ทุกวันนี้ ‘ร่มกระดาษสา ผ้าม่อฮ่อม พวงกุญแจชาวเขา เครื่องปั้นชามตราไก่’ อาจบ่งบอกถึงอัตลักษณ์ของ ‘งานหัตถกรรมภาคเหนือ’ ได้เพียงส่วนเดียว แต่ส่วนที่เหลือซึ่งกำลังโลดแล่นและเป็นที่สนใจอยู่ในตลาดสินค้างานคราฟต์ของวันนี้ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้นอีกต่อไป คุณเขียว มรกต ธศธำรง นายกสมาคมผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าหัตถกรรมภาคเหนือ (NOHMEX) ได้ฉายภาพสถานการณ์ของตลาดงานฝีมือภาคเหนือตอนบน ที่ยืนอยู่ได้อย่างยั่งยืน พร้อมก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงด้วยกลยุทธ์แบบที่เรียกว่า “รวมกันเราอยู่ รู้จักปรับตัวเรารอด”

“การที่เชียงใหม่เป็นจังหวัดหนึ่งเดียวของไทยที่ได้รับพิจารณาประกาศเป็น 1 ใน 64 เมือง เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเข้าร่วมเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ในสาขาหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้านขององค์กร UNESCO หรือ Creative City of Crafts & Folk Art ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าภาคเหนือของไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สั่งสมมานานกว่า 720 ปี เพราะฉะนั้นคนที่ทำงานหัตถกรรมหรือหัตถศิลป์ที่มาจากรากเหง้าที่สืบทอดมา ยิ่งต้องพยายามรักษาคุณค่าตรงนี้ไว้ แต่ขณะเดียวกันก็จะต้องหาโอกาสให้เขามีที่ยืนและอยู่รอดได้ มีการปรับตัวเพื่อให้สองคล้องกับบริบทของสังคมในปัจจุบัน” นี่คือสิ่งที่คุณเขียวสรุปให้ฟังสั้น ๆ เกี่ยวกับบทบาทของสมาคมและทิศทางที่กำลังจะเดินไป

ทำไมต้องเกิดการรวมตัวกันจัดตั้งเป็น NOHMEX
สมาคมผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าหัตถกรรมภาคเหนือ หรือ NOHMEX เป็นสมาคมที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2534 หรือเกือบ 30 ปีมาแล้ว ประกอบไปด้วยกลุ่มผู้ผลิตสินค้าหัตถกรรมของภาคเหนือ 13 แห่ง เพื่อจัดการแก้ไขปัญหาด้านอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าในด้านหัตถกรรมทางภาคเหนือของประเทศไทย อธิบายง่ายๆ ก็คือการรวมกลุ่มเพื่อสร้างพลังในการต่อรองและสร้างข้อได้เปรียบในด้านการตลาด ที่มองความต้องการของสมาชิกเป็นหลัก

จากการรวมกลุ่มกันเล็ก ๆ ในช่วงแรก ก็เติบโตขึ้นเรื่อยมา จนกระทั่งปี 2537 กลุ่มผู้ผลิตก็ได้จดทะเบียนอย่างเป็นทางการในรูปแบบของ ‘สมาคมผู้ผลิตและผู้ส่งออกหัตถกรรมขนาดเล็กและขนาดกลางของภาคเหนือ’ รวมไปถึงบริษัทอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องในด้านการบริการที่มารวมตัวกันในการที่จะส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมสินค้าหัตถกรรม และช่วยวิเคราะห์วิจัยด้านการตลาดของผลิตภัณฑ์อีกด้วย ปัจจุบันจำนวนสมาชิกในองค์กรมีมากถึง 250 สมาชิก (และยังคงเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ) สมาคมของเราเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ประสานงานด้านกิจกรรมจากกลุ่มองค์กรมากมายทั้งจากภาครัฐ และภาคเอกชน

ปัญหาด้านอุตสาหกรรมการผลิตของกลุ่มหัตถกรรมภาคเหนือในเวลานั้นคืออะไร
สมัยแรก ๆ เรามีผู้ประกอบการเริ่มต้นเพียง 13 ราย การที่เรารวมตัวกันก็ด้วยเหตุผลว่าการค้าในตอนนั้นเป็นลักษณะทัวร์รถบัส คือนักท่องเที่ยวที่จะมาซื้อหาของฝากของที่ระลึกที่เป็นงานหัตถกรรมก็จะมากับทัวร์รสบัสคันใหญ่ ๆ ซึ่งดูเหมือนว่าจะดี แต่จริง ๆ แล้วมีปัญหาหลายด้าน ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายของมัคคุเทศก์ หรือการปรับราคาเองของแต่ละร้าน ที่กลายเป็นการแข่งขันกันเองในวิธีการที่ไม่ถูกต้อง 

