ภาคการเกษตรที่เคยเป็นที่พึ่งพิงของแรงงานในยามวิกฤตเมื่อปี 40 แต่ในคราวนี้เมื่อเกิดโรคระบาดอย่างไวรัสโควิด-19 ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถกลับมายังภาคการเกษตรได้ เพราะปัญหาที่ค้างคาเป็นทุนเดิม ไม่ว่าจะเป็นน้ำแล้ง ราคาผลผลิตตกต่ำ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าวงการเกษตรกรเมืองไทยยังมีอีกปัญหาที่ใหญ่กว่าโควิด-19 

ดร. ธีรเกียรติ์ เกิดเจริญ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ควบตำแหน่งเจ้าของเพจเกษตรอัจฉริยะ – Smart Farm ผู้คลุกคลีอยู่ในวงการเกษตรกรตั้งแต่วัยเด็กที่จะมาเผยปัญหาของเกษตรกรที่อยู่เบื้องหลังโรคระบาดโควิด-19 และหนทางข้างหน้าสำหรับเกษตรที่เป็นความหวังแห่งวงการ อาจารย์เริ่มเปิดบทสนทนาด้วยประโยคนี้ “สำหรับเกษตร ปัญหาที่ใหญ่กว่าโควิดก็คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบเรื่องอื่นตาม ๆ กันมาเป็นลูกโซ่ เช่น เรื่องอาหารในอนาคต โควิดที่เกิดขึ้นช่วยเป็นตัวเร่งให้เราเห็นปัญหาเร็วขึ้น เราจะเห็นว่าที่สหรัฐอเมริกาช่วงนี้บริษัทที่ทำธุรกิจโปรตีนทดแทนเนื้อสัตว์ ราคาหุ้นขึ้นมากเลยครับ เพราะคนเริ่มรู้สึกว่าเนื้อสัตว์มันสกปรก และต้นตอของไวรัสก็มาจากสัตว์ ซึ่งในอนาคตก็อาจจะมีอีก” เขาเล่าถึงปัญหาที่น่าหนักใจของเกษตรกรที่คาราคาซังอยู่แล้วเป็นทุนเดิมก่อนจะเสนอทางออกให้ฟัง 

©Dan Meyers/Unsplash

4 ทางรอดของเกษตรกรไทยแม้ไร้โควิด-19

  • หาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการเกษตร เพราะสภาพความอุดมสมบูรณ์ที่เปลี่ยนไปจากเดิม บางคนหรือบางพื้นที่ได้รับประโยชน์ อย่างเช่น การเพาะปลูกที่ดีขึ้นในบางพื้นที่ในขณะที่บางพื้นที่กลับแย่ลง “เมืองจีนทำเยอะนะครับ เขาไปหาพื้นที่เพาะปลูกใหม่ในแอฟริกา บราซิล หรืออาร์เจนตินา ถ้าเรายังอยากใช้ประโยชน์ของ Climate Change ให้ทำวิธีนี้” 
     
  • ลองเพาะปลูกในร่ม ที่เราจะสามารถควบคุมสภาพอากาศ (Climate Control) เพื่อกระจายผลผลิตให้ได้ตลอดทั้งปี “เราสามารถใช้เอไอ หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ดูแลการเพาะปลูก หรือแม้แต่ค่าไฟ ที่สามารถคำนวณการใช้ไฟของเรา อย่างที่ประเทศญี่ปุ่นจะยืดหยุ่นมาก ขึ้นอยู่กับราคาค่าไฟฟ้าแบบเรียลไทม์เลย เช่น เขารู้เลยว่าช่วงนี้ค่าไฟถูกก็จะเปิดแสงเทียมออกมาให้พืชสังเคราะห์แสง  พอช่วงค่าไฟแพงเขาก็ปิดไฟเพื่อให้พืชหลับพักผ่อน คือเค้าจะคำนวณตลอดเวลาจนมันได้ผลกำไร ฉะนั้นนี่ก็จะเป็นทางหนึ่งที่จะรอดได้”
     
