[For English, please scroll down.]

ในวันที่ธุรกิจไหน ๆ ก็มองหาแต้มต่อให้กับตัวเองเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน แต่สำหรับคนตัวเล็ก ๆ อย่างเหล่าเกษตรกรหรือช่างฝีมือพื้นบ้านของไทย ที่ไม่อาจแข่งขันในการทำการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ที่ใครก็ยากจะลอกเลียนแบบได้ เหมือนที่บรรดาธุรกิจขนาดยักษ์มักจะทุ่มทุนให้ความสำคัญ แล้วพวกเขาจะแข่งขันในตลาดโลกวันนี้ด้วยอะไร …โชคดีว่าดินแดนขวานทองเป็นแผ่นดินที่ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว และได้ทิ้งมรดกล้ำค่าไว้กับผืนดิน เกษตรกรไทยจึงมีผลผลิตประจำถิ่นเป็นมรดกตกทอด ขณะที่บรรดาช่างฝีมือก็ได้รับการถ่ายทอดทักษะอันประณีตภายในชุมชนไว้เป็นเครื่องมือทำกินที่ติดตัวคนในชุมชนนั้น ๆ 

คุณทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้เล่าให้เราฟังถึงแต้มต่อแบบไทย ๆ ที่ไม่มีใครมาช่วงชิงไปได้นี้ ซึ่งเรียกว่า “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Identity: GI)” และยังสามารถพัฒนาต่อไปให้ก้าวหน้าและยั่งยืนบนผืนแผ่นดินไทยนี้โดยเฉพาะ

โดยปกติเราจะรู้แต่ว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญาดูแลเรื่อง IP หรือการจดสิทธิบัตรต่าง ๆ เครื่องหมายเหล่านี้มีส่วนช่วยผู้ประกอบการอย่างไร 
สำหรับเรื่อง IP หรือ Intellectual Property เป็นระบบที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างแต้มต่อให้กับคนที่คิดอะไรใหม่ ๆ และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต้มต่อนี้อาจจะอยู่ในรูปแบบของสินค้าใหม่หรือแบรนด์ใหม่ที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์บางอย่าง โดยผู้ที่ได้ทำการจด IP กฎหมายจะคุ้มครองไม่ให้ผู้ใดมาค้าแข่ง และให้เป็นสิทธิ์ของคนคิดหรือเป็นสิทธิ์ของกลุ่มคนที่เป็นแหล่งกำเนิดของสินค้านั้นเท่านั้น เมื่อกฎหมายรับรองสิทธิ์ตรงนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคนคิดแน่นอน แต่เราก็ต้องสร้างความสมดุลระหว่างสิทธิ์ที่เจ้าของสิทธิ์จะได้รับ กับสิ่งที่สาธารณชนจะได้รับตอบแทนด้วย เช่น สาธารณชน มีสินค้าใหม่ให้ใช้ มีตัวเลือกมากขึ้น ขณะที่อีกมุมหนึ่ง IP ก็จะช่วยจูงใจให้คนอยากคิดอะไรใหม่ ๆ มากขึ้น 

แล้วทางกรมฯ มีการส่งเสริมให้คนคิดเพิ่มขึ้นอย่างไรบ้าง

นอกจากระบบที่เราช่วยให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว เราก็ต้องสนับสนุนให้คนคิดด้วย อย่างเมื่อ 20 ปีที่แล้ว คนทั่วไปมักจะมองว่าทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องของฝรั่ง แต่พอระยะเวลาผ่านไป ก็เริ่มเห็นว่าทรัพย์สินทางปัญญาได้รับการจดทะเบียนโดยคนไทยมากขึ้น โดยเฉพาะพวกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้เทคโนโลยีมาก อย่างเช่นเครื่องหมายการค้าหรือลิขสิทธิ์ เพื่อแยกแยะสินค้าของตัวเองให้แตกต่างจากคนอื่น ทุกวันนี้คำขอเครื่องหมายการค้าเป็นคำขอประเภทเดียวที่คนไทยขอมากกว่าต่างชาติถึง 70% หรือลิขสิทธิ์เรื่องเพลง เรื่องหนัง เรื่องภาพวาดก็จะเป็นของคนไทยเยอะ ส่วนสิทธิบัตรที่คุ้มครองการประดิษฐ์ หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ก็จะช้าหน่อย แต่เราก็ยังส่งเสริมให้ทำต่อไป เพราะเราก็ควรจะส่งเสริมผู้ประกอบการให้แข่งขันด้วยแต้มต่อนี้ ซึ่งเป็นจุดที่พิเศษกว่าคนอื่น น่าสนใจกว่าคนอื่น 

