'ความเป็นไทยคืออะไร' ไม่ใช่คำถามแปลกใหม่ในปี 2562 แทบทุกอุตสาหกรรม วงการออกแบบ โฆษณา แฟชั่น ศิลปะ และธุรกิจเอสเอ็มอี ต่างคุ้นเคยกับการใช้ต้นทุนความเป็นไทยมาต่อยอดสร้างมูลค่า แต่จนถึงวันนี้เราก็ยังได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทำนองว่า 'แบบนี้ไม่เห็นจะไทย'

ในงาน Bangkok Design Week 2019 เราได้ชมนิทรรศการ Design Instinct บนบ้านพักตำรวจน้ำในซอยเจริญกรุง 36 ซึ่งเป็นผลงานของ Design PLANT กลุ่มนักออกแบบรุ่นใหม่กว่า 33 ทีม ที่รวมตัวกันนำเสนอสัญชาตญาณการออกแบบของคนไทย Design PLANT ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นแพลตฟอร์มของนักออกแบบรุ่นใหม่ โดย พลอย-พลอยพรรณ ธีรชัย และ เด-เดชา อรรจนานันท์ THINKK Studio, ต้น-วรพงศ์ มนูพิพัฒน์พงศ์ และ ฟาง-อดา จิระกรานนท์ แห่ง Atelier2+, หมี-พิบูลย์ อมรจิรพร จาก Plural Designs, ดิว-ดุลยพล ศรีจันทร์ จาก PDM และ ตั้ม-กฤษณ์ พุฒพิมพ์ จาก dots designs studio

เราชวนสมาชิกบางส่วนของ Design PLANT มานั่งพูดคุยกันตั้งแต่เบื้องหลังของนิทรรศการ ประเด็นความเป็นไทยกับการลอกเลียนแบบ ไปจนถึงความเป็นไปได้ของการส่งออกงานออกแบบไทยแบบยกแพ็กสำเร็จ

บทสัมภาษณ์นี้ไม่ได้บอกว่า 'ความเป็นไทยคืออะไร' แต่จะพาผู้อ่านไปตั้งคำถาม ขบคิด และหาคำตอบไปพร้อมกัน

ทำไม Design PLANT จึงสนใจค้นหาสัญชาตญาณของงานออกแบบไทยผ่านนิทรรศการนี้
เด: นิทรรศการ 'Design Instinct' เป็นภาคต่อของนิทรรศการ 'Bangkok Object' ที่ทำในปีที่แล้วเกี่ยวกับการค้นหาตัวตนของนักออกแบบและสิ่งของในกรุงเทพฯ ครั้งนี้เราขยายภาพให้กว้างขึ้นเพื่อให้เห็นว่า จริงๆ แล้วนักออกแบบไทยมีวิธีการที่ใช้ในการออกแบบบ่อยๆ แต่ยังไม่เคยมีใครเรียบเรียงหรือจัดกลุ่มให้ชัดเจน เราสนใจชีวิตประจำวันของคนทั่วไปว่า เขามีวิธีสร้างสรรค์สิ่งของหรือแก้ปัญหาด้วยวิธีการแบบไหน แล้วจำลองวิธีการเหล่านั้นด้วยกระบวนการของนักออกแบบที่ผ่านการฝึกฝนเชิงความคิดสร้างสรรค์ เข้าใจและจัดการวัสดุแบบมืออาชีพได้ มันเป็นงานกึ่งทดลองและค้นหาคำตอบไปพร้อมกัน

หมี: เราพยายามหาคำนิยามของงานออกแบบไทยที่ชัดขึ้น หากพูดถึงงานออกแบบของประเทศอื่นๆ เช่น งานออกแบบของญี่ปุ่น หรืออิตาลี เราพอมองเห็นว่ามีแนวทางบางอย่างและอยากค้นหาว่างานออกแบบของไทยมีเอกลักษณ์ วิธีการ หรือจุดร่วมกันอย่างไร

