ท่ามกลางการอยู่อย่างหวาดหวั่นบนความไม่แน่นอนของโรคและข้อถกเถียงถึง “ความปกติใหม่ (New Normal)” ที่คนไทยต้องปรับตัว "ดร. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" อดีตรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม หรือผู้ที่ได้รับสมญานามว่า “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” ได้ให้สัมภาษณ์ถึงหนทางการปรับตัวสู่อนาคตข้างหน้าที่คนไทยต้องเผชิญ ขณะลงไปสำรวจพื้นที่ที่ชุมชนซอยโรงหมู คลองเตย ซึ่งเป็นจังหวะอันดีที่จะทำให้เราได้ลองทบทวนกันดูอีกสักครั้งว่า ในสังคมแห่งชนชั้นนี้ ความปกติใหม่จะใช้ได้กับทุกกลุ่มคนในกรุงเทพมหานครและในสังคมไทยหรือไม่ หรือเราจำเป็นต้องลองพิจารณาชีวิตของคนรอบข้าง ที่ตึกสูงสง่าและเส้นทางรถไฟฟ้าอาจบดบังกันอีกครั้งว่า “ก้าวต่อไปข้างหน้า (Next Normal)” เราจะเดินไปพร้อม ๆ กันได้อย่างไร โดยที่ไม่หลงลืมใครไว้ข้างหลัง

โรคระบาดที่เขย่าความเปราะบางของกรุงเทพฯ 
“กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เส้นเลือดใหญ่มันดี มีคอนโด มีรถไฟฟ้า แต่ว่าปัญหาจริง ๆ มันอยู่ที่เส้นเลือดฝอยซึ่งมันเปราะบางมาก พอโควิดมาที มันก็เขย่าให้เห็นเลยว่าจุดอ่อนอยู่ที่ไหน รัฐมนตรีต่างประเทศสิงคโปร์พูดดีมาก เขาบอกว่าโควิดเป็นตัวที่แสดงให้เราเห็นถึงจุดอ่อนอย่างไม่ปราณี ผมว่าอันหนึ่งที่เราเห็นชัดคือเรื่องชุมชนเปราะบางที่อยู่ในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เป็นคนหาเช้ากินค่ำ ไม่มีระบบสวัสดิการอยู่ประมาณ 1,500 ชุมชน คิดเป็นประมาณ 1.2 ล้านคน กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เปราะบางมาก เขาจำเป็นกับกรุงเทพฯ นะ แม่บ้าน รปภ. ที่มาทำความสะอาด มาเปิดตึกให้เรา คนขับมอเตอร์ไซด์ส่งของ คนพวกนี้คือคนที่อยู่ในชุมชนนี้และเป็นกำลังที่ขับเคลื่อนกรุงเทพฯ 

เวลาปกติเราจะรู้สึกว่าเขาก็อยู่ได้เหมือนกับว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่พอมีโควิด มันเห็นชัดเจนขึ้นเลยว่า ชีวิตเขามันไม่ได้มีความปลอดภัยเลย ศูนย์วิจัยของไทยพาณิชย์มีรายงานออกมาว่า 59% ของครัวเรือนในประเทศไทย ก็คือ 1.2 ล้านครัวเรือนนี้ มีทรัพย์สินน้อยกว่ารายจ่าย 3 เดือน คือ ถ้าไม่มีเงินเข้ามาเลย ก็อดตายก่อน แม้ภาครัฐมีนโยบายให้ 5,000 บาท แต่ก็ไม่ได้ทั่วถึง ผมว่าสิ่งแรกที่รัฐบาลควรทำคือเรื่อง “ฐานข้อมูล” ว่าคนลำบากอยู่ที่ไหนบ้าง เราเจอเยอะเลยที่นอกจากชุมชนแล้ว มีเรื่องครอบครัวที่มีลูกพิการซ้ำซ้อนซึ่งไม่ได้รับความช่วยเหลือเพิ่ม เรื่องฐานข้อมูลจึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่ต้องมีให้ชัดเจน เพราะว่าเงิน 5,000 บาท ช่วยวันนี้กับช่วยอีก 2 อาทิตย์ มันต่างกันมากนะ เหมือนกับการให้เสื้อชูชีพ ถ้ามาหลังจากที่เขาจมน้ำตาย มันก็ไม่มีประโยชน์” ดร. ชัชชาติกล่าว พร้อมย้ำด้วยว่า ปัญหาด้านที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนเปราะบางที่คิดคร่าว ๆ คือประมาณ 10% ของคนกรุงเทพฯ ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างจริงจัง เพราะที่อยู่อาศัยที่ให้ความรู้สึกมั่นคง จะนำไปสู่โอกาสของการสร้างชุมชนและสังคมที่มั่นคงเช่นกัน

