จำนวนผู้สมัครเข้าร่วมทริป Walk with the Cloud : ดุสิตธานี กรุงเทพฯ กว่าหนึ่งพันคน จากจำนวนที่รับได้เพียง 30 คน รวมถึงทริปอื่นๆ ที่มีใบสมัครถูกส่งเข้ามาอย่างล้นหลามไม่แพ้กัน คือปรากฏการณ์ที่บอกกับเราว่า สื่อออนไลน์เจ้าของทริปท่องเที่ยวเชิงสาระอย่าง The Cloud ได้เปลี่ยนคำจำกัดความของการท่องเที่ยวและการใช้เวลาว่างในวันหยุดของคนยุคนี้ให้ก้าวไกลไปกว่าเดิม 

แต่อะไรคือแรงบันดาลใจที่ทำให้สื่อลุกขึ้นมาจัดทัวร์ ทำทริปพิเศษที่ไม่เหมือนใครและเลียนแบบไม่ได้ง่ายๆ แต่ยังคงไว้ซึ่งแก่นของความเป็น The Cloud ทรงกลด บางยี่ขัน นักเขียนและคนทำสื่อมืออาชีพ บุคคลผู้อยู่เบื้องหลังความคิดสร้างสรรค์ของทริปเหล่านั้น คือผู้ที่จะมาเป็นหัวหน้าทัวร์ของเราในครั้งนี้ 

จุดเริ่มต้นของ Walk with the Cloud
จริงๆ จุดเริ่มต้นไม่ใช่การทำทัวร์ แต่เริ่มจากที่ The Cloud คิดว่า ถ้ามีการก่อตั้งสื่อรายใหม่ขึ้นในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาแบบนี้ สื่อก็ควรจะใหม่และพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงนี้ตามไปด้วย และการแบ่งสื่อออกเป็น 2 ประเภท คือ สื่อเก่ากับสื่อใหม่  ผมว่ามันง่ายไป สื่อออนไลน์จำนวนมากยังเป็นแค่สื่อออนไลน์แต่ไม่ใช่สื่อใหม่ คือยังมีวิธีคิดเหมือนเดิม การโต้ตอบกันบนเฟซบุ๊กก็อาจจะไม่ได้ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนอะไรกันเท่าไหร่ แต่สิ่งที่ The Cloud พยายามจะทำ คือการทลายทุกข้อจำกัดหรือทุกกฎเกณฑ์ที่เคยมี ไม่ยึดติดว่าเราต้องทำเว็บไซต์ที่มีบทความเป็นตัวหนังสือหรือเป็นวิดีโอเท่านั้น การเล่าเรื่องสามารถเล่าผ่านสื่ออะไรก็ได้ แค่ดูว่าเนื้อหานั้นๆ เราอยากเล่ามันผ่านอะไร เพราะฉะนั้น ความสนุกของ The Cloud คือเมื่อเรามีเรื่องที่อยากจะเล่า ก็จะมาคิดต่อว่าเล่าอยู่บนสื่ออะไรถึงจะสนุกที่สุด ทำให้ผู้รับสารอินที่สุด ดังนั้น รูปแบบหนึ่งที่เราทำจึงเป็นทัวร์

ทัวร์มีพลังกว่าสื่อทั่วไปอย่างไร
ในมิติที่หนึ่ง แทนที่เราจะให้ผู้รับสารอ่านในสิ่งที่เราเขียน หรือดูในสิ่งที่เราบันทึกเป็นภาพเคลื่อนไหว กลายเป็นว่าเราพาพวกเขาไปอยู่ในพื้นที่จริง บรรยากาศจริง ทำให้เขารับสารและซึมซับทุกอย่างด้วยตัวเอง ทั้งข้อมูลและประสบการณ์ ซึ่งประสบการณ์นี่แหละที่เป็นสิ่งที่ไม่สามารถรับได้ผ่านคอนเทนต์ออนไลน์ ทัวร์จึงทำให้เราสื่อสารได้ทั้งเนื้อหาและประสบการณ์ไปพร้อมๆ กัน 

