คำกล่าวที่ว่าดนตรีเป็นภาษาสากลไม่เคยเกินจริงเลย เพราะธรรมชาติของดนตรีสามารถเข้าถึงสภาพอารมณ์ สภาพจิตใจ และส่งผลต่อร่างกายของคนเราได้ทันทีเมื่อเราได้ยินเสียงเพลง เรารู้สึกสนุกเวลาได้ยินเพลงที่มีจังหวะครื้นเครง ในขณะที่เพลงเศร้าก็ทำให้เรารู้สึกอ่อนไหวไปกับท่วงทำนองได้อย่างลึกถึงอารมณ์  

เมื่อดนตรีเป็นสิ่งที่ทุกคนคุ้นเคย ‘ดนตรีบำบัด’ จึงสามารถช่วยเยียวยาจิตใจของผู้คนได้เช่นเดียวกัน เราชวนอาจารย์วิพุธ เคหะสุวรรณ (ฝน) หัวหน้าสาขาวิชาดนตรีบำบัด มหามหาวิทยาลัยมหิดล และอาจารย์กฤษดา หุ่นเจริญ (ปุ๊) อาจารย์ประจำสาขาวิชาดนตรีบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล และเป็นอาจารย์สอนดนตรีให้กับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ มาร่วมพูดคุยกับเราเกี่ยวกับศาสตร์แห่งเสียงดนตรี ที่นอกจากจะสร้างความสุนทรีย์แล้ว ยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับเราทุกคนได้

ได้ยินมาว่ามีคนนำดนตรีมาใช้เยียวยาจิตใจ สิ่งนี้คือดนตรีบำบัดหรือเปล่า
อ.ฝน: จริงๆ แล้วดนตรีบำบัดก็คือการใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือเพื่อบำบัด ช่วยเหลือ ส่งเสริม พัฒนาทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นในการใช้ชีวิต หรือเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดยคนที่นำดนตรีมาใช้เพื่อการนี้ ก็จะเป็นนักดนตรีบำบัดที่ผ่านการเรียนอย่างจริงจังจากหลักสูตรดนตรีบำบัดโดยเฉพาะ ซึ่งจะเป็นผู้คัดสรรเลือกว่าเราควรจะใช้ดนตรีแบบไหนเพื่อให้เข้ากับความต้องการของผู้รับบริการแต่ละคน 

กระบวนการของการทำดนตรีบำบัดเป็นอย่างไร
อ.ปุ๊: การเข้ารับดนตรีบำบัดจะเริ่มจากการประเมินก่อน เพื่อดูว่าผู้รับบริการมีจุดประสงค์อย่างไรมา เขามาแล้วอยากจะได้อะไร มีปัญหาอะไร หรืออะไรที่ผิดปกติ เช่น มีปัญหาทางด้านอารมณ์ มีปัญหาทางด้านการสื่อสาร เป็นต้น 
อ.ฝน: คำว่าประเมินต้องขอย้ำว่าไม่ใช่การวินิจฉัย เพราะฉะนั้นนักดนตรีบำบัดจะเน้นดูว่าความต้องการของผู้เข้ารับบริการคืออะไรมากกว่า ผู้เข้ารับบริการอาจจะพกใบรับรองแพทย์มาด้วยก็ได้ เพื่อที่เราจะได้รู้ว่าแพทย์วินิจฉัยอะไรมา เพราะนักดนตรีบำบัดไม่ใช่แพทย์ เราไม่ได้วินิจฉัยโรค ไม่มีสิทธิตัดสินว่าเขาเป็นอะไร เป็นโรคอะไร หรือแม้กระทั่งเป็นคนดีหรือคนไม่ดี พอนักดนตรีบำบัดประเมินความต้องการ ความสามารถ ประสบการณ์และความชอบทางดนตรีของผู้รับบริการแล้ว นักดนตรีบำบัดก็จะวางแผนการบำบัดโดยตั้งอยู่บนหลักฐานจากงานวิจัยหรือหลักฐานเชิงประจักษ์ หรือบางครั้งก็วางแผนร่วมกับสหวิชาชีพที่ทำงานร่วมกันเพื่อให้การบำบัดมีประสิทธิภาพสูงสุด ระหว่างการบำบัดก็จะมีการติดตามและประเมินผลอยู่ตลอด มีการปรับกิจกรรมให้ตรงกับความต้องการและสภาพอารมณ์ของผู้รับบริการแต่ละครั้งที่เข้ารับบริการ