ต้น: แต่ละสตูดิโอทำงานแนวคอมเมอร์เชียลอยู่แล้ว แต่งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Bangkok Design Week เราเลยอยากทำนิทรรศการที่สะท้อนถึงเมืองที่เราอยู่ ฉะนั้นภาพรวมของงานจะไปในโทนเดียวกัน เพื่อให้เข้าใจง่ายและชัดเจน

'สัญชาตญาณ' ในที่นี้หมายถึงอะไร
เด: เรารู้สึกว่าคนทั่วไปในเมืองไทยมีวิธีจัดการกับสิ่งที่เขาอยากได้ อยากแก้ปัญหาด้วยวิธีการบางอย่าง เขาอาจจะไม่รู้ว่ามันคือการออกแบบอย่างหนึ่ง เช่น การหยิบจับของใกล้ตัวมาประดิษฐ์และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจนได้ฟังก์ชั่นที่เขาต้องการ เรารู้สึกว่ามันเป็นวิธีการที่คนไทย ชาวบ้าน หรือแม่ค้าใช้กันบ่อยๆ ความเป็นนักออกแบบมันอยู่ในทุกคนด้วยครับ ไม่ใช่แค่ดีไซเนอร์ เราเห็นว่าแต่ละคนมีความคิดสร้างสรรค์ สามารถออกแบบอะไรขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในชีวิตประจำวัน
พลอย: เรานึกถึงถุงน้ำที่มีหูหิ้ว ซึ่งมาจากถุงพลาสติกที่ร้อยหนังยาง เราไม่รู้ว่าใครออกแบบ แต่เรามองเป็นการออกแบบอย่างหนึ่ง และอยากลองใช้วิธีนี้มาทำนิทรรศการ
หมี: 'สัญชาตญาณ' เป็นคำที่ฟังแล้วเข้าใจง่าย พอเราบอกว่าเป็นงานออกแบบ คนทั่วไปอาจรู้สึกว่ามันไกลตัว แต่สัญชาตญาณมันอยู่ในดีเอ็นเอของเรา
ดิว: เราแค่ตั้งคำถามขึ้นมาในรูปแบบใหม่ว่า ทำไมเป็นแบบนี้ ทำไมบ้านเราใช้ของชิ้นนี้ เช่น งาน 'ซู ฉี (Shu Xi: Street Shabu Table)' ก็เป็นวิธีการคิดแบบเดียวกัน การออกแบบมีหลายส่วน ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องออกแบบสเก็ตช์เยอะๆ ทำโมเดลเยอะๆ แล้วหาโซลูชั่น เราแค่ต้องการทำให้วิธีคิดง่ายขึ้น แต่ด้วยความเป็นนักออกแบบ เราจะดูว่าสิ่งที่เราคิดไปเปิดรูรั่วตรงอื่นหรือเปล่า เช่น ทำให้คนอื่นทำงานง่ายขึ้นหรือยากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสัญชาตญาณ หรือกระบวนการที่ซับซ้อน สุดท้ายแล้วสิ่งที่คุณทำมันต้องดีขึ้น ไม่ทางใดทางหนึ่ง ถ้าทุกทางเลยก็จะดีมาก

ทำไมคนทั่วไปต้องลุกขึ้นมาแก้ปัญหาเอง จนเกิดงานออกแบบลักษณะนี้ขึ้นมา
เด: เพราะว่าบ้านเรามีปัญหาเยอะ (หัวเราะ) นี่คือเรื่องจริง เราต้องแก้ปัญหาตลอดเวลา น้ำท่วมบ้าง ของใช้งานไม่สะดวก เดินไม่สะดวก เราก็เลยถูกท้าทายความคิดตลอดเวลาว่าจะเอาอะไรมาแก้ปัญหา วิธีการที่ใช้ก็คือ หยิบจับของใกล้ตัวมาพลิกแพลง พัน ต่อประกอบ ด้วยวิธีการง่ายๆ แต่มันเป็นเสน่ห์บางอย่าง ซึ่งที่อื่นอาจจะมีไม่มากเท่านี้ เพราะเขาไม่ได้เจอปัญหาบ่อยเท่าเรา
พลอย: บางทีเราไม่ได้คิดเรื่องความงามหรอกค่ะ แต่มันกลายเป็นเรื่องเอกลักษณ์ของคนไทยที่หยิบจับของใกล้ตัวมาปรับใช้มั่วๆ แล้วเกิดฟังก์ชั่นใหม่ขึ้นมา เราก็มองว่าเป็นความน่ารักอีกแบบหนึ่ง