ส่วนมิติที่สอง การทำทริปหนึ่งทริปเหมือนกับการทำหนังหนึ่งเรื่อง คือจะมีเส้นเรื่องที่กำหนดมาแล้วว่าคุณจะเจอฉากไหนเป็นฉากแรก แล้วเรื่องจะพาไปสู่อะไร ฉากไคลแมกซ์เป็นแบบไหน ปิดท้ายด้วยตอนจบเป็นอย่างไร ซึ่งคนที่มาร่วมทริปกับเราทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทริป 1 วัน หรือ 5 วัน เขาจะไม่รู้โปรแกรมเลยว่าจะเจออะไรบ้าง เหมือนเวลาดูหนัง ก็ไม่มีใครถามว่าฉากต่อไปจะเจออะไร ผมรู้สึกว่าความไม่รู้ทำให้เราเล่นกับความรู้สึกคนได้มากขึ้น ทำให้การทำทัวร์ของ The Cloud ก็เหมือนกับการเล่าเรื่องแบบหนึ่ง

นอกจาก Walk with the Cloud ยังมีทัวร์รูปแบบอื่นๆ อีก 
เราทำ The Cloud Journey ซึ่งเป็นทริปต่างจังหวัด เช่น ไปเรียนรู้เรื่องน้ำผึ้ง กาแฟ อาหารท้องถิ่น อีกทริปชื่อว่า อิ่มทริป เป็นการเล่าเรื่องเมืองหนึ่งเมือง เช่น อำเภอเมืองตรัง ผ่านอาหาร 6 หรือ 9 มื้อ ทั้งทริปจะไม่พาไปสถานที่ท่องเที่ยวใดๆ แต่จะพาไปฟังเรื่องราวผ่านอาหาร ดังนั้นเราจึงไม่ได้เลือกร้านที่อร่อยที่สุด แต่เลือกร้านที่สามารถเล่าเรื่องเมืองนั้นๆ ผ่านอาหารได้ ทริปสุดท้ายคือ อ่านเถิดหนา อย่างที่บอกว่าเราพูดเรื่องการกำหนดความรู้สึกของคนในทุกๆ นาทีของทริปมาโดยตลอด แต่อ่านเถิดหนาเป็นการทำสิ่งที่กลับกัน คือชวนคนมาอ่านหนังสือด้วยกันในที่ที่หนึ่ง ทั้งทริปไม่ทำอะไรเลยนอกจากอ่านหนังสือ ถ้าไม่อยากอ่าน จะนอน จะไปเที่ยวก็ไป แล้วตกดึกมาคุยเรื่องหนังสือกัน กลายเป็นทริปที่ไม่มีกิจกรรมเลย ในขณะที่ทริปอื่นๆ กิจกรรมจะถูกคิดอย่างละเอียด ซึ่งคนชอบมาก เพราะรู้สึกว่าอยากอยู่ว่างๆ มานานแล้ว 

จะเห็นว่าทั้งหมดนี้เป็นการเล่าเรื่องผ่านการเดินทางประเภทต่างๆ แล้วเรื่องแบบไหนที่ The Cloud อยากเล่า สถานที่แบบไหนที่อยากพาคนไป 
The Cloud พยายามบอกทุกคนว่าทำอย่างไรให้แตกต่าง แต่ถ้างานที่เราทำยังเป็นแบบเดิมๆ มันจะตลกมาก เท่ากับว่าคุณไม่ได้สร้างความแตกต่าง แล้วคุณจะบอกคนอื่นให้สร้างความแตกต่างได้อย่างไร ดังนั้นทริปของเราจึงเป็นทริปที่ไม่เคยมีคนทำ แต่เดาว่าน่าจะมีคนอยากเข้าร่วม และถ้าทำแล้วก็ควรทำให้ดี เป็นที่จดจำ นึกถึงทริป นึกถึง The Cloud จะใช้คำว่าเป็นที่หนึ่งก็ได้