การรวมตัวกันจึงกลายเป็นทางออกในการสร้างกติการ่วมกัน อีกทั้งเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบการในพื้นที่ ที่สำคัญช่วงนั้นเริ่มจะมีการจัดงานที่เรียกว่า ‘เทรดแฟร์’ ที่กรุงเทพฯ ขึ้นบ้างแล้ว ทางเราที่เป็นผู้ประกอบการภาคเหนือตอนบนถือว่าเป็นกลุ่มที่อยู่ไกล จึงต้องมีการรวมกลุ่มกัน เพราะในขณะนั้นยังไม่มีหน่วยงานไหนที่ให้การสนับสนุนในการเรื่องการเดินทางมาออกร้าน พวกเราจึงต้องเดินทางมาเอง ดังนั้นประโยชน์ของการจัดตั้งเป็นสมาคมก็คือเราจะมีหน้าที่เป็น ‘ตัวกลาง’ ในการทำงานกับภาครัฐ และการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เมื่อไปสมัครออกร้าน เราก็มีกำลังในการต่อรองค่าเช่าพื้นที่ต่าง ๆ ที่พิเศษมากขึ้นด้วย

นอกจากอำนาจในการต่อรองที่มากขึ้นในฐานะที่เป็นกลุ่มก้อนแล้ว การรวมตัวเป็น NOHMEX ยังมีผลดีต่อสมาชิกอย่างไรอีกบ้าง 
การรวมกลุ่มกันไม่ได้ช่วยให้เราแค่แข็งแกร่งขึ้น แต่ยังทำให้เกิดความร่วมมือและเกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ต่าง ๆ ระหว่างสมาชิก การทำงานในฐานะสมาคมช่วยให้เรามีพลังมากขึ้นในการร่วมงานกับภาครัฐเพื่อแสดงเจตนารมณ์อย่างที่ต้องการได้มากขึ้น และชี้ให้เห็นว่าภาคเอกชนมีความต้องการอย่างไร เพื่อให้ภาครัฐเองสามารถรับรู้ เข้าใจ และมีการตอบสนองนโยบายอย่างรวดเร็วมากขึ้น ที่สำคัญที่สุดการรวมกลุ่มกันในฐานะสมาคม ยังทำให้สมาชิกดำเนินธุรกิจอย่างเกื้อกูลกัน ไม่เกิดการแก่งแย่งกัน ซึ่งเป็นเสมือนการทำลายภาคธุรกิจด้วยกันเอง

ทางสมาคมจะรูปแบบการคัดสรรการจัดกิจกรรมต่างๆ ให้เหมาะกับความต้องการของสมาชิกอย่างไร
แน่นอนว่าสมาชิกของเราเองมีหลายประเภท ดังนั้นจึงมีหลากหลายความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการที่ทางสมาคมจะจัดงานหรือกิจกรรมขึ้นบางอย่าง ก็จะมีความหลากหลายตามความเหมาะสมไปด้วย บางกิจกรรม สมาคมเป็นผู้ดำเนินการเอง เช่น การเตรียมความพร้อมและการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการก่อนการออกงานแสดงสินค้านานาชาติ เพราะกิจกรรมประเภทนี้ เรามีกรรมการของสมาคมที่มีความรู้และประสบการณ์มาให้คำแนะนำและแชร์ประสบการณ์ได้ดีกว่า ซึ่งก็เป็นกิจกรรมที่สมาชิกให้การตอบรับอย่างดี หรือโครงการกิจกรรมการค้าการตลาดของภาครัฐที่มีการจับคู่ธุรกิจในระดับนานาชาติที่ญี่ปุ่น เราก็เข้าไปดูแลจัดการได้โดยตรง แม้กระทั่งเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ หรือ Chiang Mai Design Week ทางสมาคมก็มีการผลักดันให้สมาชิกเข้าร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความโดดเด่นมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ของตลาดที่แตกต่างกันแต่ละกลุ่มเช่นกัน  