ดนตรีบำบัดช่วยรักษาโรคทางกายได้ด้วยหรือไม่
อ.ฝน: ดนตรีบำบัดแตกต่างจากการรักษาโรค เพราะการรักษาโรคคือการรักษาให้หายจากโรค แต่นักดนตรีบำบัดไม่ได้มีหน้าที่วินัจฉัยโรคหรือจ่ายยา ดนตรีบำบัดจึงเป็นเพียงการบำบัดเพื่อพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่าง ๆ เท่านั้น อย่างเวลาเราฟังเพลง เราก็คงไม่ได้ฟังแล้วหายจากโรคมะเร็ง หรือฟังแล้วหายจากการเป็นสมาธิสั้น แต่ว่ามันช่วยพัฒนาทักษะต่าง ๆ หรือช่วยเป็นตัวผลักดันให้อาการต่าง ๆ ดีขึ้นมากกว่า
อ.ปุ๊: คนที่เข้ามาอาจต้องการเพียงแค่ Well-being หรือต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เช่น มีอาการเครียดแต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นซึมเศร้าก็สามารถมาบำบัดได้ คำว่า ‘บำบัด’ จึงเหมาะกับภาพวงกว้างมากกว่าที่จะเจาะแค่การรักษาโรคที่ในโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว เพราะใครก็ตามที่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดี ก็สามารถเข้ารับการบำบัดได้ ไม่จำกัดแค่เฉพาะคำว่า ‘โรค’ หรือ คำว่า ‘ป่วย’ เท่านั้น

เสียงดนตรีบำบัดใครได้บ้าง
อ.ฝน: ปัจจุบันกลุ่มที่มาใช้บริการดนตรีบำบัดในประเทศไทยจะยังค่อนข้างจำกัด เนื่องจากเรายังมีบุคลากรน้อยและไม่เพียงพอต่อความต้องการ แต่วงการดนตรีบำบัดทั่วโลกกำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งมีตั้งแต่การใช้กับกลุ่มเด็กแรกคลอด ไปจนถึงเด็กที่มีปัญหาเรื่องพัฒนาการ เด็กที่ต้องการจะพัฒนาทักษะในด้านการเรียนและสมาธิ วัยรุ่นทั้งที่มีปัญหาทางสุขภาพจิตและสุขภาพกาย ผู้ใหญ่ที่ต้องการจะฟื้นฟูร่างกาย ผู้สูงอายุ หรือแม้กระทั่งผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่กำลังจะสิ้นชีวิต พูดง่าย ๆ คือดนตรีบำบัดใช้ได้ตั้งแต่เกิดจนตลอดชีวิตเลย
อ.ปุ๊: ที่บอกว่าบำบัดได้ทุกกลุ่ม ทุกช่วงเวลาของชีวิตก็เพราะดนตรีเป็นวัฒนธรรมที่ทุกคนเข้าใจ และทุกวัฒนธรรมก็มีดนตรีเป็นของตัวเอง เราไปฟังดนตรีจีนกับดนตรีไทยก็ไม่เหมือนกัน ดนตรีภาคอีสานกับดนตรีภาคใต้ก็ไม่เหมือนกัน ถ้าเราสามารถนำความเข้าใจนี้ไปใช้ในการบำบัด โดยใช้ดนตรีเป็นสื่อกลาง ก็จะส่งผลกับแทบทุกคนที่รู้จักดนตรี 
อ.ฝน: แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ใช่ว่าดนตรีบำบัดจะเหมาะสมที่จะใช้ได้กับทุกคนและทุกโรค เพราะมันก็มีข้อจำกัดหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น เด็กที่เป็นออทิสติกบางคนจะอ่อนไหวต่อเสียงมาก เช่น ทนเสียงสูง ๆ ไม่ค่อยได้ กรณีแบบนี้ก็อาจจะไม่เหมาะกับการมารับดนตรีบำบัด