คาดหวังอะไรจากผู้ชม หรืออยากให้เขาเอาความรู้สึกแบบไหนกลับไปด้วย
ต้น: มีช่วงหนึ่งเราพยายามจะสร้างภาษาของงานออกแบบไทยร่วมสมัย โดยหยิบเอาประวัติศาสตร์หรือองค์ประกอบในอดีต มาหาคำนิยามใหม่ นั่นเป็นแนวทางหนึ่ง แต่นิทรรศการนี้ก็เป็นการนำเสนออีกแนวทางหนึ่ง ผมเชื่อว่าในเมื่อเราเป็นคนไทย อยู่ในประเทศไทย ออกแบบอย่างไร ก็จะมีความเป็นไทยอยู่ดี สัญชาตญาณการออกแบบของไทยอาจจะอยู่ในตัวเรา แค่เราเลือกมุมที่อยากจะพูด ไม่ได้บอกว่าแบบไหนถูกหรือผิด

เพราะคนทั่วไปยังรู้สึกว่างานออกแบบไทยยังไม่ใกล้ตัวสำหรับพวกเขาด้วยหรือเปล่า
พลอย: ใช่ คนมักจะคิดว่างานออกแบบเป็นของแพง ฟุ่มเฟือย ไม่จำเป็น แต่เราอยากพูดว่าการออกแบบมันใกล้ตัวมาก มันคือการแก้ปัญหาชนิดหนึ่ง ซึ่งอาจทำให้ดีขึ้นหรือสวยขึ้นได้ แต่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว จริงๆ แล้วทุกคนออกแบบได้เหมือนกัน
หมี: ผมรู้สึกว่าเราต้องทำไปด้วยกันในหลายๆ ทิศทาง เรามีทั้งวัฒนธรรมแบบไทยมากๆที่ส่งต่อมาจากในอดีต ซึ่งก็ต้องอนุรักษ์ไว้ แต่เราอยากลองทำอีกขาหนึ่งที่ยังเป็นวัฒนธรรมที่อยู่ในชีวิตประจำวัน คือค่านิยมที่เราทำซ้ำๆ กัน จนเป็นที่ยอมรับและเกิดการสืบทอด ถ้าเราอยากให้วัฒนธรรมเหล่านี้ยังมีชีวิต เราก็ต้องเอามาปรับใช้
ต้น: วัฒนธรรมต้องปรับตัวตามสมัย ไม่งั้นมันจะตาย
ดิว: เราไม่ค่อยตัดสินว่าแบบนี้ไม่ควรทำ แต่เราจะบอกว่าคุณทำเลย เป้าหมายของเราคือทำให้งานออกแบบเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องใกล้ตัว เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ระหว่างนักออกแบบด้วยกันได้ เพื่อทำให้การออกแบบพัฒนาไปข้างหน้า และทำอย่างไรให้ไอเดียกลายเป็นของสาธารณะ