“ผมว่านอกเหนือจากฐานข้อมูลแล้ว เรื่องของที่อยู่อาศัยก็เป็นพื้นฐานสำคัญ จะทำยังไงให้คนในชุมชนมีความมั่นคงเรื่องที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น มีระบบสุขลักษณะที่ดีขึ้น เพราะถ้าหากคนเรารู้สึกเป็นเจ้าของในที่อยู่อาศัย ผมเชื่อว่าเขาจะรู้สึกภูมิใจและอยากช่วยกันพัฒนาชุมชนให้ดีขึ้น แล้วก็เริ่มมี Social Mobilization คือมีการพัฒนาที่ลูกดีกว่าพ่อแม่ง่ายขึ้น แต่ถ้าเกิดว่าชุมชนรู้สึกตัวเองไม่มีอนาคตเลย อยู่ไปเพื่อเตรียมถูกไล่ที่ สุดท้ายก็จะเป็นชุมชนที่ทรุดโทรมไม่มีสุขอนามัย เพราะฉะนั้นหากมองในแง่ของโรคระบาด ผมว่าชุมชนคือด่านหน้าไม่ใช่บุคลากรสาธารณสุข เพราะพวกเขาเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าควรไว้หลังสุด ด่านหน้าที่ต้องรับมือโควิดก็คือชุมชนเนี่ยแหละ ซึ่งเป็นเส้นเลือดฝอย ถ้าเราสามารถทำให้เขามีสุขอนามัยที่ดีได้ มันจะช่วยลดคนป่วยให้ไปถึงด่านหลังได้น้อยลง”

ก้าวต่อไปคือ “Trust Thailand”
ดร. ชัชชาติให้ความเห็นว่าความปกติใหม่ (New Normal) ไม่ได้เป็นเรื่องอนาคตที่จะคาดการณ์ได้ง่าย ๆ เพราะทั้งหมดทั้งมวลขึ้นอยู่กับว่าตอนนี้ประเทศกำลังเลือกก้าวต่อไป (Next Normal) ร่วมกันอย่างไร ซึ่งหนึ่งในเรื่องสำคัญใกล้ตัวที่ดร. ชัชชาติยกตัวอย่างให้ฟังก็คือเรื่องของการเดินและพื้นที่สาธารณะ “หัวใจมันอาจจะไม่ใช่พื้นที่สาธารณะที่อยู่ตรงกลาง มันต้องกระจายเหมือนสวนย่อม ๆ อยู่ใกล้ชุมชนให้เขาเข้าถึงได้ และอนาคต  “การเดิน” จะเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเรามอง Next Normal นะ ผมเชื่อว่าการเดินมันคือเรื่อง Social Distance เลย ระหว่างเบียดกันบน BTS กับเดินได้ ผมว่าคนเลือกเดิน ถ้าแบบนั้นเราจะพบว่าต้องปรับเรื่องของการเดินในเมือง และระบบขนส่งสาธารณะในมิติใหม่ ซึ่งเราอาจจะโยงไปถึงการเหลื่อมเวลาการทำงานด้วย”