การใช้ดนตรีบำบัดกับแต่ละช่วงของชีวิตแตกต่างกันอย่างไร
อ.ฝน: อย่างที่บอกว่าดนตรีบำบัดใช้ได้ทุกช่วงของชีวิต แม้กระทั่งในวาระสุดท้ายซึ่งบางครั้งคนทั่วไปก็อาจจะไม่รู้ว่าควรนำดนตรีมาใช้ในกรณีนี้อย่างไร ดังนั้นในวาระสุดท้ายของผู้ป่วย นักดนตรีบำบัดจะมีหน้าที่คอยแนะนำหรือเป็นคนที่ช่วยคัดเลือกดนตรีให้ และอาจจะเป็นคนที่ร้องเพลงให้ด้วยก็ได้ ถ้าหากคนในครอบครัวร้องเพลงไม่ได้หรือไม่มั่นใจในการเล่นดนตรี แต่จริง ๆ แล้วเสียงที่ดีที่สุดก็คือเสียงจากคนในครอบครัว ถ้าเกิดครอบครัวได้ร้องเพลงให้จริง ๆ เราก็เชื่อว่ายังไงผู้ป่วยก็จะรู้สึกดีที่สุด 
อ.ปุ๊: ส่วนใหญ่เราจะใช้คำว่า ‘ตายดี’ ซึ่งการจะนำดนตรีบำบัดเข้าไปช่วยนั้น ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน การรับรู้สุดท้ายของคนเราก็คือ การฟัง แม้ว่าตาอาจจะปิดไปก่อนแล้ว เราก็ยังได้ยินเสียงอยู่ ดังนั้นดนตรีจึงมีส่วนช่วยได้ทั้งในส่วนของตัวผู้ป่วยระยะสุดท้ายหรือผู้ป่วยทุพพลภาพเองรวมถึงครอบครัวของผู้ป่วยด้วย 
อ.ฝน: บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยอยู่ในอาการโคม่าและไม่รู้สึกตัวแล้ว ครอบครัวก็รู้สึกว่าไม่รู้จะช่วยยังไง และอาจจะตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘ฉันทำอะไรไม่ได้แล้วเหรอ’ ซึ่งนักดนตรีบำบัดก็จะแนะนำได้ว่า ให้ลองเลือกเพลงที่ผู้ป่วยชอบ ซึ่งธรรมชาติของดนตรีมันสามารถเข้าไปในความรู้สึกของคนได้ แม้ผู้ป่วยจะรับรู้หรือไม่รับรู้ก็ตาม 
อ.ปุ๊: ขออนุญาตยกตัวอย่างเรื่องคุณพ่อของผม ตอนนั้นผมยังไม่รู้จักดนตรีบำบัด แต่ได้นำดนตรีมาใช้กับคุณพ่อตอนที่อยู่ในโรงพยาบาล เนื่องจากคุณพ่อเป็นมะเร็ง และในวาระสุดท้ายของท่าน คุณหมอก็แจ้งว่าคุณพ่อน่าจะเหลือเวลาอยู่ไม่เกิน 1 วัน เราก็เลยตัดสินใจรวมญาติ ๆ ให้มาพบกับคุณพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งครั้งนั้นทางฝ่ายญาติก็แนะนำให้เปิดเสียงธรรมะ เปิดบทสวดชินบัญชรให้คุณพ่อฟัง ซึ่งเราก็เข้าใจว่าเขาหวังดี แต่ผมเห็นว่าความสุขของคุณพ่อไม่ได้มาจากการฟังธรรมะและเห็นว่าหายใจแรงถี่ สีหน้าเครียด สมัยก่อนคุณพ่อเป็นดีเจเปิดเพลงลูกทุ่ง ตั้งแต่เด็กจนโตเราแทบไม่ค่อยเห็นท่านฟังธรรมะเลย เราเลยตัดสินใจกันว่าเดี๋ยวเรามาร้องเพลงกันดีกว่า น้องสาวผมที่เป็นอาจารย์สอนร้องเพลงก็ร้องเพลงลูกทุ่งสมัยที่คุณพ่อชอบ คุณพ่อมีสีหน้าผ่อนคลายขึ้น หายใจเบาและช้าลง รวมถึงบรรยากาศในห้องดูผ่อนคลายมากขึ้น ญาติ ๆ จากที่ยืนร้องไห้ก็สงบลง ซึ่งก็จำได้เลยว่าพอร้องเพลงสุดท้ายเสร็จสักพักหนึ่ง คุณพ่อก็จากไปอย่างสงบ