ดังนั้น เราจึงทำทริปที่คนทั่วไปไปเองไม่ได้ เพราะว่าเราต้องการให้คนแย่งกันสมัคร จะได้มีคนที่ดีมาร่วมทริป ทำให้มวลทริปดี เป็นห่วงโซ่ แต่ถ้าเราทำทริปที่ถ้าไม่สมัครวันนี้แล้วเดือนหน้าไปเองก็ได้ คนก็ไม่สมัครกับเรา พอคนน้อยก็คัดคนได้น้อย ทำให้มวลแย่ นี่คือเหตุผลที่ทำให้เราต้องเลือกทริปที่ถ้าจัดวันนี้แล้วคุณไม่เลือกเรา คุณจะไม่มีโอกาสอีกแล้วนะในชีวิตนี้ 

แล้วหาสถานที่สำหรับทริปที่ว่านี้อย่างไร 
วิธีแรกเลยคือการเข้าไปขอในที่ที่เราอยากพาคนไป ซึ่งก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง อีกวิธีการหนึ่งคือ กับคนที่เราร่วมงานด้วย แล้วเรามีโอกาสเห็นสถานที่ที่รู้สึกว่าดีจัง ก็ขอเจ้าของสถานที่ว่าพาคนอื่นมาด้วยได้ไหม บางคนก็ไม่แน่ใจว่าพื้นที่ของเขาน่าสนใจ แต่พอประกาศออกไปแล้วผลตอบรับดีมากก็มี 

หลังๆ มานี้ มีที่เชิญให้ไปจัดให้ ซึ่งก็สร้างความประหลาดใจให้เราพอสมควร อย่างเช่นโรงแรมดุสิตธานีที่จะปิดตัวลง ก็ขอให้ช่วยจัดทริปส่งท้ายให้ได้ไหม นอกจากนี้ก็มีที่อื่นๆ ที่ขอเข้ามา แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่คนทั่วไปเข้าไม่ได้ เช่น ทริปวัดโพธิ์ ที่มีโจทย์ว่าให้ช่วยจัดทริปในช่วงที่มีงานสมโภชพระอาราม 230 ปี เราก็อยากทำ แต่ว่าใครๆ ก็ไปงานนี้ได้ จึงกลายเป็นทริปเดินวัดโพธิ์ตอนกลางคืนแทน

ถ้าการเลือกสถานที่ที่คนเข้าไปเองไม่ได้คือหัวใจข้อแรกของการทำทริปแบบ The Cloud แล้วหัวใจข้อที่สองอย่างการคัดเลือกผู้เข้าร่วมให้ได้มวลที่ดีที่สุดอย่างที่บอกไว้เป็นอย่างไร 
ปกติแล้วทริปจะสนุกขึ้นถ้าเพื่อนร่วมทริปสนุก สนิทกัน หรือมีเคมีที่ใกล้กัน และตรงกันข้าม ถ้าเพื่อนไม่สนุก ทริปก็จะกร่อยไปด้วย ทั้งๆ ที่สถานที่มันดีมาก ดังนั้นปัจจัยที่ทำให้คนสนุกกับการเดินทางหนึ่งครั้งจึงไม่ได้มีแค่สถานที่ แต่คนที่ไปด้วยสำคัญมาก ซึ่งถ้าเรารู้แบบนี้แล้ว ทำไมเราถึงไม่ทำให้มวลของมันดีด้วยการเลือกคนที่ดีมา ด้วยเหตุนี้เราจึงจำเป็นต้องคัดผู้เข้าร่วม ถามว่าคนที่ถูกเลือกต้องสนุกสนาน มีมนุษยสัมพันธ์ดี หรือกล้าแสดงออกหรือเปล่า เรารู้สึกว่าไม่ใช่ ความน่าสนใจของมันคือความหลากหลาย แต่ที่แน่ๆ ทุกคนต้องสนใจเรื่องที่ทริปนั้นจะเล่าก่อน 