เพราะฉะนั้นการคุ้มครองก็มีอยู่หลายแบบ แล้วการคุ้มครองประเภทไหนที่เหมาะกับคนไทยที่สุด
สิ่งที่ผมคิดว่าตรงกับนิสัยคนไทย แล้วก็ลักษณะของประเทศเราที่มีศิลปวัฒนธรรมมาต่อเนื่องยาวนาน ก็คือเรื่องของ GI (Geographical Indications) หรือการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ชื่ออาจฟังดูแปลกๆ ว่ามันคืออะไร ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นี่มีในเมืองไทยมาตั้งแต่สมัยปู่ย่า ตายาย แล้ว เราคงเคยได้ยินคำว่า ทุเรียนเมืองนนท์ ส้มบางมด พวกนี้ล้วนแต่เป็นชื่อสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่เรามี แล้วมันก็เป็นจุดเด่นให้กับคนในชุมชนที่ผลิตสินค้านั้น ๆ 

ในต่างประเทศ เขาจะมีระบบการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่มาเมื่อ 20 กว่าปีแล้ว โดยองค์การการค้าระหว่างประเทศ (WTO) เป็นผู้กำหนดว่าเราจะต้องมีมาตรการทางกฎหมายที่คุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ขึ้น โดยที่สาระสำคัญคือ จะมีการขึ้นทะเบียนชื่อสินค้าที่เมื่อผู้บริโภคได้ยินแล้ว จะรู้ได้ทันทีว่าสิ่งนั้นมีแหล่งกำเนิดจำเพาะมาจากที่ใดที่หนึ่ง คือผลิตจากที่อื่นจะไม่เหมือนกัน แต่เดิมเราก็บอกทุเรียนนนท์กันหมด พอไม่มีการขึ้นทะเบียน คนนอกสวนนนท์ ก็จะอ้างได้ว่าตัวเองขายทุเรียนนนท์แท้ ไม่มีโทษอะไร แต่ปัจจุบันที่ได้ขึ้นทะเบียน GI แล้ว ใครไปมั่วขาย จะมีปรับถึง 200,000 บาท 

เพราะอะไรที่ทำให้คิดว่า GI เหมาะกับประเทศไทย
ผมคิดว่า GI จะเป็นประโยชน์ในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมยาวนานแบบเรา ลักษณะเราจะคล้ายยุโรปที่เขามีรากฐานวัฒนธรรมผูกติดกับผลิตภัณฑ์จำนวนมาก ทั้งไวน์ ชีส ที่คนทั่วโลกยอมจ่ายแพงกว่า เพื่อให้ได้สินค้าที่มี GI จากถิ่นนั้น ๆ อีกอย่างการคุ้มครองหลาย ๆ อย่างพวกลิขสิทธิ์ใหม่หรือสิทธิบัตรนวัตกรรมใหม่ เราอาจจะสู้ประเทศอื่นไม่ได้ แต่ว่า GI เป็นการคุ้มครองชื่อเสียงที่มีอยู่ในอดีต มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเมื่อได้ขึ้นทะเบียนแล้ว เราคุ้มครองตลอดไปเลยนะครับ ตราบใดที่ยังคงรักษามาตรฐานที่ตกลงกันไว้ในครั้งแรกได้ แล้วจะไม่มีใครแข่งกับคุณได้แน่ ๆ 

การคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เป็นการจำกัดสิทธิ์เฉพาะคนแต่ละพื้นที่ แล้วชุมชนจะได้ประโยชน์อย่างไร
ต้องบอกว่ามันเป็นสิทธิ์ที่กฎหมายให้กับชุมชนในการที่เขาได้สืบสานวัฒนธรรมของเขามา จนมีมูลค่า มีประโยชน์ที่น่าจะสร้างคุณประโยชน์หรือสร้างแต้มต่อในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และก็ทำให้คนได้บริโภคได้ใช้ของที่เป็นของดั้งเดิมในแต่ละพื้นที่จริง ๆ ถามว่าพอคุ้มครองแล้วชุมชนจะได้อะไร ก็คือหนึ่งกฎหมายห้ามคนอื่นผลิตแข่งหรือขายแข่ง สินค้าก็จะราคาสูงขึ้น เพราะมันผลิตได้จำกัด อย่างทุเรียนจังหวัดนนทบุรีนี่เห็นชัดมาก ปีที่แล้วทราบมาว่าเขาผลิตได้ 900 ลูก เพราะฉะนั้นก็จะมีแค่ 900 ลูกนี้เท่านั้นที่จะเรียกว่าทุเรียนนนท์ แต่มีคนเป็นหมื่นเป็นแสนคนที่ต้องการมาแย่งกันซื้อ หรืออย่างส้มโอทับทิมสยามที่ปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ก่อนขึ้นทะเบียนเขาขายลูกละ 80 กว่าบาท ตอนนี้ราคาขึ้นไปที่ลูกละ 500-800 บาทแล้ว ซึ่งก็จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องสินค้าเกษตรราคาตกต่ำได้ด้วย เพราะสินค้าที่มีแหล่งผลิตเฉพาะ คุณภาพเฉพาะ มีลักษณะพิเศษ ก็สามารถสร้างความมั่นคงให้ชุมชนได้ 