ดนตรีแบบไหนถึงจะเรียกว่า ‘ดนตรีบำบัด’
อ.ปุ๊: หัวใจสำคัญของดนตรีบำบัดอาจจะไม่ใช่ ‘เราจะใช้ดนตรีอะไร’ แต่เป็น ‘เราจะใช้ดนตรีอย่างไร’ มากกว่า นักดนตรีบำบัดจะเรียนเรื่องกระบวนการเยอะมาก ว่าเราควรใช้ดนตรีในการบำบัดแต่ละขั้นตอนอย่างไรเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่เหมาะสมกับผู้เข้ารับบริการมากที่สุด ดนตรีบำบัดไม่จำเป็นต้องเป็นเพลงบรรเลงหรือเพลงคลาสสิกเท่านั้น ดนตรีอย่างเฮฟวี่เมทัลหรือแม้แต่เพลงแร็ปก็นำมาใช้ได้เหมือนกัน ยกตัวอย่างว่าถ้าเราใช้เพลงแร็ป ก็จะใช้เป็นการแต่งเนื้อเพลงเพื่อระบายความอัดอั้นออกมา พอเขาได้ระบาย ก็จะรู้สึกดีขึ้น ผ่อนคลายมากขึ้น และยังมีคนยอมรับอีกด้วย 
อ.ฝน: หลักสำคัญของดนตรีบำบัดคือการใช้ดนตรีที่ผู้รับบริการชื่นชอบหรือคุ้นเคย แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูเป้าหมายของการบำบัดด้วยว่าจุดประสงค์เป็นอย่างไร เช่น ถ้าเขากำลังโกรธมาก ๆ และเขาชอบดนตรีประเภทเฮฟวี่เมทัล ก็อาจจะนำไปใช้ได้เพื่อเป็นการให้ผู้รับบริการได้ปลดปล่อยหรือระบายอารมณ์โกรธนั้น ๆ ออกมา แล้วหลังจากนั้นนักดนตรีบำบัดก็จะปรับดนตรีให้ค่อย ๆ เบาลง เพื่อให้เขาสงบ เพราะว่าธรรมชาติของคนเรา ถ้ากำลังโกรธอยู่ แล้วเราบังคับให้เขาฟังเพลงเบา ๆ หรือเพลงเพื่อผ่อนคลาย บางทีเขาจะรู้สึกเหมือนเราไม่เข้าใจเขาก็เป็นได้ 
อ.ปุ๊: ดังนั้นนักดนตรีบำบัดจึงมีหน้าที่ที่จะต้องเข้าใจกระบวนทั้งหมดในการบำบัด แต่การจะเลือกหยิบอะไรมาใช้ ก็ขึ้นอยู่กับผู้รับบริการคนนั้น ๆ เพราะฉะนั้นนักดนตรีบำบัดจะต้องร้องและเล่นดนตรีได้หลากหลายมาก เพราะบางทีไปโรงพยาบาล แล้วเจอคุณป้าขอเพลงพุ่มพวงหรือสุนทราภรณ์ ก็ต้องพยายามร้องให้ได้ หรือถ้าร้องไม่ได้ก็ต้องพยายามกลับมาฝึก เพราะเพลงแต่ละประเภทก็จะมีความยากความง่ายไม่เหมือนกัน