  • ทำเกษตรแบบชาญฉลาดด้วยศาสตร์ Smart Farming เช่น การเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูก (Crop Schedule) การใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์ไอโอทีเก็บข้อมูลการเพาะปลูก (Big Data)  แล้วนำมาตัดสินใจที่เหมาะสม เป็นการเกษตรที่มีภูมิต้านทานต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป
     
  • ดัดแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ  Geoengineering “เช่น การเปลี่ยนเส้นทางเดินของแม่น้ำ ตอนนี้ที่จีนมีโปรเจกต์การเอาน้ำจากทางใต้ขึ้นมาทางเหนือเพื่อการเพาะปลูก หรือแนวคิดสุดโต่งของบิล เกตส์ (Bill Gates) ที่จดสิทธิบัตรแล้ว อย่างเช่นการเปลี่ยนเส้นทางพายุ ทำให้จากเดิมที่พายุมันไม่เข้ามาให้เข้ามา ตรงนี้ผมว่าอนาคตมันจะมีความขัดแย้งเรื่องแบบนี้เยอะ”

จาก Globalization กลับมาสู่ Regionalization
เส้นการเดินทาง การค้าปิด และไม่สามารถทำกิจกรรมระหว่างประเทศได้ ส่งผลให้หลายประเทศตื่นตัว โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน “ปกติเราส่งออกไข่ไก่ให้สิงคโปร์ พอเจอโควิด-19 เขาได้บทเรียนที่เราห้ามส่งออก ด้วยการหาทางเลี้ยงไก่ หรือวิธีอื่นที่ทดแทนอาหารแบบเดิม” 

“ในตอนนี้ สิงคโปร์จากที่เคยต้องการเป็นฮับด้านการแพทย์ เขาเปลี่ยนไดเรคชันไปทำฟู้ดฮับแทน เป็นฟู้ดเทค เขามีสตาร์ตอัปทำเนื้อเทียมจากพืชมากมาย มีสตาร์ตอัปเลี้ยงแมลง เลี้ยงจิ้งหรีด มีเทคโนโลยีเลี้ยงปลาแบบเรือลอยน้ำ แล้วก็มีสตาร์ตอัปที่ทำเนื้อสัตว์ปลูกด้วยนะ ตอนนี้เขาปลูกเนื้อกุ้งได้แล้ว หรือปลูกแม้กระทั่งนมแม่ที่สามารถปลูกได้จากเซลล์แล้ว” ซึ่งการทำเกษตรของสิงคโปร์เป็นการเลือกทางรอดข้อแรกอย่างที่อาจารย์ได้เล่าให้ฟัง คือ หาเช่าพื้นที่ทางแถบอินโดนีเซีย ทำเกษตร และข้อสองคือการทำเกษตรในพื้นที่เมือง “เรื่องปลูกพืชเขาก็เห็นแล้วว่าต้องปลูกเอง พยายามหาทางทำให้ได้ เผื่ออาจจะเกิดวิกฤตโควิด ขึ้นมาอีกในอนาคต ประเทศที่นำเข้าอาหารจะตื่นตัวกันหมด ฉะนั้นคำว่า Globalization มันจะเปลี่ยนเป็น Regionalization คือ ลดการพึ่งพาในระยะไกล หันมาพึ่งพาระยะใกล้ๆ แทน” 

ความเป็นไปได้ใหม่ 
“ดินดำ น้ำชุ่ม ปลูกได้ตลอดทั้งปี” อาจเป็นจุดแข็งของภาคเกษตรในไทยเมื่อสิบหรือยี่สิบปีก่อน แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวไกลจุดแข็งตรงนี้ก็ถูกทลายลงเพราะประเทศอื่นสามารถเพาะปลูกได้เหมือนกันโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อน “เพราะฉะนั้นจุดแข็งตรงนี้มันจะค่อย ๆ เสื่อมลงไปแล้ว สิ่งที่เราเคยทำได้ในราคาถูก ประเทศอื่นก็จะทำได้เหมือนกัน แต่ผมมองว่าเรามีจุดแข็งใหม่ที่มันเกิดขึ้นครับ คือเราสามารถบูรณาการเกษตรกับจุดแข็งอื่นที่มันเกิดขึ้นใหม่ เช่นสุขภาพและการแพทย์”  