ในฐานะที่เป็นสมาคมซึ่งดำเนินการมาเกือบ 3 ทศวรรษ เราพบความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างในอุตสาหกรรมหัตถกรรม
ที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อก่อนการทำตลาดและธุรกิจจะมีช่องทางไม่มากนัก ทางสมาคมเองก็จะเน้นไปที่การออกงานอินเทอร์เนชันแนลเทรดแฟร์หรือการออกร้านต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็ถือว่าเคยเป็นยุคที่รุ่งเรืองมาก แต่มาในยุคนี้ที่มีโซเชียลมีเดีย มีคอนเทนต์ต่าง ๆ มากมายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ผู้ประกอบการเลือกใช้ ก็ทำให้รูปแบบการทำธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปมาก การออกงานแสดงสินค้าในรูปแบบเดิมอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เราสมาชิกรวมถึงนักธุรกิจแทบทุกคนก็ต้องเกิดการปรับตัว เพื่อทำให้ลูกค้าหรือคู่ค้าสามารถเข้าถึงเราได้โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการเพิ่มช่องทาง แต่หากเปรียบเทียบกันแล้ว ก็ใช่ว่าการออกงานเทรดแฟร์จะไม่มีประโยชน์เลย เพราะถึงอย่างไรสินค้าหัตถกรรมก็ต้องเป็นสินค้าที่ดูด้วยตาและต้องการการสัมผัสด้วยมือ ที่สำคัญคือผู้บริโภคต้องรับรู้ถึงเรื่องราวของสินค้าเพื่อให้เกิดความตระหนักถึงคุณค่าของชิ้นงานแต่ละชิ้น

เข้าใจว่าทางสมาคมยังช่วยไปถึงเรื่องของการมองหาช่องทางการขายใหม่ๆ และการประชาสัมพันธ์ให้กับสมาชิกด้วย
เราไม่เพียงต้องการทำให้งานคราฟต์เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคมทุกวันนี้ แต่ยังต้องการยกระดับงานหัตถกรรมให้อยู่ได้ในบริบทที่เป็นสากลอย่างยั่งยืน ตอบรับความต้องการของตลาด และตอบการกินดีอยู่ดีของผู้ประกอบการด้วย ดังนั้นเราจึงทำงานในส่วนของช่องทางการขายและการประชาสัมพันธ์ด้วย อย่างการทำงานผ่านโปรเจ็กต์ร้าน Selected Shop ที่ชื่อว่า ‘Daily Craft’ (ตั้งอยู่ที่ชั้น 4 ศูนย์การค้าเมญ่า เชียงใหม่) ซึ่งเราทำงานร่วมกับ TCDC เชียงใหม่ ในการคัดเลือกสินค้าที่โดดเด่น มีคุณสมบัติที่น่าสนใจ และเป็นของสมาชิกสมาคม หรือเป็นของผู้ประกอบการที่เคยผ่านโครงการอบอรมกับเราหรือ TCDC มาก่อน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่เราช่วยผู้ประกอบการและช่างฝีมือให้มีที่ทางในการจำหน่าย ได้พบกับตลาด ได้รู้จักความต้องการใหม่ๆ ของโลกวันนี้ แล้วก็ช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าของเราไปพร้อมกัน 

จุดเด่นของหัตถกรรมภาคเหนือยังเหมือนหรือต่างไปจากเดิมอย่างไร
หัตถกรรมภาคเหนือสำหรับผม ไม่ว่าจะเป็นงานสิ่งทอ งานกระดาษสา งานไม้ ก็ยังคงมีความเป็น Culture เป็นสินค้าที่สะท้อนวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอยู่ การที่เราค่อยๆ มีความเป็นสังคมเมืองที่มีความผสมผสานกันมากขึ้น ผมมองว่างานหัตถกรรมของภาคเหนือก็ยังคงให้ความรู้สึกของความเป็นธรรมชาติ เป็นวิถีชีวิตมากกว่า เพียงแต่ว่าเราสามารถปรับรูปแบบให้เป็นสไตล์ที่เข้ายุค เข้ากับผู้คนในวันนี้ได้มากขึ้น