ถ้าคนที่ชอบฟังเพลงเองเพื่อการผ่อนคลาย นับเป็นดนตรีบำบัดไหม
อ.ฝน: ถ้าถามว่าการที่คนเราฟังเพลงด้วยตัวเองถือว่าเป็นดนตรีบำบัดหรือเปล่า อันนี้ต้องบอกว่า ถ้าในหลักการของดนตรีบำบัดเราถือว่าไม่ใช่ เพราะว่าการจะเรียกได้ว่าเป็นดนตรีบำบัดนั้น ต้องมีองค์ประกอบคือผู้เข้ารับการบำบัด นักดนตรีบำบัด และเสียงดนตรี อันเป็นเครื่องมือในการบำบัด เพราะฉะนั้นมันจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘สัมพันธภาพทางการบำบัด’ เป็นความสัมพันธ์เฉพาะ ซึ่งเป็นเรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจ การตั้งเป้าหมายร่วมกัน และการบรรลุจุดหมายที่เราตั้งไว้ทั้งคู่ให้ได้ ดังนั้นการเปิดเพลงฟังเองอาจจะไม่ได้เรียกว่า ‘ดนตรีบำบัด’ แต่เป็นการฟังเพลงเพื่อผ่อนคลาย หรือ ดนตรีเพื่อการดูแลตัวเอง (Self-care) มากกว่า
อ.ปุ๊: ผมยกตัวอย่างนะครับ บางทีถ้าเราอกหักแล้วยิ่งฟังเพลงเศร้า เพราะคิดว่าเป็นการบำบัดตัวเอง มันอาจจะทำให้เรายิ่งจมดิ่งไปกับความเศร้ามากกว่าเดิม หลาย ๆ คนอาจจะมีประสบการณ์ฟังเพลงเศร้าเพลงเดิมวนอยู่เพลงเดียวทั้งวัน ฟังไปนั่งร้องไห้ไป แต่ก็ยังนั่งฟังอยู่นั่นแหละ คิดว่ายิ่งเจ็บยิ่งดี ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่เราต้องการให้มีคนมารับฟัง มาเข้าใจเรา เพลงเศร้าจึงดูเหมือน เล่าเรื่องของเรา อธิบายเรื่องของเราได้ แต่บางครั้งก็ต้องถามตัวเองด้วยว่า เพลงที่เราฟังมันพาเราไปที่ไหน เรากำลังวนอยู่ที่เดิมหรือเปล่า อาจไม่ใช่ว่าเพลงเศร้านั้นไม่ดี ไม่ควรฟัง เพราะเพลงแต่ละเพลงส่งผลต่อความรู้สึกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับคนที่ฟังด้วยเช่นกัน 

แล้วสำหรับคนที่อยากดูแลตัวเองเบื้องต้นด้วยเสียงดนตรี ต้องทำอย่างไร
อ.ฝน: ก่อนจะนำดนตรีมาใช้เพื่อการดูแลตัวเองนั้น เราต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าตอนนี้เรามีความรู้สึกยังไง มีอารมณ์อะไรอยู่ แล้วเราชอบฟังเพลงอะไร อย่างที่เน้นบ่อย ๆ เลย คือฟังเพลงที่เราชอบนี่ล่ะดีที่สุด แต่ว่าอาจจะต้องมาสำรวจตัวเองเพิ่มเติมอีกหน่อยว่า เพลงที่เราชอบ พอเราฟังแล้วมันทำให้เรารู้สึกแบบไหน รู้สึกแย่ลงหรือเปล่า ซึ่งถ้าทำให้เราแย่ลง ก็ต้องแนะนำว่าพยายามเลี่ยงไปเลยดีกว่า 
อ.ปุ๊: สิ่งหนึ่งที่เราแนะนำบ่อย ๆ เวลาไปพูดเรื่องการดูแลตัวเองโดยใช้ดนตรี ก็คือเรื่องการเซ็ตเพลย์ลิสต์ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ในแอพพลิเคชันสำหรับฟังเพลงต่าง ๆ สามารถบันทึกรายการเพลงที่เราชอบไว้ได้หมดเลย ดังนั้น 1.)ลองเลือกเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกสดชื่นมาสัก 3 - 5 เพลง และ 2.)ลองเลือกเพลงที่ฟังแล้วมีความหมายดี ๆ สัก 3 - 5 เพลง เป็นเพลงที่ฟังแล้วคิดถึงความหลังดี ๆ ประสบการณ์ดี ๆ ความสัมพันธ์ ครอบครัว เพื่อน ซึ่งทำไว้ได้เลยตั้งแต่ตอนนี้ตอนที่อารมณ์เราเป็นปกติ เพราะถ้าให้เลือกตอนนี้ กับเลือกตอนที่เรามีความเครียด ความกดดันจากโจทย์ชีวิต ปัญหา สถานการณ์ต่าง ๆ จะได้ผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนกัน เลือกได้แล้วก็ให้เซ็ตรอไว้ วันไหนที่เรามีปัญหาหรือมีความเครียด เรากลับมาฟังเพลย์ลิสต์พวกนี้ จะช่วยให้เราไม่ต้องเสียเวลาในการหาเพลง แล้วก็ปลอดภัยด้วย การเซ็ตเพลย์ลิสต์ไว้แบบนี้ก็เป็นการดูแลตัวเองแบบหนึ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยใช้แค่โทรศัพท์มือถือของตัวเอง ไม่ยากและสะดวกอีกด้วย
อ.ฝน: แต่อย่างคนทั่วไปที่สุขภาพจิตจะค่อนข้างแข็งแรงอยู่แล้ว อาจจะแค่เครียดหรือกังวลนิดหน่อย แต่ยังสามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ ก็สามารถเลือกใช้ดนตรีได้อย่างค่อนข้างปลอดภัย ดังนั้นอยากใช้ดนตรีแบบไหนก็ใช้ได้เลย แค่เลือกอะไรที่มันเหมาะกับตัวเองก็พอ แต่สำหรับบางคนที่ค่อนข้างเซนซิทีฟหรือเริ่มเปราะบางแล้ว อาจจะต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพราะความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ และสิ่งที่อยากเน้นเลยก็คือ ถ้าใครที่รู้สึกไม่โอเคจริง ๆ พยายามอย่าฝืนหรืออยู่แต่กับตัวเองอย่างเดียว ถ้ามันรู้สึกหนักมาก ๆ ให้พยายามหาที่ระบาย อาจจะหาคนคุยด้วยก่อนก็ได้ หรือโทรสายด่วนกรมสุขภาพจิต 1323 อะไรแบบนี้