แล้วคนที่ The Cloud จะเลือกไปร่วมทริปจะเป็นคนแบบไหน ความหลากหลายของผู้เข้าร่วมที่ว่าเป็นอย่างไร 
แน่นอนว่าเราเลือกคนที่สนใจเรื่องของทริปนั้นๆ แต่ระดับความสนใจมีหลายแบบ แบบที่หนึ่ง คือ แฟนพันธุ์แท้ อินเรื่องนี้สุดๆ รอคอยที่จะได้สัมผัสมัน อาจจะรู้อยู่แล้วหรือเคยมาแล้วก็ได้ เพราะคนประเภทนี้จะช่วยถามคำถามที่ทำให้การบรรยายมันต่อยอดออกไป มีคำถามที่ลึกลงไปแล้วบทสนทนาจะสนุกมาก ถ้าไม่มีพวกเขา คำถามก็อาจจะธรรมดาหรืออาจจะไม่มีด้วยซ้ำ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมทุกทริปของ The Cloud จะมีคนยกมือถามวิทยากรตลอด 

แบบที่สอง คือไม่เคยรู้จักเลย เพิ่งมาครั้งแรกในชีวิต เช่น ทริปดุสิตธานี มีเด็กจำนวนหนึ่งที่เราเลือกโดยที่เขาไม่เคยไปมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตแล้วก็จะเป็นครั้งสุดท้ายด้วย ผมว่าถ้าทุกคนบรรยายไปแล้วว่าเขาเคยมาที่นี่เมื่อ 20-30 ปีก่อนเป็นอย่างไร แต่มีหนึ่งคนบอกว่ามาครั้งแรกแล้วรู้สึกแบบนี้ มันก็ดีไม่ใช่หรือที่ได้แลกเปลี่ยนกัน หรือการที่เขาถามแบบคนไม่รู้ก็มีเสน่ห์อีกแบบหนึ่ง ทั้งหมดนี้ทำให้เราไม่ได้แบ่งว่าในทริปมีวิทยากรกับผู้เข้าร่วม แต่ทุกคนสามารถเป็นวิทยากรได้ เพราะแต่ละคนก็มีเรื่องเล่าของตัวเองที่นำมาเล่าสู่กันฟัง 

เล่าเรื่องกับบางกลุ่มคน เพื่อให้กลับมาเป็นเรื่องเล่าที่สมบูรณ์สำหรับทุกคน
เราไม่ได้คิดทำทริปให้แค่คน 40 คนเห็น แต่เราทำให้คนอีกแสนคนได้เห็น ดังนั้นเรื่องของสถานที่นั้นๆ จึงไม่ได้ถูกเล่าแค่ในทริป แต่ยังมีช่วงโฆษณาก่อนหน้า ด้วยการดึงเนื้อหาขึ้นมาพูดว่าที่นี่มีอะไรดีบ้าง ต่อให้คุณไม่ได้ไป ไม่ได้ชอบที่นี่เลย คุณก็ยังเห็นใน news feed หลังจบทริปก็จะมีบทความและวิดีโอสรุป ทำให้คนที่ไม่ได้ไปก็ยังได้รับทราบสิ่งเหล่านี้ เจ้าของพื้นที่ก็ยินดีที่ได้เล่าเรื่องดีๆ ของสถานที่ของเขาผ่านพื้นที่สื่อจำนวนหนึ่ง

ทริปที่ยากที่สุด
น่าจะเป็นทริปวังหน้าของคุณใหม่ สิริกิติยา เจนเซน คือคุณใหม่ทำนิทรรศการเรื่อง วังน่านิมิต พูดเรื่องวังหน้าที่ทุกวันนี้ไม่มีเหลืออยู่แล้ว กลายเป็นส่วนหนึ่งของสนามหลวง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ธรรมศาสตร์ แต่โจทย์คือเราต้องพาคนไปเที่ยววังหน้า เราก็เอาไปคิดต่อว่าคงจะสนุกดีนะถ้าเราพาคนไปเดินดูสิ่งที่ไม่มีอยู่แล้ว เลยตั้งชื่อทริปว่า The Hidden Palace เพราะว่ามันไม่มีอยู่ ไปถึง ยืนตรงนี้หรือตรงไหนก็ไม่เห็น แม้จะเคยมีพระที่นั่งที่สวยมาก แต่ตอนนี้เป็นสนามหญ้า แล้วคิดภาพตอนประกาศรับสมัคร ว่าชวนให้ไปเดินดูสิ่งที่ไม่มีเลยจะอินดี้ขนาดไหน นี่คือความยากในการสื่อสารกับคนว่าจะพาไปดูอดีต ไปจินตนาการ ไปดูสิ่งที่ไม่มีอยู่แล้ว 