และหากมองที่ภาพรวมของประเทศต่อจากนี้ ดร. ชัชชาติคาดการณ์ความเป็นไปได้ที่จะทำให้ประเทศกลับมาใกล้เคียงกับความปกติเดิมที่สุด ก็คือการกุมหัวใจของคำว่า “ความเชื่อใจ (Trust)” กลับคืนมาให้ได้ในทุกมิติ “สถานการณ์ตอนนี้เป็นแค่เรื่องโรคกับเรื่องเศรษฐกิจที่หายไป ถามว่าทำไมจีดีพีเมืองไทยลด 6% ซึ่งมากกว่าเอเชียใต้ทั้งหมด เพราะว่าเราพึ่งการท่องเที่ยวและการส่งออกเยอะ เพราะงั้นต้องถามกลับว่ากลยุทธ์หลักของเราต่อจากนี้คืออะไร ไม่งั้นเงินกู้ 1.9 ล้านล้าน จะหายไปเร็วมากเลยนะ และผมคิดว่าหัวใจที่จะทำให้กลับมาใกล้ของเดิมมากที่สุดคือคำว่า ‘Trust’ คือถ้าเกิดเรามีตรงนี้แล้ว กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลาย ๆ อย่างมันจะกลับมาได้ เป็นกลยุทธ์ในการฟื้นคืนเมือง จะทำยังไงให้เป็น Trust Destination ตั้งแต่ระดับประเทศ บริษัท ถึงระดับย่อยที่คน ผมว่าเราได้เปรียบในแง่ที่ตัวเลขสาธารณสุขของเราดีมากเมื่อเทียบกับที่อื่น อันนี้คือต้นทุนเบื้องต้นแล้ว ถ้ายิ่งเมืองไทยเราปลอดภัย ระบบสาธารณสุขเราดี คนเรามีระเบียบวินัยในการช่วยกันป้องกัน ผมว่าเริ่มจากตรงนี้ แล้วเราเอา Trust ให้เป็นธีมทำยังไงให้เกิด Trust Thailand ได้ ทำยังไงเราจะให้นักท่องเที่ยวกลับมามั่นใจ คือมันต้องเริ่มด้วยระบบสาธารณสุขเนี่ยแหละจาก Isolate, Test, Treat, Trace และอาจจะต้องมีการทำความตกลงกับต่างประเทศเลยว่าคุณจะส่งคนมาคุณต้องมั่นใจ และเราจะส่งคนไปเราก็ต้องมั่นใจเหมือนกัน เพราะงั้นผมว่ามันมีวิธีการสร้าง Trust ในระบบ แต่ประเทศต้องเริ่มแล้ว

และ Trust เองมันไม่ได้ใช้เฉพาะกับนักท่องเที่ยว มันหมายถึง Trust ระหว่างกันด้วย ผมว่าในช่วงวิกฤตโรคระบาด เราเห็นแล้วว่าธาตุแท้ของแต่ละคนเป็นยังไง เราดูแลพนักงานเราดีแค่ไหน เราดูแลลูกค้าเราดีแค่ไหน เราจะได้เห็นชัดเลยว่า Trust ในระหว่างบุคคลเป็นยังไง หรือที่อาจารย์ศุภวุฒิ สายเชื้อ ท่านพูดไว้ ผมว่าน่าสนใจคือซัพพลายเชน ถ้าเราทำสาธารณสุขที่เข้มแข็ง เราอาจจะเป็นเอ็กซ์คลูซีพซัพพลายเชนก็ได้ คือคนยอมรับเอาเราเป็นบริษัทที่ส่งออก เชื่อว่าถ้าเรามีโรคระบาดอีก เราก็ไม่สะดุด แบบนี้ก็เป็นการสร้างความไว้ใจในระดับซัพพลายเชนเหมือนกัน หรือกระทั่งตัวบุคคลอย่างพวกเราเอง ผมว่าเริ่มที่สุขภาพของเราเลย เราดูแลสุขภาพให้ดี มีพฤติกรรมที่ไม่เสี่ยงกับที่ทำงาน เราดูแลคนรอบข้าง เรามีน้ำใจให้กัน นี่คือการสร้าง Trust เลย ผมว่าสุดท้ายแล้วถ้าเราเริ่มจากระดับบนถึงตัวบุคคลได้ สร้างความไว้ใจและความมั่นใจ เศรษฐกิจก็น่าจะกลับมาเข้มแข็งได้เร็วขึ้น ซึ่งมันก็มีหลายองค์ประกอบ แต่ผมว่าเรื่อง Trust เป็นหนทางหนึ่งที่น่าสนใจ”

 
 

วันที่สัมภาษณ์ : 12 พฤษภาคม 2563

บทสัมภาษณ์ : ศิริอร หริ่มปราณี | เรียบเรียง : วรรณเพ็ญ บุญเพ็ญ | ภาพ : สุรเชษฐ์ โสภารัตนดิลก