ค้นหา Tone for Us เสียงของเรา
อ.ปุ๊: เพลงที่จะส่งผลต่อเรามากที่สุดก็คือเพลงที่ฮิตในช่วงที่เราวัยรุ่น ซึ่งสาเหตุก็เกี่ยวเนื่องจากเรื่องชีววิทยาด้วย เพราะฮอร์โมนของมนุษย์จะพลุ่งพล่านมากที่สุดในช่วงวัยรุ่นตามพัฒนาการทางร่างกาย ซึ่งฮอร์โมนเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับอารมณ์ นอกจากนั้นวัยรุ่นยังเป็นช่วงวัยเรียนที่มีเรื่องราวและความสัมพันธ์มากมายที่มีความหมายพิเศษ มันมีทั้งภาพจำและความทรงจำ พอได้กลับมาฟังเพลงเดิม ๆ อีกครั้ง ภาพเดิม ๆ ความรู้สึกเดิม ๆ ความทรงจำเดิม ๆ มันก็จะกลับมา เช่น ถ้าในยุคนี้เราใช้เพลงฮิปฮอปเพื่อบำบัดวัยรุ่นที่ชื่นชอบเพลงแนวนี้อยู่แล้ว ก็ค่อนข้างเหมาะ เพราะเป็น ‘เสียงของเขา’ ซึ่งจะได้ผลดีกว่าเราไปบังคับให้เขาไปฟังเพลงคลาสสิกหรือเพลงที่เขาไม่ชอบ เพราะอาจจะไม่ใช่เสียงของเขาแล้วในยุคนี้ ซึ่งอาจส่งผลทำให้กลายเป็นต่อต้านไปเลยก็ได้
อ.ฝน: ดังนั้นหลักการในการเลือกเพลงในการบำบัดทั่ว ๆ ไป ก็จะเลือกใช้เพลงที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นของผู้เข้ารับบำบัด เพราะมันจะมีความหมาย แล้วพอเราได้ยินเพลงพวกนี้มันจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากจากการฟังเพลงที่ไม่ใช่ ‘เสียงของเรา’