มองตลาดงานคราฟต์ของโลกและของไทยอย่างไรบ้าง 
ส่วนตัวผมคิดว่าตลาดงานคราฟต์หรืองานฝีมือเป็นตลาดที่มีการเคลี่อนไหวไปในทิศทางที่ดีและมีความตื่นตัว ผู้ประกอบการรุ่นเก่าก็มีการปรับรูปแบบ ปรับวิธีการผลิต ให้สินค้ามีความพิถีพิถันและมีคุณค่ามากขึ้น จากที่เคยทำเป็นจำนวนมาก ๆ และราคาถูก สำหรับคนรุ่นใหม่ ผมคิดว่าเขาเห็นคุณค่าจากตรงนี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นวิธีการในการทำสินค้ามีความแตกต่างในยุคที่การแข่งขันสูง จึงเป็นแนวคิดอันดับต้น ๆ สังเกตได้ว่าเขาจะมีการค้นคว้าหาข้อมูลและลองทำอย่างตั้งใจเพื่อให้สินค้ามีความเป็นตัวของตัวเอง เรายังสังเกตได้ว่าทั้งในประเทศและต่างประเทศ เริ่มมีการจัดงานหรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับงานคราฟท์มากขึ้นทั้งในระดับภูมิภาคและนานาชาติ อย่างงาน George Town Festival ที่มาเลเซีย ซึ่งเป็นงานที่รวบรวมศิลปะหลายแขนงทั้งอาหาร ดนตรี และงานหัตถกรรม ก็ถือเป็นหนึ่งในการรวมกลุ่มกันระดับภูมิภาคอาเซียน ซึ่งทางกลุ่มก็จะไปร่วมงานเช่นกัน นอกจากนี้ก็ยังมีแพลตฟอร์มเกี่ยวกับงานคราฟต์ทางออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ Pinkoi หรือ Etsy ซึ่งเป็นเว็บซื้อขายสินค้าดีไซน์และสินค้าทำมือที่คนทำงานคราฟต์จะรู้จักดี โดยเฉพาะ Pinkoi เองก็จะมีการจัดงานเทศกาลในภูมิภาคเอเชียด้วยไม่ว่าจะเป็นที่ฮ่องกงหรือไต้หวัน เพื่อกระตุ้นตลาดงานคราฟต์ในภูมิภาคเอเชียให้เติบโต

สินค้าหัตถกรรมก็ต้องเป็นสินค้าที่ดูด้วยตาและต้องการการสัมผัสด้วยมือ ที่สำคัญคือผู้บริโภคต้องรับรู้ถึงเรื่องราวของสินค้าเพื่อให้เกิดความตระหนักถึงคุณค่าของชิ้นงานแต่ละชิ้น

คิดว่าการสร้างคุณค่าให้งานหัตถศิลป์หรืองานคราฟต์ที่ดีที่สุดคืออะไร
ผมคิดว่างานหัตถกรรมมันเป็นสิ่งที่สืบทอดภูมิปัญญาต่อกันมา และยังเป็นการแสดงออกถึงรากเหง้าของเราเอง เพราะฉะนั้นหน้าที่ของคนในปัจจุบัน นอกจากจะต้องรักษาหรืออนุรักษ์ไว้แล้ว เรายังต้องคิดด้วยว่าจะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่สามารถที่จะเข้าถึงและอยู่ร่วมกับงานคราฟต์ได้โดยไม่มีช่องว่างของยุคสมัยมาเป็นตัวแบ่งแยก วิธีนี้น่าจะช่วยให้เรายังคงสามารถรักษาคุณค่าของงานคราฟต์ไว้ได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนก็ตาม

ในขณะที่การอนุรักษ์งานหัตถศิลป์ก็ต้องมีวิธีการรักษาไว้อย่างสมดุลด้วย ผมว่าคนสมัยนี้เข้าใจได้เพียงแต่ว่า เราอาจจะต้องไม่ใช้วิธีการในเชิงพาณิชย์มากจนเกินไปกับงานทำมือที่มีคุณค่าต่างๆ เพราะนั่นอาจจะเป็นการลดทอนคุณภาพและคุณค่าของงานที่ต้องใช้ทักษะหรือฝีมือลง ซึ่งผมว่าจริง ๆ แล้ว แก่นของการสร้างสมดุลนั้นน่าจะอยู่ที่การได้แสดงออกให้เห็นความเป็นตัวตน แสดงออกถึงวัฒนธรรมของเรา ในขณะเดียวกันก็ต้องสามารถอยู่ร่วมในยุคสมัยปัจจุบันได้ยังไม่เคอะเขินด้วย ไม่ว่าจะเป็นการผสมผสานกันของเทคนิคดั้งเดิมที่เราจะต้องมีการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือมีมาตรฐานมากขึ้นกับงานหัตถกรรมดั้งเดิม 