ทำไมการทำไอเดียให้เป็นสาธารณะจึงสำคัญ แทนที่จะหวงไอเดียของตัวเอง ทั้งที่มันสร้างมูลค่าได้
ดิว: เป้าหมายของนิทรรศการนี้คือ ทำให้คนเข้าใกล้งานออกแบบมากขึ้น รู้สึกว่าการออกแบบเป็นเรื่องปกติ แต่เรื่องการทำงานเป็นวิชาชีพมีรายละเอียดมากกว่าแค่โชว์ไอเดียแล้วจบไป กว่าไอเดียจะเป็นจริงได้ ใช้ได้จริง มันผ่านกระบวนการมาก่อน เสน่ห์อีกอย่างของ Design PLANT คือ ทำให้นักออกแบบรุ่นใหม่ที่ยังเรียนอยู่และเรียนจบแล้ว ได้มาแสดงงานกับรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์ ทำให้เขาเรียนรู้ได้เร็วมากว่าต้องพัฒนาอะไรอีกบ้าง ในขณะเดียวกันรุ่นพี่ก็ต้องเปิดรับและให้โอกาสกับคนรุ่นใหม่
พลอย: เรามองว่าเดี๋ยวนี้โลกมันแคบลง เราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เร็วมาก ถ่ายรูปลงอินเทอร์เน็ตแป๊บเดียว คนก็เห็นแล้ว เราไม่คิดว่าไอเดียเป็นสิ่งที่ต้องหวงไว้ แต่ควรจะแบ่งปันความรู้แล้วให้เขาไปปรับใช้เอง แต่ในมุมของอาชีพ นักออกแบบมีลายเซ็นไม่เหมือนกันอยู่แล้ว นั่นเป็นเรื่องความภาคภูมิใจของเราเอง

เราจะแยกความแตกต่างระหว่าง ‘เลียนแบบ’ กับ ‘ต่อยอด’ ได้อย่างไร
หมี: ผมคิดว่าสมัยนี้ความเป็นออริจินัลมันไม่ได้ดูจากสิ่งที่มองเห็นภายนอกแล้ว มันสัมพันธ์กันเป็นบริบท ทั้งแนวความคิด และสถานที่ใช้งาน บางทีเราเอารูปร่างรูปทรงจากงานหนึ่งมาใช้กับอีกงานหนึ่ง ก็เกิดเป็นงานใหม่ได้ ถ้ามันถูกที่ถูกทาง เกิดเรื่องราวบางอย่างที่จะสื่อสารออกไป ผมว่าหลายๆ อย่างมันประกอบกัน ไม่ใช่ว่าเอาเส้นโค้งของอันนี้มาวาง แล้วเราบอกว่ามันคือการก๊อปปี้ ผมว่ามันไม่ใช่แค่นั้น

การลอกเลียนแบบผลงานถือว่าเป็นการลดทอนคุณค่าตัวงานไหม
หมี: ถ้ามองในมุมงานทักษะฝีมือ จริงๆ การทำซ้ำมันเป็นการฝึกฝนให้งานมันเกิดคุณภาพมากขึ้น เกิดความประณีตมากขึ้น เช่น งานฝีมือ งานหัตถกรรมพื้นบ้าน งานจักสานที่ทำกันทั่วประเทศเลย แต่ละพื้นที่นำไปพัฒนาให้แตกต่างกัน มันอาจจะมีแค่เส้นบางๆ แบ่งระหว่างงานออกแบบ กับงานที่ต่อยอด รวมไปถึงงานที่ลอกเลียนแบบ เรานำภูมิปัญญามาต่อยอดได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องงานออกแบบก็ต้องดูหลายๆ อย่างประกอบกัน ไม่ใช่พิจารณาทีละเรื่อง แล้วบอกว่านี่คือการลอกเลียนแบบ
เด: ต้องมองเจตนาของคนทำงานออกแบบนั้นๆ ด้วยครับ ไม่ใช่ว่าทุกครั้งเราต่อยอดจากงานดีไซน์ของคนอื่นมาเป็นงานของเราเพียงอย่างเดียว เราควรกลับไปดูประวัติศาสตร์ ศิลปะ งานออกแบบ ภูมิปัญญาดั้งเดิมบ้าง ไม่ใช่เอารูปลักษณ์ภายนอกจากดีไซเนอร์คนหนึ่งมาทำงานต่อ