คนที่สนใจเรียนเกี่ยวกับดนตรีบำบัดอย่างจริงจัง ต้องเตรียมตัวอย่างไร
อ.ฝน: จริง ๆ จะเรียนจบจากสาขาไหน มีความรู้วิชาอะไรมาก็ได้หมดเลย แต่สิ่งสำคัญที่เราเน้นคือต้องมีทักษะทางดนตรี และต้องมีใจรักอยากที่จะช่วยเหลือคนจริง ๆ  ซึ่งก่อนจะมาเรียน อันดับแรกเลยคือต้องเตรียมใจให้พร้อมก่อน ต้องมีความอดทน มีความทุ่มเท และมีความคิดสร้างสรรค์ ส่วนทักษะทางด้านดนตรี เราก็จะทดสอบเป็นพวกร้องเพลง แล้วก็เล่นประกอบด้วยเปียโนหรือกีตาร์ หรือว่ามีเครื่องเอกของตัวเองมาก็ได้ คนที่มาเรียนเพื่อมาเป็นนักดนตรีบำบัดจำเป็นต้องเล่นดนตรีเป็น ซึ่งบังคับหลัก ๆ 3 อย่าง คือ เปียโน กีตาร์ และร้องเพลง เนื่องจากเป็น 3 ทักษะที่เข้าถึงคนได้ง่าย อย่างการร้องเป็นสิ่งที่สื่อความหมายต่าง ๆ ได้ง่ายจากการใส่เนื้อร้อง เปียโนเป็นเครื่องดนตรีที่ยืดหยุ่นเพราะมีทั้งเสียงสูงและเสียงต่ำ สร้างเสียงได้หลากหลาย ส่วนกีตาร์ก็เป็นเครื่องดนตรีที่เคลื่อนย้ายสะดวกและส่วนมากเพลงป๊อปก็จะเหมาะกับกีตาร์อยู่แล้ว อีกเครื่องหนึ่งที่ใช้ได้ก็คือพวกเครื่องเคาะหรือกลองต่าง ๆ เพราะไม่ต้องใช้ทักษะดนตรีมาก แค่ตีก็สามารถสร้างเสียงได้ ขณะที่เพลงที่เลือกใช้ก็จะขึ้นอยู่กับความชอบของผู้รับบริการและเป้าหมายของการบำบัดแต่ละรายไป
อ.ปุ๊: ถ้าถามว่ามาฝึกดนตรีทีหลังได้ไหม คำตอบคือฝึกได้ แต่ถ้าเข้ามาเรียนแล้ว มันจะมีเรื่องอื่นที่ต้องเรียนอีกเยอะมาก ส่วนใหญ่ที่เข้ามาเรียนในนี้ สิ่งที่ต้องเรียนก็จะมีทั้งทฤษฎีและหลักการต่าง ๆ ไม่รวมกระบวนการด้านการบำบัดอีก ดังนั้นเวลาที่จะมาฝึกดนตรีเพิ่มจะมีไม่มาก เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ก็ควรเรียนให้เป็นมาก่อน
อ.ฝน: ยิ่งในหลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาดนตรีบำบัด ที่เราเปิดสอนนั้น นอกจากจะเรียนเรื่องดนตรีแล้ว ยังต้องเรียนเรื่องพัฒนาการมนุษย์ เรียนเรื่องจิตวิทยา เรียนการให้คำปรึกษา เรียนหลักการของดนตรีบำบัดอีกหลาย ๆ ตัว และยังต้องฝึกงานอีก ซึ่งถือว่าเนื้อหาค่อนข้างเยอะทีเดียวสำหรับการเรียนระดับปริญญาโทที่ใช้เวลาแค่ 2 ปี 