แปลว่าเรายังต้องสร้างดีมานด์ให้กับฝั่งผู้บริโภคไปพร้อมกัน
แน่นอนว่าต้องทำไปด้วยกัน ซึ่งเราจะสร้างดีมานด์ฝั่งผู้บริโภคโดยการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับลักษณะพิเศษของสินค้าที่ถูกต้องซึ่งผู้บริโภคจะคาดหวัง เพราะสินค้า GI ราคาจะสูงหรือต่ำ ก็ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคว่าเขาจะรู้จักลักษณะเฉพาะนั้น ๆ หรือเปล่า ซึ่งลักษณะเฉพาะที่ผู้บริโภคมองหาอาจไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นส้มพันธุ์ที่หวานที่สุด แต่ต้องเป็นส้มที่มีรสแบบนั้น เพราะฉะนั้นผู้บริโภคจะต้องทราบว่า ส้มจาก 10 แหล่งเนี่ย แหล่งไหนมันมีคุณภาพพิเศษอย่างไร อันนี้ที่ต้องพยายามมากถามว่ากรมฯ รู้ไหมว่ามันต่างกันอย่างไร ยากนะครับ นั่งอยู่ที่นี่เราไม่มีทางรู้หรอก ฉะนั้นเราจึงสร้างกลไกการทำงานในพื้นที่ขึ้นมา ล่าสุดรัฐบาลก็มีความเข้าใจและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยเริ่มให้ตัวแทนจากจังหวัดเข้ามาช่วยดูแล เพราะว่าเขาจะรู้ว่าเขามีอะไร บางจังหวัดก็จะมีคณะทำงานประจำจังหวัดแล้ว เพื่อดูตั้งแต่เริ่มเลยว่าจะหาอะไรมาขึ้นทะเบียน GI ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันในชุมชนว่าอะไรคือลักษณะเฉพาะของพื้นถิ่นของท่าน

ซึ่งกว่าจะขึ้นทะเบียนก็ได้ต้องมีคณะกรรมการลงไปตรวจสอบก่อน 
บางจังหวัดก็จะมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาตั้งแต่ตอนที่มีคำขอขึ้นทะเบียนเลย เพื่อควบคุมให้ตรงกับข้อกำหนดมากที่สุด โดยที่กรมฯ มีหน้าที่ช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้ตั้งแต่ต้นจนจบ หลังขึ้นทะเบียนแล้ว ขั้นต่อไปที่ต้องดูก็คือดูคุณภาพให้เป็นไปตามที่ขึ้นทะเบียนไว้ จะเปรี้ยว จะหวาน กระบวนการผลิตเป็นอย่างไร จะต้องล้อกับที่จดทะเบียน ต้องมีการติดตามผลและรักษาคุณสมบัติให้ตรงตามที่จดทะเบียนไว้ตลอดเวลา รวมถึงเรื่องของการกำกับดูแลไม่ให้ใครมาละเมิดด้วย เช่น ผลไม้แบบนี้ถ้าปลูกที่นี่แล้วได้ผลแบบนี้ ถ้าขุดไปปลูกที่อื่นห้ามให้ผลแบบนี้นะ เพราะจะต้องผูกติดกับลักษณะทางธรรมชาติมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นดินที่มีลักษณะเฉพาะ ภูมิอากาศ ความชื้น หรือความชันของพื้นที่ อย่างทุเรียนภูเขาไฟ จังหวัดศรีสะเกษ ที่มีลักษณะเฉพาะ เพราะว่าดินภูเขาไฟไม่อุ้มน้ำ ความชื้นในอากาศน้อย สิ่งเหล่านี้ทำให้ต้นทุเรียนโตช้า เนื้อจึงมันละเอียดไม่เหมือนที่อื่น คือต้องแตกต่างด้วยสภาพพื้นที่และต้องอธิบายได้ 

เรามีบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่ละเมิดสินค้าที่ขึ้นทะเบียน GI อย่างไร
มีบทลงโทษครับ โดยจะมีมาตรการทางกฎหมายหรือเป็นมาตรการที่ชุมชนคิดขึ้นมาเอง เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นมาละเมิด อย่างในฝรั่งเศสที่เป็นประเทศที่มีระบบ GI เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยเฉพาะสินค้าจำพวกไวน์หรือแชมเปญ ซึ่งยิ่ง GI มีความแข็งแรง ก็จะยิ่งกำหนดความคาดหวังต่อผลิตภัณฑ์ของผู้บริโภคมากขึ้น ผู้ผลิตก็ต้องควบคุมอย่างเข้มข้น ที่ฝรั่งเศสเขาจะมีการจัดเป็นสมาคมกลุ่มผู้ผลิตชัดเจน มีการกำหนดปริมาณการผลิตในแต่ละปีเพื่อควบคุมราคาและคุณภาพ สมมติว่าเขาต้องการองุ่นมาทำไวน์ในฤดูกาลนั้นแค่ 100 กิโลกรัม ถ้าผลิตได้ 200 กิโลกรัม เขาจะตกลงกันเลยว่าอีก 100 กิโลกรัมที่เกินมาต้องเอาไปทิ้ง ฉะนั้นมันมีกระบวนการที่ชุมชนทำงานร่วมกันอยู่ เพราะ GI ไม่เหมือนกับทรัพย์สินทางปัญญาประเภทอื่นที่เป็นของบุคคลคนเดียว แต่ว่า GI เป็นสิทธิ์ของชุมชม เป็นวิถีชีวิตที่พวกเขาทำเพื่อชุมชนกลุ่มผู้ผลิตของตัวเอง 

อย่างกรณีมีการหลอกขาย GI เราก็จะพยายามส่งเสริมให้ชุมชนมีมาตรการป้องกันกันเอง ที่ประทับใจมากก็คือทุเรียน เขาบอกเลยว่าถ้าคุณจะกินทุเรียนนนท์ของแท้ คุณต้องซื้อในสวนเท่านั้น ที่ขายข้างนอกคือไม่ใช่ทั้งหมด หรือสมมติมีพื้นที่หนึ่งซึ่งมีผลไม้ประเภทนี้ดังมาก ขายแพงมาก แต่มีคนอื่นมาตั้งขายริมทาง ถูกกว่า ชุมชนเขาก็ขึ้นป้ายเลยว่า ปีนี้สวนเขาไม่ออกลูกนะ คือมันเป็นมาตรการของชุมชนที่เขาจัดการกันเอง ข้อดีคือชุมชนเขาจะเริ่มรู้สึกว่าเขาต้องหวงเอง เราจะไปหวงแทนเขาไม่ได้

ดังนั้นการรวมกลุ่มจึงจำเป็นสำหรับการขึ้นทะเบียน GI
ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการ GI จะเป็นรายย่อย เขาจะต้องรวมตัวกันเป็นสหกรณ์ เป็นกลุ่ม หรือเป็นอะไรที่ชัดเจนเพื่อช่วยกันกำกับดูแลระหว่างผู้ประกอบการกันเอง จะคุมปริมาณการผลิตจะดูกันอย่างไร จะแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์กันอย่างไร จะร่วมกันแก้ไขปัญหาให้มันเป็นสิทธิ์ของชุมชนอย่างแท้จริงอย่างไร มันจะต้องขับเคลื่อนด้วยชุมชน ชุมชนจึงต้องมีความแข็งแรงมาก เพราะใครก็ตามในชุมชนนำผลิตผลจากท้องถิ่นไปขึ้นทะเบียน ทุกคนในชุมชนย่อมมีสิทธิ์ที่จะใช้ชื่อนั้นได้ด้วย เพียงแต่ต้องผลิตให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ดังนั้นถ้าดี ก็จะดีทั้งชุมชน ถ้าจะเสีย ก็เสียทั้งชุมชน ถ้าเกิดมีคนใดคนหนึ่งทำชื่อเสียงเสียไป ผู้บริโภคก็เลิกซื้อสินค้าในชุมชนนั้นทั้งหมดได้เหมือนกัน ดังนั้นระบบการควบคุมกันเองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เขาจะสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างมั่นคงและยั่งยืน 

