อนปรนให้บางจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อน้อยหรือไม่มีเลยสามารถเปิดเศรษฐกิจให้ดำเนินต่อได้

สร้างความมั่นใจด้วยระบบ TTIT
การต่อลมหายใจให้เศรษฐกิจทั้ง ๆ ที่สถานการณ์โรคระบาดยังวางใจไม่ได้ ดร. ศุภวุฒิ จึงเสนอวิธีการรับมืออย่างเป็นระบบ “เพราะแม้เราเปิดเศรษฐกิจได้ แต่คนไม่กล้าออกมาจับจ่าย เราจึงต้องเรียกความมั่นใจผู้คนกลับมา โดยสร้างระบบ TTIT คือ Test (ทดสอบ) / Trace (ติดตาม) / Isolate (กักตัว) / Treat (รักษา) ที่ดีพอ ซึ่งระบบการตรวจสอบจะต้องให้ผลเร็วมาก ไม่ใช่ต้องมารอ 5 วัน พอตรวจสอบแล้ว ก็ต้องมีระบบติดตามที่ดี เพราะว่าถ้าเจอคนไหนเป็น จะต้องมีระบบสืบสวนว่าคนคนนั้นไปสุงสิงกับใครในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาหรือเปล่า แล้วก็มีระบบกักตัวบุคคลและคนที่เกี่ยวข้องเพื่อดูแลเขา คนไหนที่เริ่มป่วย ก็ต้องมีโรงพยาบาลเตรียมให้พร้อม” โดยระบบนี้จะต้องมีเหมือนกันทุกจังหวัด ทุกอำเภอ แล้วถึงจะค่อย ๆ คลายเปิดเศรษฐกิจ “ฉะนั้นการเปิดเศรษฐกิจแล้ว ระบบการมอนิเตอร์และการเซอร์เวย์ที่ดี ถึงมีความหมายในการจะใช้ชีวิตต่อไป สมมติต่อไปในสองสามเดือนข้างหน้า รุ่งเช้ารัฐบาลไทยประกาศว่ามีคนติดเชื้อ 100 คน แต่บอกได้เลยว่า 100 คนนี้อยู่ตรงไหนบ้าง แล้วผมจะรู้ว่าผมไปตรงนี้ที่มันไม่เคยติดเชื้อเลยในสามสิบวันที่ผ่านมา ผมก็กล้าไป ผมถึงบอกว่าระบบ TTIT จะสำคัญมาก” 

ในที่สุดเราจะต้องมีระบบที่ทำให้ประสบกับความยากลำบากให้น้อยที่สุด ซึ่งคนทำงานสายครีเอทีฟอาจต้องไปช่วยคิดมาว่ามันควรจะมีระบบอย่างไรที่สามารถเชื่อมต่อทุกอย่างได้ ดร. ศุภวุฒิยกตัวอย่างว่า “สมมติว่ามีคนที่จีนอยากมาเที่ยวไทย ถ้ามีการเทสต์ที่ประเทศเขารับรองเสร็จแล้ว เราอาจต้องรับเซอร์เวย์ด้วยว่าบุคคลนั้นไม่ได้ไปทำความเสี่ยงหลังจากวันที่เทสต์และกว่าที่เขาจะมาไทย ถ้าบริษัทที่เทสต์นั้นติดต่อให้สายการบินรู้ เราก็สามารถติดตามเขาได้ แม้แต่ติดต่อให้ทัวร์ที่เมืองไทยรู้ด้วยก็ได้ ทั้งทางการไทยและจีนรับรู้กันหมด เขาจะได้กล้ามาท่องเที่ยว แต่มันต้องใช้ระบบ ต้องใช้บิ๊กดาต้า เชื่อมต่อกัน โดยที่ไม่เข้าไปแทรกแซงความเป็นส่วนตัวของเราจนเกินไป” เหล่านี้คือสิ่งที่ดร.ศุภวุฒิคิดว่าเราต้องสร้างระบบและต้องมีคนที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตรงนี้ได้ ซึ่งอาจทำได้ถึงขนาดการเกิดตำแหน่งงานใหม่ ๆ ได้เช่นกัน