หรือว่าความเป็นออริจินัล (Originality) ไม่มีอยู่จริง ในเมื่อเราต่างก็หยิบยืม เคลื่อนย้ายวัฒนธรรมมาปรับใช้
ทุกคน: จริงๆ มีนะ
พลอย: เรามองว่าการก๊อปปี้ก็เป็นวิธีเรียนรู้แบบหนึ่ง แต่มันอยู่ที่เจตนาจริงๆ เช่น เราเห็นของสวยราคาแพง แต่อยากให้ราคามันถูกลง เราจะดึงตรงไหนมาทำให้มันถูกลงได้ แต่ไม่ใช่ก๊อปปี้มา 100% ถามว่าพวกเราโดนก็อปปี้งานไหม โดนค่ะ มันมีหลายรูปแบบ เช่น ใช้วัสดุเหมือนกัน ปรับรูปทรงนิดหน่อย อีกวิธีการหนึ่งก็คือ การใช้วัสดุที่ถูกลง แต่หน้าตาเหมือนกันเลย เราแค่คาดหวังว่าการก๊อปปี้ที่ดี มันควรจะต่อยอดไปในบริบทอื่น ที่ไม่ใช่ว่าก๊อปปี้มาเพื่อที่จะขายเหมือนกัน

ทุกวันนี้เราเห็นการเคลื่อนย้ายของวัฒนธรรมต่างชาติมาสร้างมูลค่าในไทยเยอะมาก นักออกแบบไทยต้องปรับตามรสนิยมที่เปลี่ยนเร็วนี้ไหม
เด: ในมุมการทำงาน ถือว่าเราเริ่มทำงานได้ง่ายขึ้นในภาษาเดียวกันกับคนทั่วโลกมากขึ้น ในขณะเดียวกันเรามีต้นทุนที่น่าสนใจเชิงวัสดุ และต้นทุนทางวัฒนธรรม ทำให้งานของเราที่เป็นภาษาสากล มีเสน่ห์และมีจุดแตกต่าง ผมมองว่าเป็นข้อได้เปรียบที่เรามีหรือควรเอามาใช้ แทนที่จะเป็นภาษาสากลที่เหมือนกันไปหมด เราก็บวกต้นทุนเข้าไปให้กลายเป็นภาษาของเรา

ถึงแม้ว่าเขาจะยกเชียงใหม่ไปไว้ที่เสิ่นเจิ้น หรือแม้ว่าคนไทยจะเอาปาลิโอมาไว้ที่เขาใหญ่ มันก็ไม่เหมือนกันใช่ไหม
หมี: ใช่ ไอเดียเคลื่อนย้ายได้ วัฒนธรรมอาจจะถูกส่งออกได้ แต่เรื่องวิธีการลงมือทำ (Execution) มันแตกต่างตามบริบทของพื้นที่ ในฐานะนักออกแบบ เรารู้สึกว่ายังมีแนวทางอื่นๆ ที่ไม่ต้องเอามาทั้งหมด
พลอย: ถามว่าทำไมเขาถึงก๊อปปี้เวนิสมาไว้ที่เมืองไทย มันก็มีคนที่อยากไป แต่ไม่มีโอกาสได้ไป แล้วเขาก็ได้มาสัมผัสประสบการณ์หรือบรรยากาศประมาณนี้ ก็ถือเป็นเหตุผลที่ดีนะ หรือแบรนด์ MINI SO ที่ก๊อปปี้แบรนด์ MUJI มา มันก็มีกลุ่มคนที่ไม่สามารถซื้อได้ ต้องดูว่าความตั้งใจของเขาว่าคือการก๊อปปี้ 100% หรือเพื่อให้คนในตลาดอื่นๆ ได้เข้ามาใช้ของดีๆ บ้าง