สินค้าประเภทไหนบ้างที่เหมาะจะขึ้นทะเบียน GI
สินค้าเกษตรครับ โดยเฉพาะที่ผลิตได้เยอะและมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมและฤดูกาล เพราะสินค้าการเกษตรส่วนใหญ่จะค่อนข้างเซนซิทีฟต่อประเด็นเหล่านี้ และเป็นปัญหามากต่อเกษตรกรไทย สินค้าอีกประเภทก็คือพวกสินค้าวัฒนธรรมจากภูมิปัญญา หรือหัตถกรรมที่ผลิตกันในครัวเรือนต่าง ๆ ซึ่งประเทศไทยเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่ GI ครอบคลุมไปที่งานหัตถกรรมด้วย แต่ว่าเราก็ต้องแน่ใจว่าสินค้าหัตถกรรมเรา เช่น ผ้าไหม จักสานต่าง ๆ มีลักษณะเฉพาะผูกติดกับภูมิศาสตร์อย่างไรด้วย เช่น ใช้วัตถุดิบในพื้นที่ หรือใช้อะไรที่ผูกติดอยู่เฉพาะในชุมชน ที่สำคัญคนทั่วไปต้องรู้หรือเห็นถึงคุณค่าของสินค้าจากแหล่งผลิตนั้น ๆ  เช่น คนรู้จักผ้าไหมยกดอกลำพูน เราก็ต้องดูว่ามีอะไรที่ผูกติดกับแหล่งกำเนิดบ้าง เช่น ใช้ผ้าไหมในพื้นที่ หรือ สีหรือกระบวนการผลิตมีความเป็นวัฒนธรรมประจำถิ่นสืบต่อกันมาอะไรอย่างนี้

จะเห็นว่าเรามีกฎหมายเรื่อง GI มาตั้งแต่ปี 2546 แต่เราเพิ่งขึ้นทะเบียนของไทยได้เพียง 107 รายการ ถามว่าทำไมมันยุ่งยาก ช่วงแรก ๆ ผมคิดว่าชุมชนเขายังไม่ทราบว่าขึ้น GI แล้วมันดีอย่างไร แต่พอเริ่มมีการขึ้นทะเบียนมาเรื่อย ๆ เราก็ได้รับความร่วมมือจากชุมชนดีขึ้นตามโดยลำดับ เพราะว่าเขาขายของได้มากขึ้น แพงขึ้น อย่างปีที่แล้วเราขึ้นได้ 19 รายการ ก็ถือว่าเยอะ แล้วก็จะมีคำขอที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอยู่เป็นหลาย ๆ สิบเลย ซึ่งหลายคำขอก็อยู่ในกระบวนการที่เราจะต้องไปทำงานกับชุมชน เพื่อชี้เฉพาะคุณสมบัติพิเศษให้ชัดเจน หรือต้องอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ได้

การช่วยเหลือของกรมทรัพย์สินทางปัญญาในการขึ้นทะเบียน GI เป็นอย่างไร
เราก็ลงพื้นที่ทุกจังหวัด เพราะต้องยอมรับว่า GI เป็นเรื่องที่เข้าใจยากว่าทำอะไร ทำไมยุ่งยาก ทำไมต้องทำ เราก็ต้องทำให้เขาเห็นประโยชน์ก่อน พยายามดึงตัวอย่างมาให้เขาเห็น แล้วก็เป็นพี่เลี้ยงทุกขั้นตอน พอได้ขึ้นทะเบียนแล้ว เราก็ช่วยเรื่องประชาสัมพันธ์และการขายด้วย เช่น เราจัดงาน GI Market ทุกปี (พบกับ GI market ครั้งล่าสุดได้ระหว่างวันที่ 24 – 30 กรกฎาคม 2562 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 9) เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนแล้วมีตลาดจำหน่าย หรือล่าสุดเราก็ทำงานร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ไปจัดพาวิลเลียนโชว์ในงาน THAIFEX มีการเชิญ Buyer (นักจัดซื้อ) มาเลือกผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกันเราก็เชิญหน่วยงานที่ดูแลเรื่องมาตรฐานของต่างประเทศในเรื่อง GI มาพูดให้ผู้ประกอบการเราฟัง นอกจากนี้ก็มีการช่วยหาหน้าร้านให้จำหน่าย ด้วยการร่วมมือกับเอกชน อย่างท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ก็จะมีสินค้า GI วางจำหน่ายด้วย ผลัดเปลี่ยนไปตามฤดูกาล 