คำแนะนำจากนักดนตรีบำบัดสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในโลกใบใหม่แห่งการเปรียบเทียบและแข่งขัน
อ.ฝน: โลกทุกวันนี้ทำให้ทุกอย่างไวขึ้น ซึ่งมันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย หนึ่งคือมันทำให้เรามองเห็นแต่ด้านดีของคนอื่น จนเรามองไม่เห็นด้านดีของตัวเอง ซึ่งดนตรีมันมีส่วนช่วยในการถ่ายทอดความรู้สึกได้ ถ้าเราเริ่มคิดว่าตัวเราเองเริ่มมีปัญหา ก็อาจจะลองหาดนตรีที่มันเข้ากับเราได้มาใช้เป็นตัวช่วยถ่ายทอดอารมณ์ของเรา เพราะอย่างน้อยถ้ามีอะไรที่เข้าใจเรา มันก็จะช่วยได้ในระดับหนึ่ง และย่อมดีกว่าการที่ไม่มีใครที่เข้าใจเราเลย เพราะคนเราไม่ได้คุยกับทุกคนได้ทุกเรื่อง
อ.ปุ๊: โลกทุกวันนี้เปลี่ยนไป คนเปรียบเทียบกันได้ง่ายขึ้นจากโซเชียลมีเดียต่าง ๆ แต่เมื่อโลกเปิดกว้างขึ้น กลับกลายเป็นว่ามันทำให้เราแยกตัวออกมามากกว่าเดิม สิ่งต่าง ๆ ทำให้ดูเหมือนกับว่าเราสามารถคุยกับใครเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ 2,000 คนที่เป็นเพื่อนกับเราบนเฟซบุ๊กไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่า เรามีเพื่อน 2,000 คนจริง ๆ เพราะในชีวิตจริงเราอาจจะไม่มีใครเลยก็ได้ คนเริ่มถามกันมากขึ้นว่า ‘ทำไมฉันไม่มีความสุข’ แต่จริง ๆ แล้วเราควรต้องตั้งคำถามก่อนว่าความสุขของเราจริง ๆ คืออะไร เพราะพอเราเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นได้ง่าย มันก็ไม่แปลกที่จะรู้สึกไม่มีความสุข แต่คำว่าไม่มีความสุขกับคำว่าโรคมันไม่เหมือนกัน เรารู้สึกเศร้า รู้สึกแย่ เพราะเราอาจจะเปรียบเทียบไม่ถูกจุด เราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ในขณะที่เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเขาไม่มีความสุขตอนไหนบ้าง ดังนั้นหัวใจสำคัญในการใช้ชีวิตในปัจจุบันน่าจะเริ่มตั้งแต่ครอบครัว ครอบครัวควรกลับมาใช้เวลาคุณภาพด้วยกันมากขึ้น เวลาคุณภาพคือเวลาที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน อาจจะเล่นดนตรีด้วยกัน ไปคอนเสิร์ตด้วยกัน หรือฟังเพลงร้องเพลงด้วยกันที่บ้านก็ได้ พอทุกคนได้รับความสุขอย่างเพียงพอจากครอบครัว มันก็จะตัดเรื่องการเปรียบเทียบออกไปได้ ยิ่งสำหรับเด็กและวัยรุ่น ครอบครัวมีความสำคัญมาก ถ้าครอบครัวไม่มีความหมาย ก็แทบไม่มีอะไรที่มีความหมายสำหรับพวกเขาเท่ากับครอบครัวอีกแล้ว

Creative Ingredient

นักดนตรีบำบัดชอบฟังเพลงอะไร
อ.ฝน: ฟังเพลงป๊อปทั่วไป ถ้าเดี๋ยวนี้ก็จะฟังใน Joox พวกเพลงฮิตติดชาร์ตต่าง ๆ แต่มีบางช่วงถ้านอนไม่หลับหรือตื่นกลางดึก ก็จะฟังเพลงของ เอ็ดเวิร์ด กริก(Edvard Grieg – คีตกวีและนักเปียโนชาวนอร์เวย์) บ้าง เพราะฟังแล้วรู้สึกสบาย รู้สึกเย็น ๆ ทำให้นอนหลับทุกครั้งที่ฟัง 
อ.ปุ๊: ก็ตามหลักการ Tone for Us เลยครับ ผมมักจะชอบกลับมาฟังเพลงยุค 90s หรือ 80s บ้าง บางทีก็ฟังพี่เบิร์ด หรือฟังลูกทุ่งก็มี เพราะเราโตมากับเพลงที่คุณพ่อเปิด แต่ก็ชอบฟังเพลงยุคนี้ด้วยเหมือนกัน แนวฮิปฮอปอย่างฟักกลิ้งฮีโร่ก็ชอบ หรือเดอะทอยส์แบบนี้ก็ฟัง 
นักดนตรีบำบัดมีดนตรีเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของชีวิต
อ.ฝน: ถ้าสมัยก่อนที่ต้องซ้อมดนตรีทั้งวัน ฟังเพลงทั้งวัน ก็ถือว่าเยอะมาก เพราะตื่นมาก็จะเริ่มฟังเพลงแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ก็ยังมีบ้าง คิดว่าน่าจะเป็น 70% ของชีวิต เพราะต้องทำงานบำบัดด้วย จะเว้นการฟังเพลงก็แค่ตอนหลับกับตอนทำงานที่ต้องการสมาธิจริง ๆ 
อ.ปุ๊: ก็คิดว่าประมาณ 70% ของชีวิต แต่ว่าอาจจะไม่ใช่ทุกวัน บางทีอาจจะต้องขอหยุดบ้าง ขอเสียงเงียบๆ หรือ ไม่มีเสียงบ้าง ซึ่งจริง ๆ แล้ว เสียงเงียบก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งของดนตรีเหมือนกัน

เรื่อง : ณัฐชา ตะวันนาโชติ | ภาพ : ภีร์รา ดิษฐากรณ์