แล้วแก้ปัญหานั้นอย่างไร
ก็เอารูปมากางให้ดู และทุกคนจะมีลิงก์กูเกิลไดรฟ์คนละโฟลเดอร์ จุดที่หนึ่งเคยเป็นแบบนี้นะ คุณเปิดดูเอา เวลาบรรยาย คุณใหม่ก็จะบอกว่า เปิดโฟลเดอร์นี้นะคะ บางคนที่อาจจะไม่เชี่ยวชาญเทคโนโลยี คนข้างๆ ก็แบ่งให้ดู ก็น่ารักดี

ทริปที่ทำมาทั้งหมดสร้างผลกระทบเชิงบวก (positive impact) อะไรบ้าง
ผมสื่อสารผ่านทริปมาเรื่อยๆ ตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว ผมชอบบรรยากาศของการทำค่าย พอเรียนจบก็มีรวมกลุ่มกับเพื่อนทำทริปให้คนมาสมัคร ชื่อ กลุ่มหินถามทาง และเผอิญผมเป็นนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม เคยทำวิจัยเรื่อง Eco-tourism อยู่ประมาณหนึ่ง ในทฤษฎีก็จะพูดเรื่องเกี่ยวกับรอยเท้าทางนิเวศ (Ecological footprint) คือเมื่อมีนักท่องเที่ยวหนึ่งคนเข้าไปในพื้นที่ก็จะสร้างผลกระทบ เช่น เกิดขยะ หรือทำให้พฤติกรรมของชาวบ้านเปลี่ยนแปลงไป วัตถุนิยมมากขึ้น เป็นต้น ทำให้เรารับรู้ว่าการเดินทางมันมีแต่ผลกระทบด้านเสียกับชุมชน ด้านดีคือได้เงิน ทุกทฤษฎีคือพูดแค่นี้ เราก็จำมาแค่นี้ ดังนั้น เราจะทำอย่างไรให้สิ่งแวดล้อมหรือวัฒนธรรมของเขาไม่เปลี่ยน นี่คือสิ่งที่เขาพูดกัน 

แต่มีวันหนึ่ง ทำทริปเรื่องนาข้าว ให้คุณตาคุณยายที่อยุธยาสอนเรื่องพิธีกรรมโบราณเกี่ยวกับเรื่องข้าว ระหว่างที่เขาเล่าให้พวกเราฟัง แววตาเขาเป็นประกาย รู้สึกว่าเขาตัวใหญ่และมีความสุขที่ได้เล่าสิ่งนี้ แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ชนชั้นเกษตรกรเป็นชนชั้นล่างของสังคม ไม่มีใครเคารพหรืออยากฟังในสิ่งที่พวกเขาพูด แต่วันนี้มันกลับกัน มีคนกรุงเทพฯการศึกษาสูงๆ ไปไหว้เขาให้ช่วยสอนหน่อย ตอนที่เราเห็นแววตาพวกเขาเราเลยพบว่า ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวที่มีต่อพื้นที่มันไม่ได้มีแต่ด้านลบ แต่ด้านบวกก็มี ดังนั้นทำไมเราจึงไม่ทำทริปที่สร้างผลบวกให้กับคนในชุมชน อย่างน้อยเรื่องกำลังใจก็ได้ พอรู้แบบนี้แล้ว เวลาทำทริป เราจึงเลือกเคสที่ดี คนที่ดี โครงการที่ดี แล้วก็พาคนไป ในแง่หนึ่งสิ่งที่เราได้คือพาคนไปเที่ยว แต่อีกแง่หนึ่งคือพาคนไปชื่นชม ไปปรบมือให้เขา เขาอาจจะอยู่แต่หน้างาน ต่อสู้กับปัญหาสารพัด บางทีก็ท้อหรือไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นดี แต่พอวันหนึ่งมีคนบอกว่ามันเจ๋งมาก เขาก็มีกำลังใจ นี่คือสิ่งที่พยายามจะสร้างให้เกิดขึ้นในทุกๆ ทริป