มองอนาคตการขึ้นทะเบียน GI ของไทยไว้อย่างไร
คณะรัฐมนตรีมีมติว่าจะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของสินค้า GI ที่ปัจจุบันมีมูลค่าที่ปีละ 3,000 – 4,000 ล้านบาทอีก 10 เท่าซึ่งก็เป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากว่า GI ถูกจำกัดโดยพื้นที่ ถ้าจะเพิ่มการปลูกก็ต้องเพิ่มในพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนไว้เท่านั้น ซึ่งวิธีเดียวก็คือต้องเพิ่มจำนวนเกษตรกรหรือผู้ประกอบการในชุมชนนั้น ๆ อีกเรื่องคือต้องส่งเสริมให้คนรู้จักหรือตระหนักถึงคุณค่าของสินค้า GI เพื่อให้ขายได้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามที่จะให้ขึ้นทะเบียนให้ได้อย่างน้อย 1 GI ต่อ 1 จังหวัด ซึ่งปัจจุบันก็ทำได้ 68 จังหวัดแล้ว อย่างสินค้า GI ในกรุงเทพฯ ก็มีส้มบางมด ที่เกษตรกรก็ต้องต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงในเชิงพื้นที่เยอะมาก เพราะรอบสวนเขาขายเป็นคอนโดหมดแล้ว เราก็ซาบซึ้งมากที่เกษตรกรมีความรักในส้มบางมดและยังคงปลูกอยู่ หรือลิ้นจี่บางขุนเทียน ที่เดิมเขาขายอยู่ 200 บาท แล้วมันไม่ได้ออกลูกมา 4-5 ปี ปรากฏพอขึ้นทะเบียน ปีนั้นออกลูกพอดี เขาก็ได้กันกิโลกรัมละ 1,000 แล้วก็ขายหมดตั้งแต่ 2 อาทิตย์แรก  

ผมมองว่าการขึ้นทะเบียนแบบนี้ ชุมชนเขาได้ประโยชน์จริง ๆ ยิ่งระยะหลังที่คนเริ่มเห็นว่ามันเป็นประเด็นที่เป็นแต้มต่อด้วย แล้วก็ยังต่อยอดได้อีกมาก เช่น พัฒนาพื้นที่นั้นให้เป็นแหล่งการท่องเที่ยว ให้คนเข้าไปดูเรื่องของวัฒนธรรม ไปชมสวน ไปดูการผลิตต่าง ๆ หากมีผู้ประกอบการหรือคนในท้องถิ่นพร้อมจะร่วมโครงการด้วย ก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ต่อยอดได้ ผู้บริโภคก็ต้องช่วยกันนะครับ ถ้าราคามันแพง ขอให้ท่านทราบว่าเป็นเพราะมันมีลักษณะเฉพาะ และมีปริมาณจำกัดจริง ๆ  แต่ถ้ามีอะไรผิดพลาด ซื้อไปรับประทานแล้วไม่อร่อยเลย ท่านก็แนะนำได้ เดี๋ยวเราก็จะไปแนะนำให้ชุมชนทราบและหาวิธีการแก้ไข เพื่อช่วยเกษตรกรที่พยายามจะสืบสานสิ่งเหล่านี้ด้วยกัน

รู้จักสินค้า GI ของไทย

ติดต่อขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ได้ที่กลุ่มสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา
www.ipthailand.go.th หรือ Facebook : GI Thailand

เรื่อง : พัชรินทร์ พัฒนาบุญไพบูลย์ และ ศันสนีย์ เล้าอรุณ | ภาพ : ภีร์รา ดิษฐากรณ์


Thosapone Dansuputra Thailand’s unique advantages: GIs and the bounties of the earth

The business world today is all about finding a niche and creating a competitive advantage. However, unlike large corporations, smaller players like farmers and local craftsmen often do not have the resources to conduct research or develop innovation that is difficult to imitate. So, how can they compete in the current global world? Fortunately, as Thailand is blessed with abundant food and water as well as fertile soil, farmers can readily reap the bounties of the earth, especially local fruits that only grow in specific regions. Similarly, artisans can take advantage of the local craft passed down through generations as a source of livelihood. 

Thosapone Dansuputra, Former Director-General of the Department of Intellectual Property, sat down with us to talk about geographical indications (GI), a protection that not only gives Thailand unique and inimitable advantages but can also be further developed sustainably on Thai soil.

In public understanding, the Department of Intellectual Property’s purview revolves around intellectual properties and patents. How will these signs help entrepreneurs?
The notion of intellectual property (IP) was conceived to give an advantage to those who invent something that has never been created before, including new products or brands. IP laws shield registrants against competition and grant rights to the inventor or the originator. While the laws will certainly be beneficial for these people, it is important to strike the balance between the rights that the inventor enjoys and what the public will get in return, which may be in the form of new products or additional alternatives. At the same time, IP laws also help motivate people to invent something new. 