การคัดลอกวัฒนธรรมแบบยกแพ็กมักจะพบเห็นได้ในแถบเอเชีย หรือจริงๆ แล้วเราก็คัดลอกหยิบยืมกันหมด
หมี: จุดประสงค์หนึ่งของการออกแบบ ก็เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้น เช่น การผลิตจำนวนเยอะ (Mass Production) ในอดีตเพื่อให้คนทั่วไปมีของใช้ แทนที่จะผลิตใช้กันเฉพาะคนระดับบน แค่ตอนนี้มันอาจเร็วขึ้นและเห็นชัดกว่า ถามว่ายกเวนิสมาที่นี่ผิดไหม ถ้ามองในเชิงบริบท เราอาจต้องกลับมาตั้งคำถามว่า การที่เราต้องเสพวัฒนธรรมอื่นที่นำเข้ามา ทั้งที่เราก็มีวัฒนธรรมของเราอยู่ แสดงว่าวัฒนธรรมของเราทำหน้าที่บางอย่างบกพร่องหรือเปล่า บางครั้งเรารู้สึกว่าความเป็นไทยมันถูกแช่แข็งไว้ว่าต้องแบบนี้ และอาจจะขาดการพัฒนาที่ต่อเนื่อง เราควรปรับให้อยู่ในชีวิตประจำวันได้ ไม่ใช่เป็นของที่ไว้โชว์เฉยๆ

เป็นไปได้ไหมว่าถ้าเราจะแพ็กวัฒนธรรมของเราแล้วส่งออกไปต่างประเทศบ้าง หรือคิดว่าวิธีนี้จะสร้างมูลค่าได้ไหม
เด: อาจต้องใช้เวลา ถ้าเราจะเอาวัฒนธรรมของเราส่งออกไปแบบนั้น แต่จริงๆ มีหลายอย่างที่ไปได้แล้ว เช่น อาหาร การท่องเที่ยว สปา โรงแรม รีสอร์ต ที่จริงเราสามารถสอดแทรกวงการอื่นๆ แฝงเข้าไปในวัฒนธรรมเหล่านั้น เช่น เฟอร์นิเจอร์ในร้านอาหาร สปา ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในธุรกิจเหล่านั้น
พลอย: คิดว่าตอนนี้เป็นแบบนั้นแล้วนะคะ สมัยก่อนร้านอาหารไทย คนจะนึกถึงภาพหุ่นไม้ยกมือไหว้ กับลายแกะสลัก แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นสตรีทฟู้ด ดังนั้นเราต้องคิดแล้วว่าทำไมคนถึงอยากมาเที่ยวประเทศไทย ทำไมกรุงเทพฯ ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของโลก บางทีวัฒนธรรมของเรามีเรื่องของความถูกผิดบางอย่างที่เราแตะไม่ได้ การที่คนไทยรับและชื่นชอบวัฒนธรรมอื่นๆ ได้เร็ว อาจเป็นเพราะว่าเรายังไม่รู้จักวัฒนธรรมนั้นลึกซึ้ง หรือเราอาจจะคิดว่ามันดี ก็เลยรับมา มันเหมือนเป็นการเรียนรู้และปรับตัว การออกแบบของเราก็เริ่มต้นแบบนั้น ตอนแรกนักออกแบบอาจจะชอบงานออกแบบสแกนดิเนเวียนหรือมินิมัลแบบญี่ปุ่น แล้วค่อยๆ นำมาปรับให้เข้ากับบริบท จนกลายเป็นงานออกแบบของตัวเอง
หมี: บางทีเราอาจจะต้องเปิดกว้างกับการวิพากษ์วิจารณ์ มันไม่มีชิ้นงานที่เพอร์เฟ็กต์ตั้งแต่แรก เวลาเราทำงานออกแบบ มันไม่มีถูกไม่มีผิด เราต้องพัฒนา ทดลองทำ หรืออย่างน้อยเห็นผ่านตาเรื่อยๆ ว่าองค์ประกอบของไทยมีที่มาอย่างไร มาจากไหน เราอาจจะไม่ต้องเอามาใช้ทั้งหมด แต่หยิบบางอย่างมาใช้ มันก็จะพัฒนาต่อไปได้