คือความพยายามสร้างความสมดุลในเชิงเศรษฐศาสตร์  
ใช่ฮะ เป้าหมายหลักของ The Cloud ทั้งเว็บและทริปคือเราอยากให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น (Better living) เราอยากให้โลกดีขึ้น ถ้าทำเกษตร อยากให้มันยั่งยืน คนปลูกมีความสุข คนกินมีความสุข แล้วเมื่อเราเจอสิ่งนั้น เราก็อยากสนับสนุนเขาในรูปแบบต่างๆ เขียนถึงก็เป็นการสนับสนุนในรูปแบบหนึ่ง พาคนไปรับพลังจากเขาก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ดังนั้น สำหรับเรา ทุกที่ที่เราเลือกไป คือกลุ่มคนทำสิ่งเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ ถ้าเป็นภาคเกษตรจะเห็นชัดมาก ทำกาแฟอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พาไปดูคนที่อยู่กับป่า เขาอยู่กับป่าอย่างไร ถ้าในเมือง ก็คือสถานที่เก่าที่มีการจัดการดูแลรักษาอย่างดี อย่างที่เราเห็นคนทุบตึกตลอดเวลาเพื่อเปลี่ยนเป็นอะไรบางอย่างที่มันไม่ได้มีรากเหง้าเดิม แต่มีคนหรือองค์กรจำนวนหนึ่งที่พยายามรักษาสิ่งนี้ไว้ เปลี่ยนรูปแบบการใช้งานเป็นอีกแบบหนึ่ง ก็หวังว่าเมื่อเรื่องพวกนี้ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อ จะทำให้โครงการต่างๆ ที่กำลังจะทุบเกิดลังเลขึ้นมาบ้าง ก็พยายามจะเล่าเรื่องพวกนี้

ซึ่งนั่นก็คือ Impact อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น
ณ วันนี้อาจจะบอกไม่ได้ว่าคือ Impact โดยตรงหรือเปล่า แต่ที่คิดว่าน่าจะ Impact มากกว่าคือทำให้สังคมพูดเรื่องพื้นที่เก่ามากขึ้น ผมว่ามันเหมือนเป็น Best Practice (วิธีการที่ดีที่สุด) ที่มีคนพิสูจน์แล้วว่ามันดี เกิดขึ้นได้จริง แล้วมีคนยกสิ่งนี้ไปขยายผลต่อในพื้นที่ต่างๆ

The Cloud มีวิธีทำให้ทัวร์หรือทริปที่จัดนี้ยั่งยืนได้อย่างไร
เราอยากลองทำให้มันเกิด แต่เราก็ไม่ได้อยากเข้าเนื้อ โมเดลที่ง่ายที่สุดคือเก็บเงินผู้เข้าร่วมเพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด เพราะแต่ละทริปมีการจัดการค่อนข้างเยอะ และการเก็บเงินก็ช่วยกันคนเบี้ยวด้วย อย่างทริปเยี่ยมชมบ้านพักท่านทูตอเมริกา ท่านทูตเปิดบ้านให้คนเข้าไปได้ ซึ่งมันพิเศษมาก เราไม่ได้เก็บเงินผู้เข้าร่วม แต่ 1 ใน 4 ของผู้เข้าร่วมกลับไม่มา มันน่าเสียดายมาก การเก็บเงินแล้วเปลี่ยนไปเป็นของที่ระลึกหรือมื้ออาหารดีๆ แทนให้เหมาะสมก็เลยเป็นทางออกที่ดี นั่นคือในช่วงที่ทำให้ทริปที่เราอยากทำเกิดขึ้นให้ได้