As there seem to be different types of protection, which one serves Thai people the best? What I think best suits Thai people’s temperament and our long history of art and culture is geographical indications (GIs). The name might not tell you much, so let me give you some examples. In Thailand, GIs have actually been around since ages ago. We all must have heard of Muang Non durians and Bangmod oranges. These names are our geographical indications. They serve to distinguish these local products from others.

In many countries, GIs have been used for over 20 years. The World Trade Organization (WTO) has prescribed that each country must put in place legal measures that protect their GIs. Essentially, the system involves the registration of products whose names readily indicate their geographical origins and whose quality or characteristics differ from those produced elsewhere. For instance, countless durian growers outside Nonthaburi claimed that their durians were Muang Non durians because there was no GI registration and no penalty imposed on them. However, those who falsely claim that their products are GI-registered are now subject to a THB 200,000 fine.

Why do you think GIs will work Thailand?
I think GIs will benefit Thailand in the long term, considering our long history of art and culture. Our system will be similar to those in Europe, where their cultural roots are tied to a number of products, such as wines and cheeses. People across the world are willing to pay more for GI products. In addition, Thailand might not be able to compete with others when it comes to other kinds of protection, such as copyrights and patents. GIs, on the other hand, protect existing reputation and historical value. In addition, once a production is registered, it will be protected forever as long as it meets the prescribed standards. No one can compete with you.

The rights granted by geographical indications are limited to the residents of each locality. How do GIs benefit communities?
GIs grant communities the right to carry on their culture and develop it to the point where it becomes valuable and benefits them in developing their quality of life. GIs also ensure that consumers enjoy authentic products from the source of origin. GIs also mean that communities are protected from competition, as the law prohibits others from producing the same product. As the supply becomes limited, the price naturally increases. A clear example is the durians of Nonthaburi. Last year, only some 900 durians were produced, so there were only these durians that could be called Muang Non durians. However, there were tens of thousands who wanted to get hold of them. Another case in point is Tubtim Siam pomelos, grown at Pak Phanang in Nakhon Si Thammarat. Over 10 years ago, before GI registration, each pomelo sold for only about THB 80, but now each goes for THB 500-800. With a clear source of origin as well as specific quality and characteristics, GI products have helped solve the problem of low agricultural product prices and increase security for communities.

Does this mean that we need to boost consumer demand at the same time?
That is something we need to do at the same time. We hope to stimulate consumer demand by communicating correct information about the special characteristics of GI products that consumers can expect. This is because the price of a GI product depends on the public understanding of these distinctive characteristics. For example, a variety of GI orange much sought after might not be the sweetest, but it might have a unique flavor. Consumers need to recognize how oranges from different sources are different from one another. This is an arduous task. There is no way that government officials sitting in their offices at the Ministry can obtain all this data. Therefore, we have implemented local mechanisms for this purpose. The government also understands the significance of this initiative and has assigned local representatives to oversee the project, as locals know their products best. In some provinces, working committees have already been appointed to list products that should apply for geographical indications. This is where each community needs to identify the distinctive characteristics of their local products.   

Before the GI application is approved, is there an inspection by a committee?
In some provinces, the committee is appointed as soon as the application is submitted to ensure that the product meets the required standards as closely as possible. Throughout the process, the applicant will be assisted by mentors provided by the Department. After the product is registered, the next step is to monitor and keep the quality and characteristics consistent with the specifications at all times. This includes, for example, how sweet or sour the product is or how it is manufactured. In addition, In addition, the committee is also responsible for protect the GI and prevent infringements. For example, if a tree that bears GI fruits is replanted elsewhere, the fruits that are produced later will not have a claim to the GI. This is because the product must be tied as closely as possible to the geographical characteristics of the area, such as the soil, weather, moisture, and slope. An example is the volcanic durian of Sisaket. Thanks to the volcanic soil that has poor water holding capacity and low air moisture, the volcanic durian tree grows at a slower rate and bears fruits whose flesh is distinctively silky. These unique characteristics are due to the geography and can be accounted for.

What are the penalty for infringements of GIs?
There are penalties imposed by legal measures and by measures designed by each community to protect their GI. France has the world’s oldest GI system, applied mostly to wine and champagne. Because of their robust GI system and high consumer expectations, producers are forced to control their products painstakingly. Therefore, producer associations have been formed to limit the annual production in order to control the price and quality. For instance, if they have specified that only 100 kilograms of grapes are required for winemaking that year but they happen to have produced 200 kilograms, the excess 100 kilograms will be thrown out. However, this requires cooperation among community members. Unlike intellectual properties where rights are granted to an individual, GIs grant rights to an entire community and create a way of life where they protect their own interests.