นอกจากจะต้องรักษาหรืออนุรักษ์ไว้แล้ว เรายังต้องคิดด้วยว่าจะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่สามารถที่จะเข้าถึงและอยู่ร่วมกับงานคราฟต์ได้โดยไม่มีช่องว่างของยุคสมัยมาเป็นตัวแบ่งแยก

มองเป้าหมายในอนาคตของ NOHMEX เกี่ยวกับการทำงานกับช่างฝีมือที่เป็นคนรุ่นใหม่ไว้อย่างไร
ผมเข้าใจว่าคนรุ่นใหม่บางคนอาจจะยังไม่เข้าใจกับเทคนิควิธีการมากนัก เพราะบางอย่างก็มีการเลือนหายหรือบิดเบือนไป สมาคมเราจึงอยากทำหน้าที่เป็นตัวกลางเข้าไปช่วยเหลือตรงนี้ ซึ่งเราเปิดกว้างในการให้ความร่วมมือแลกเปลี่ยนกับกลุ่มอื่น ๆ เช่น กลุ่มคลัสเตอร์สิ่งทอ สถาบันการศึกษา หน่วยงานของภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

แล้วทางสมาคมมีวิธีทำงานร่วมกับช่างมือรุ่นเก่าอย่างไร
หลายคนอาจจะบอกว่าช่างฝีมือรุ่นเก่าอาจจะมีปัญหาเรื่องการปรับตัวบ้าง แต่จริง ๆ แล้วก็มีคนหลายประเภท คนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมของคนที่ทำงานคราฟต์ในชุมชนอยู่แล้ว เช่นเป็นลูกหลานของช่างในชุมชน การทำงานของเขาก็จะง่ายหน่อย เพราะเขาสามารถคิดและลงมือทำได้เลย ซึ่งก็มีอยู่เยอะ เพราะคนรุ่นใหม่จะค่อนข้างได้เปรียบเรื่องการแสดงออกหรือการสื่อสาร ที่สำคัญตอนนี้คนกำลังให้ความสำคัญหรือสนใจตลาดงานคราฟต์มากขึ้น เพราะเราไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ว่าต้องเป็นของแบรนด์เนมถึงจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกตัวตนของเราได้ เพราะคนเรามีความคิดหลายอย่างที่สามารถนำงานทำมือเข้าไปตอบโจทย์ความต้องการของตัวเอง หรือสื่อสารตัวเองออกมาได้เหมือนกัน เช่น งานคราฟต์อาจจะทำให้คนที่ใช้มันรู้สึกอบอุ่น รักษ์โลก หรือรู้สึกดีที่ได้ใช้ของจากฝีมือ แต่ผู้ประกอบการใหม่หรือดีไซเนอร์ใหม่ที่ไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมนั้น ก็อาจต้องศึกษาหาความรู้เยอะหน่อย อาจจะมีการพาไปดูงานบ้าง ตรงนี้มันก็เปิดโอกาสให้เขาเข้าไปศึกษา

นวัตกรรมกับงานคราฟต์มีทิศทางที่ไปด้วยกันได้อย่างไรบ้าง
นวัตกรรมคือการนำเสนอแนวคิดใหม่ วิธีการใหม่ ๆ เพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ ทักษะ และประสบการณ์ทางเทคโนโลยีหรือการจัดการ ในส่วนของงานคราฟต์ก็สามารถผสมผสานกับนวัตกรรมเพื่อผลิตสินค้าใหม่ หรือแม้แต่กระบวนการผลิตใหม่ ซึ่งตอบสนองความต้องการวิถีชีวิตของคนยุคนี้ได้ โดยเราอาจเริ่มต้นจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว มาต่อยอดใช้ในรูปแบบใหม่ ทำให้เกิดความแตกต่าง ผมเชื่อว่าเราใช้นวัตกรรมมาทำงานร่วมกันกับงานคราฟต์อยู่แล้ว อย่างทางสมาคมเองก็ได้ทำงานร่วมกับสวทช. (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) ด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างการทอผ้าที่มีการผสมผสานของเส้นใยที่มีนวัตกรรม เพื่อปรับคุณสมบัติให้มีความคงทนคงรูป กันน้ำ หรือมีการปรับรูปแบบสีและลวดลายที่คลี่คลายมาจากลวดลายดั้งเดิม หรือการผสมผสานเส้นใยธรรมชาติกับเส้นใยทางเลือกหลายชนิดให้เกิดความคงทน เพราะว่าผ้าฝ้ายทอมือซักเครื่องไม่ได้ ก็จะลดโอกาสในการขายหรือการใช้งานลงไป หรือตัวกระดาษสา ที่เราก็มีการมองหาวัสดุทางเลือกมาใช้ มาพัฒนาให้มันตอบโจทย์กับวิถีชีวิตของผู้คนปัจจุบัน เพราะสมัยนี้คนซื้อของ เขาก็ต้องดูการใช้งานด้วย สังเกตได้ว่าสินค้าที่เป็นของที่ระลึกวางตั้งโชว์แบบสมัยก่อนซึ่งไม่มีประโยชน์ด้านการใช้งาน พอหมดยุคของมัน ก็ไม่มีแล้ว