ทีนี้พอทำไปแล้วก็เริ่มมีแบรนด์ต่างๆ เข้ามาสนับสนุน เราก็สามารถสร้างรายได้จากการทำสิ่งนี้ได้ สามารถจ่ายค่าวิทยากรได้มากขึ้น หรือใช้อุปกรณ์ในการเก็บข้อมูลเพื่อมาเล่าเรื่องได้ดีขึ้น รวมไปถึงมีคนที่เห็นความเชี่ยวชาญในการทำทริปเหล่านี้ที่เริ่มติดต่อเข้ามาให้จัดทริปให้ลูกค้าหรือพนักงานของเขา ซึ่งถ้าเรื่องนั้นอยู่ในวิสัยที่เราถนัด สามารถทำได้ ก็ยินดี  

มองอนาคตของทริปต่างๆ ของ The Cloud ไว้อย่างไรบ้าง
สุดท้ายเราคงไม่ไปแข่งกับบริษัททัวร์ เพราะเราทำไม่ได้ แต่กลับมาว่าสิ่งที่เราทำคือการเล่าเรื่อง เพียงแต่เป็นการเล่าเรื่องอีกแบบหนึ่งเท่านั้นเอง ซึ่งสุดท้ายคนที่ไม่ได้ไปก็จะได้เห็น ได้รับรู้ผ่านสื่อของเราด้วย เป็นแบบนั้นมากกว่า

เป็นวงจรที่เริ่มจากคอนเทนต์ของ The Cloud ที่ไปเล่าผ่านสื่ออื่น แล้วในที่สุดก็กลับมาเป็นคอนเทนต์ที่แข็งแรงของ The Cloud เหมือนเดิม
ใช่ฮะ แล้วก็คิดว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นจุดแข็งที่สุดของเรา แต่ก็ยังลองทำทริปแบบอื่นอยู่เรื่อยๆ คือเรามองทุกอย่างเป็นโอกาส ยิ่งถ้ามีโจทย์ที่มาพร้อมเงินด้วย ทำไมเราถึงไม่คิดว่าเราจะได้ทำสิ่งที่เป็นความฝันของเราผ่านเงินของเขา ถ้าเราคิดสิ่งนั้นได้และตอบโจทย์ของเจ้าของเงินด้วย ก็จะวินวินทั้งสองฝ่าย       

อะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้ The Cloud ยังคงทำทริปใหม่ๆ ออกมาอยู่เรื่อยๆ 
อย่างที่หนึ่งเลยเพราะยังสนุกและอยากทำอยู่ อย่างที่สองคือ มันยังไม่มีคนทำ ถ้าวันหนึ่งมีคนทำแบบนี้เยอะมากแล้ว เราไปทำอย่างอื่นที่ไม่มีคนทำดีกว่า อย่างที่สามคือ เราชอบบรรยากาศตอนไปทริปมาก โดยเฉพาะทริปหลายๆ วันที่ได้กลับมาเป็นเพื่อนสนิทกันจริงๆ 

แต่ที่สำคัญที่สุดคือ อาชีพทำสื่อไม่เหมือนนักร้องที่มีคนมากรี๊ดให้เวลาไปเล่นคอนเสิร์ต คนทำสื่อไม่ค่อยจะได้เห็นผลตอบรับจากผู้อ่าน ไม่รู้ว่าเขาชอบหรือไม่ชอบ น้อยคนมากที่จะมาบอกว่ามันเปลี่ยนชีวิตเขาอย่างไร แต่การทำทริปทำให้เราได้เจอผู้อ่าน ได้แลกเปลี่ยนกัน ตอนเขียนเราเล่นมุขแล้วเขาขำหรือเปล่าเราไม่รู้ แต่ในทริปเราเห็นเขามีความสุข เห็นเขาร้องไห้ เราชอบความรู้สึกนี้ และการเจอคนที่สนใจเรื่องเดียวกันเยอะๆ มันก็มีพลัง ทำให้เราพยายามจะพาตัวเองไปอยู่ในที่แบบนั้นอีก นั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ยังทำอยู่เรื่อยๆ แม้ไม่มีลูกค้าก็ยังทำ 