การแพทย์ในโลกใหม่
“ระบบ TTIT ที่สร้างขึ้นมามันรับได้ทุกไวรัสนะ ไวรัสมาใหม่ก็ต้องทำแบบนี้นะครับ เพียงแต่ว่าเมื่อเจอไวรัสใหม่ ก็ต้องรีบถอดรหัสของไวรัส เพื่อให้สามารถเริ่มรู้จักไวรัสได้เร็วขึ้น แล้วเราก็ใช้ระบบ TTIT จัดการได้อย่างทันท่วงที” นี่เป็นวิธีที่รวดเร็วและทรงประสิทธิภาพมากที่สุดในการรับมือกับไวรัสตัวใหม่ ๆ ที่ดร. ศุภวุฒิแนะนำ

“ธุรกิจอื่น ๆ ถูกดิสรัปต์ไปหมดแล้ว ยกเว้นธุรกิจสาธารณสุข แต่ผมมองว่ามันกำลังจะถูกดิสรัปต์อย่างรุนแรงโดยที่เรานึกไม่ถึง ถ้านึกภาพดู 100 ปีที่ผ่านมา ระบบสาธารณสุขจะเน้นการรักษาโรค ปัจจุบันเราก็ยังมีหมอที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งเราจะเน้นที่ตัวโรค เวลาเราผลิตยาออกมาก็เน้นทำออกมาเพื่อรักษาโรค ยารักษาโรคจึงมีหลายขนาน นี่คือสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน” แม้ว่าธุรกิจด้านสาธารณสุขจะดูมั่นคง และหลายคนมองไม่ออกว่าจะถูกโค่นลงได้อย่างไร นี่จึงเป็นอีกความเห็นและแนวโน้มหนึ่งของดร. ศุภวุฒิ “หลังจากที่สามารถถอดพันธุกรรม หรือ จีโนม (Genome) ของมนุษย์ได้ ตอนนี้จึงเป็นช่วงระหว่างการเปลี่ยนผ่านในการรักษาคน ต่อไปมันจะต้องเป็นการรักษาแบบส่วนบุคคล (Personalized) ซึ่งก็ต้องเอาจีโนมของเราเป็นตัวตั้ง แล้วรักษาโดยอิงจากจีโนมของแต่ละคน” เขาขยายความต่อว่า “หากในอนาคตถ้าเราสามารถแบ่งจีโนมได้ทุกคน แล้วสมมติว่าเราฝังชิปเล็ก ๆ ไว้ในตัวเรา ข้อมูลจะถูกส่งไปที่ศูนย์กลาง ในขณะที่ศูนย์เขาก็จะมอนิเตอร์เซลล์เรา 24 ชั่วโมงเลย วันไหนที่ร่างกายเรามีไวรัสแล้วเซลล์ต้องต่อต้าน มีแอนติบอดีขึ้นมา ศูนย์จะรู้ก่อนว่าเราไม่สบาย แล้วติดต่อเราเข้ามาเลย เพื่อทำตามขั้นตอนต่อไป โดยคอนเฟิร์มการเจาะเลือดทางโทรศัพท์ ส่งโดรนเอายามาให้ และก็ขอคุยประชุมทางไกลกับคุณหมอที่บ้าน นั่นคือโลกสมัยใหม่ที่ผมเดาว่าจะเกิดขึ้นในช่วงสัก 20 - 30 ปีข้างหน้า” ภาพที่ดร.ศุภวุฒิคาดการณ์ไว้ว่าอนาคตอย่างไรเสีย แม้แต่ระบบสาธารณสุขก็จะถูกดิสรัปต์ไม่ต่างจากธุรกิจอื่น และสิ่งนั้นก็คือการแพทย์ระดับจีโนม (Genomics Medicine) นั่นเอง

 
 

วันที่สัมภาษณ์ :​ 20 เมษายน 2563

บทสัมภาษณ์ : ศิริอร หริ่มปราณี | เรียบเรียง : วนบุษป์ ยุพเกษตร | ภาพ : สุรเชษฐ์ โสภารัตนดิลก