แล้วคนที่ขายของที่ระลึกหรืองานคราฟต์แบบที่ยังไม่ได้ปรับให้เข้ากับยุคสมัยจะไปต่อได้ไหม
ผมว่าแนวโน้มตลาดจะเป็นตัวตัดสินเอง ว่าสินค้านี้จะไปต่อได้ไหม อาจจะไม่ตายหายไปจากตลาด แต่มันอาจจะถูกบีบให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบบ้าง แต่ต้องเข้าใจว่าเทรนด์หลักมันไม่ได้พุ่งไปตรงนั้นแล้ว

จริงๆ งานคราฟต์มันควรจะเป็นงานที่มี ‘คุณค่า’ แต่ผู้ประกอบการรุ่นเก่าบางรายยังมองไม่เห็นถึงคุณค่าของงาน เขาไม่ได้มองถึงต้นทุนในชีวิตของเขาเอง บางทีเราจะเห็นว่าราคาผ้าทอมือของช่างมือในชุมชนมันเท่ากับราคาผ้าทอในโรงงานอุตสาหกรรมเลย ซึ่งจริงๆ แล้วเมื่อเทียบต้นทุนฝีมือแรงงานมันเทียบกันแทบไม่ได้ กลายเป็นว่าพอการแข่งขันสูง ช่างฝีมือเอาเขาก็ลดทอนอัตลักษณ์บางอย่างลงไป เพื่อให้ราคามันแข่งได้ กลายเป็นต้องเอาสีที่เป็นเคมีเข้ามาใช้ แต่มาวันนี้เขาก็รู้แล้วว่าเขาสู้ผิดทาง เลยมาให้คุณค่ากับเทคนิควิธีการ เริ่มมีการศึกษาเรื่องการย้อมสี เริ่มตีความลายผ้าจากลายดั้งเดิมจากที่เมื่อก่อนสร้างแต่ลายที่เป็นพื้นฐาน เริ่มมีการปรับสเกล มีการเปลี่ยนสี วางเลย์เอาท์ใหม่ ให้มันดูไม่เหมือนเป็นการยัดเยียดวัฒนธรรมมากไป มีความเป็นสากลมากขึ้น ซึ่งก็น่าสนใจขึ้น เพราะจริง ๆ ราคางานคราฟต์บ้านเราไม่ได้สูงมาก เป็นราคาที่ยังจับต้องได้ และผมว่าการใช้นวัตกรรมหรือการสร้างความแตกต่างอย่างมีคุณค่าจะยังเป็นทางออกที่ยั่งยืนสำหรับช่างฝีมือไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหน

Creative Ingredients

ส่วนตัวสนใจงานคราฟต์ประเภทไหนมากที่สุด
เครื่องหนัง กับงานทองเหลืองครับ มันมีลักษณะเฉพาะ ที่เวลาเราใช้งานไปเรื่อย ๆ ก็จะยิ่งมีความสวยงามตามกาลเวลา

วิธีการหาแรงบันดาลใจในการทำงาน
การท่องเที่ยวในแบบเฉพาะที่เราสนใจ เช่น การดูร้าน ดูสินค้า ดูวิถีชีวิตที่มีความแตกต่างจากสิ่งที่เราเป็นอยู่

สถานที่ที่ชอบไปเดินดูงานคราฟต์ใหม่ๆ 
ย่านเมืองเก่าในตัวเมืองเชียงใหม่ 

 

เรื่อง : พัชรินทร์ พัฒนาบุญไพบูลย์ I ภาพ : ภีร์รา ดิษฐากรณ์