ค้นพบอะไรใหม่ๆ จากการเล่าเรื่องผ่านทริปบ้าง
โดยปกติแล้วเวลาที่คนในวงการประเมินความมีปฏิสัมพันธ์ (Engagement) กับสื่อ เขาใช้วิธีดูว่าบทความที่โพสต์ลงเฟซบุ๊กมี Engagement เท่าไหร่ หรือถ้าอยากรู้ว่าชุมชน (Community) ของสื่อนั้นใหญ่แค่ไหนก็ดูจากยอดคนติดตามในเพจ แต่พอทำทริป เราพบว่า Engagement มันเปลี่ยนรูปแบบ กลายเป็นจำนวนคนที่อยากสมัครเข้าร่วมทริปกับเรา คนที่ไม่ได้แค่กดแชร์ แต่กรอกใบสมัคร อ้อนวอนว่าขอไป และสุดท้ายก็มาจริงๆ ผมชอบ Engagement แบบนี้มาก คือเราทำเว็บไซต์ออนไลน์ที่ทุกคนอยู่แต่ในโลกเสมือนจริง แต่พอได้มาเจอกันต่อหน้า ผมว่ามันเป็น Perfect Engagement นะ เป็น Reality Engagement ที่ดีมาก

การเดินทางสำหรับทรงกลดคืออะไร 
ผมมองว่าถ้าคลื่นลูกที่แล้วของการท่องเที่ยวคือการไปเที่ยวเพื่อพักผ่อนสนุกสนาน แต่คลื่นลูกล่าสุดคือการไปเที่ยวเพื่อพัฒนาอะไรบางอย่างให้ตัวเองที่มากไปกว่าแค่ได้พักผ่อน เช่น ได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง หรือมีประสบการณ์บางอย่างที่ทำให้ได้เห็นโลกกว้างขึ้น มันคือข้อมูลเชิงลึก (Insight) ของคนยุคนี้และเป็นทิศทางที่โลกกำลังมุ่งไป คือการเดินทางเพื่อให้ภายในของตัวเองดีขึ้น ผมชอบสิ่งนี้มากและมองว่ามันคือแก่นแท้ของการเดินทาง จึงทำให้พยายามออกแบบหรือเลือกทริปที่ทำให้คนไปแล้วได้พบกับคำตอบหรืออะไรบางอย่างที่เขาอาจจะตามหาอยู่ 

Creative Ingredient
ทริปที่คิดชื่อยากที่สุด – ทริปตามรอยละครบุพเพสันนิวาสที่ต้องไม่มีคำว่า “บุพเพสันนิวาส” อยู่ในชื่อ เพื่อไม่ให้ซ้ำกับทริปของคนอื่นที่จัดกันแล้วมากมาย สุดท้ายชื่อที่ได้และทีมงานชอบกันมากก็คือ “เมื่อคิดให้ดีโลกนี้ประหลาด” ไม่มีคำว่าบุพเพสันนิวาส แต่ทุกคนจะได้ยินอยู่ในหัวของตัวเองแน่นอน  

จำนวนใบสมัครเข้าร่วมกิจกรรมของ The Cloud – 12,000 ใบสมัครในปี 2018 นับทั้งทริปและกิจกรรมทุกประเภทที่ต้องกรอกใบสมัครเข้ามา โดยมีคนที่ได้เข้าร่วมจริงๆ ประมาณ 800 คน

กรอกใบสมัครอย่างไรให้ได้ไป – ตอบยาวๆ ไม่ว่าจะเป็นช่องแนะนำตัวหรือเหตุผลที่อยากเข้าร่วม เพื่อให้ได้ผู้เข้าร่วมที่หลากหลาย อย่าตอบสั้นๆ เหมือนว่ารู้จักกันอยู่แล้วและอย่าสมัครเป็นกลุ่มใหญ่เพราะโอกาสที่ได้จะน้อย 

เรื่อง : พัชรินทร์ พัฒนาบุญไพบูลย์ และ นันทกานต์ ทองวานิช ภาพ : ภีร์รา ดิษฐากรณ์