©Todd Quackenbush/Unsplash

“ผมมองว่าหลังโควิด-19 คนจะระวังสุขภาพมากขึ้น เราสามารถที่จะมาเล่นเรื่องสมุนไพร เรื่องอาหาร เช่นพวกอาหารแบบใหม่ (Novel Food)  ที่เป็น Medical Food ก็ได้” หรือแม้แต่การจัดการกับโรคระบาดในประเทศไทยที่อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี เราสามารถงัดมาโปรโมตด้านการท่องเที่ยวที่เป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจในประเทศได้ ด้วยการหยิบจับสินค้าเกษตรท้องถิ่นเข้ามาช่วยประชาสัมพันธ์ “ผมว่ามันไม่ใช่จุดแข็งเรื่องราคาแล้ว เราอาจจะต้องหาจุดแข็งใหม่หรือจุดขายใหม่ ที่ผูกกับสถานการณ์มากขึ้น เราอาจจะพูดได้ว่าถ้าคุณมากินเนื้อสัตว์ที่ส่งออกจากเมืองไทยมันปลอดไวรัสแน่นอน แต่เราก็ต้องมาปรับโครงสร้างนะครับอย่างเช่นฟาร์มหมู ต้องทำให้ได้สะอาดตามมาตรฐาน ให้เห็นเลยว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ปลอดเชื้อ เดินทางผ่านได้ มีสินค้าเกษตรที่น่าเชื่อถือและมีแหล่งท่องเที่ยวที่สามารถปรับเป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้เช่นกัน” 

น้ำที่หล่อเลี้ยงเกษตรกร 
จากประสบการณ์แอดมินเพจเฟซบุ๊ก “เกษตรอัจฉริยะ - Smart Farm” อาจารย์ธีรเกียรติ์จึงได้ยินได้เห็นเสียงจากเกษตรกรตัวจริงอยู่เป็นประจำ แม้หลายคนจะเข้าใจและรู้ดีว่าเทคโนโลยีมันสามารถช่วยให้เศรษฐกิจของตัวเองดีขึ้น แต่หากไม่แก้ปัญหาสำคัญขั้นพื้นฐานอย่างเรื่อง “น้ำ” ก่อนก็อย่าหวังจะไปพัฒนาเรื่องอื่น ๆ ต่อได้ “ผมมองว่าประเทศไทยเราไม่มีแม้กระทั่งโปรเจ็กต์ด้านน้ำ ที่เป็นสเกลใหญ่ๆ อย่างที่เรามีโครงการ EEC เลยนะครับ เราควรจะมีโปรเจ็กต์ใหญ่ ๆ แบบที่จีนทำ นึกถึงการสร้างคลองส่งน้ำใหญ่ ๆ ที่สามารถผันน้ำได้” อาจารย์ยกตัวอย่างต่อ “สมาร์ตฟาร์มในอียิปต์ เขาต้องวางแผนขุดคลองส่งน้ำจากแม่น้ำไนล์มา เพื่อทำการเกษตรกลางทะเลทราย แต่ไม่ได้หมายถึงว่า พอเรามีน้ำหรือโครงการน้ำแล้วเราจะใช้น้ำเปลืองนะครับ เขาก็จะมีวิธีที่จะทำให้จากเดิมที่ใช้ 100% ให้ใช้เหลือเพียง 40% หรือ 20% โดยผลผลิตยังดีเหมือนเดิม ดังนั้น ระบบจัดการน้ำทั้งหมดน่าจะเป็นสิ่งที่เกษตรกรต้องการครับ” อีกสิ่งที่อาจารย์ธีรเกียรติ์ห่วงหลังจากจบโรคระบาดครั้งนี้ไปแล้ว ก็คือเหตุการณ์แบบน้ำท่วมปี 54 ที่ยังไม่เคยถูกแก้ไข แก้ปัญหา และเตรียมพร้อมรับมืออย่างจริงจัง ต่างจากที่เราปฏิบัติกับวิกฤตไวรัสโควิด-19 ที่ทำได้ค่อนข้างดี เกิดการเรียนรู้เพื่อจะรับมือกับอนาคต

 
 

วันที่สัมภาษณ์ : 7 พฤษภาคม 2563

เรื่อง : วนบุษป์ ยุพเกษตร