In terms of GI frauds, we have encouraged each community to come up with its own protection measures. A very impressive case is the Muang Non durian. The local durian growers have made it clear that the authentic Muang Non durian can only be bought in the orchards and anything sold outside is not. Also, local farmers can, for example, put up signs saying that the product sold at lower prices in roadside stalls is not their GI products because their trees are not bearing fruits this year. These are examples of protection measures that communities can take to deal with fraudsters. An advantage to this approach is that it creates a sense of protectiveness in the community; we cannot feel protective of their product for them.

Does that mean an association is required to apply for GIs?
Most producers of GI products are small producers. Therefore, they need to form a cooperative or an association for self-regulation to control their production volume, exchange knowledge, solve problems, and make GIs truly theirs. As GIs are community-driven, the community must be very strong. Once a GI is registered by a member of the community, everyone in that community is entitled to the use of that GI as well as long as their products meet the required standards. The product of any individual producer can make or break the reputation of the community. It takes only one bad producer to cause the whole community to lose all their customers. As such, self-regulation is vital to their livelihood and security.

What kind of products should be registered for GIs?
Agricultural products, especially those produced in large quantities and sensitive to environmental and seasonal factors, are prime candidates. Another type of products that should apply for GIs is cultural products and local handicrafts. Thailand is among the few countries where GIs also cover handicrafts. However, we need to make sure that our products, such as silk and wickerwork, are tied to the geographical characteristics of the area, such as through the use of certain local materials. In addition, the significance and distinctive characteristics of the GI product must be publicly recognized. For instance, with Lamphun’s Yok Dok silk, we need to identify the features of the product that are tied to that specific geographical location, such as the silk, the dye, and the traditional production method.

Although Thailand’s GI law was introduced in 2003, there are currently only 107 products in the registry. I think at first, people had no idea how GI could benefit them. However, as more products were registered, we started to gain more cooperation from communities because they could sell their products more and at higher prices. Last year, 19 more products were added to the registry, which is considered a success. There are also dozens of applications pending approval. For some of these applications, we are in the process of working with the communities to clearly define distinctive characteristics or explain them scientifically.

How is the Department of Intellectual Property facilitating GI registration?
We go to every single province. Admittedly, it is hard to make people understand what GI is, why the application process is difficult, and why it is necessary. We need to show them through examples and walk through the steps with them. Once their products are registered, we also help with publicity and sale. For instance, we organize GI Market each year to create a marketplace for GI products (This year’s GI Market will be held on July 24-30, 2019 at Central Rama IX). Recently, we worked with the Department of International Trade Promotion to host a pavilion at THAIFEX and invited buyers to view GI products. In addition, we have hosted seminar sessions for Thai entrepreneurs with guest speakers from organizations that oversee GI standards in other countries. We have also been working with private businesses, such as Tops Supermarket, to open up new distribution channels for GI products, which will be seasonally rotated.

What is the outlook of GI registration in Thailand?
The Cabinet has aimed to increase the economic value of GI products by tenfold from the current THB 3-4 billion. This presents a considerable challenge as GIs are confined by location. Since GI products can be produced only in the registered geographical origin, the only way to increase productivity is to increase the number of farmers or producers. Furthermore, additional efforts will be required to raise awareness of the value of GI products to improve sales. At the moment, we are trying to register at least one GI product per province, and we have succeeded in 68 provinces. For Bangkok, one of the GI products is the Bangmod orange. Right now, the orange farmers are facing drastic landscape changes, as the orchards along the edges of the area have been sold to condominium developers. We truly appreciate the dedication and the love that these farmers have shown to their Bangmod orange. Another GI product of Bangkok is the Bang Khun Thian lychee, which previously sold for THB 200 and experienced crop failure for 4-5 consecutive years. However, after it was added to the registry, the harvest improved, and all the lychee was sold out in the first two weeks for as high as THB 1,000 per kilogram.

I believe that GI registration truly benefits communities. It is also becoming more apparent that GIs can serve as a springboard for them as well. For example, with the cooperation of local businesses and residents, a community can be developed into a tourist destination, where visitors can experience local culture, visit orchards, and observe the production of local goods. GI products can bring opportunities for development for communities. On the other hand, as consumers, you need to help out as well. You have to recognize that a GI product is more expensive because of its distinctive qualities and limited production. Also, if you do not enjoy any GI product, you can make suggestions. We will then relay them to the community and work with them to solve the issue. This way, we can help local producers carry on their legacies.

You can apply for a geographical indication at the Geographical Indication Office, the Department of Intellectual Property.
www.ipthailand.go.th Facebook : GI Thailand

Story: Patcharin Pattanabunpaiboon and Sansanee Lao-arun I Photo: Peera Disttakorn