เห็นแนวโน้มของนักออกแบบรุ่นใหม่ที่เปิดกว้างมากขึ้นบ้างไหม หรือเราควรจะปูพื้นให้เด็กรุ่นใหม่อย่างไรบ้าง
หมี: หลักสูตรที่เราเรียนการออกแบบสมัยมหาวิทยาลัย ก็เป็นหลักสูตรที่เรารับมาจากต่างชาติ เราทำงานออกแบบมา 10-20 ปี แล้วถึงเริ่มย้อนกลับมาดู และแกะรอยว่าข้าวของที่เป็นวัฒนธรรมของเรามีหน้าตาเป็นอย่างไร สมัยก่อนเราออกแบบเก้าอี้บนพื้นฐานของวัฒนธรรมตะวันตก เพราะฉะนั้นก็ต้องใช้เวลา แต่ยังไม่มีการนำงานออกแบบไทยมาวิเคราะห์ว่าทำไมตั่งถึงเป็นแบบนี้ รูปทรงมันอาจจะไม่ใช่ไทยแท้ก็ได้ อาจจะรับอิทธิพลมาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือช่างจีน แต่เราไม่ได้พูดถึงกันเป็นเรื่องราว
ต้น: งานออกแบบไม่ใช่วัฒนธรรมของเราตั้งแต่แรก วัฒนธรรมของเราน่าจะเป็นงานฝีมือมากกว่า งานออกแบบเป็นสิ่งใหม่สำหรับบ้านเราด้วย
พลอย: นักเรียนออกแบบไทยเราเรียนหลักสูตรสากลกันมาก่อน พอเริ่มทำจนเข้าใจแล้ว ก็อยากกลับไปหารากของเรา เวลามีคนถามเราว่างานออกแบบไทยเป็นอย่างไร เราไม่สามารถตอบได้เต็มปากเต็มคำว่ามันคืออะไร เราก็ต้องกลับไปดูว่ามีอะไรบ้างที่จะใช้นิยามว่าเป็นงานออกแบบไทย

พบคำตอบ ผลลัพธ์ หรือได้เรียนรู้อะไรจากการค้นหาสัญชาตญาณความเป็นไทยในงานออกแบบในนิทรรศการนี้ 
พลอย: จริงๆ มันก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการนะคะ เราไม่ได้บอกว่ามันเป็นคำตอบสุดท้าย ตอนที่เรานั่งคุยกันว่าจะตั้งโจทย์อะไรต่อจาก Bangkok Object เราอยากทำเรื่องงานออกแบบไทย จนมาจบที่คำว่า 'Design Instinct' เพราะเรามองว่ามันมีความเป็นไทยที่ฝรั่งมองเห็น เช่น หนังสือ Very Thai เขาเห็นความเป็นไทยแบบหนึ่ง ขณะที่เราไม่เคยนำมานิยามเอง ทุกคนก็เลยตีโจทย์กันว่า Design Instinct ของแต่ละคนคืออะไร สุดท้ายแล้วมันเป็นเรื่องการแก้ไขปัญหา นิสัยชอบหยิบจับอะไรมาปรับใช้ง่ายๆ หรือสบายๆ แบบไทย ก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยได้ ที่ไม่ใช่แนวทางของศิลปวัฒนธรรมชั้นสูง
เด: ผมคิดว่ามันสรุปได้เป็นความหลากหลายจากโจทย์อันเดียวกัน คือ 'สัญชาตญาณ' พอผ่านประสบการณ์ของแต่ละคน ความถนัดเฉพาะตัวของแต่ละคนแล้ว สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้ออกมามันแตกต่างกัน เราสามารถใช้วิธีการเดียวกันได้ ผ่านความถนัดและประสบการณ์ของแต่ละคน ทำให้เกิดความแตกต่างหลากหลายได้ไม่มีที่สิ้นสุด
ต้น: เราทำนิทรรศการกันหลายคน เลยคิดว่ามันมีประเด็นที่แต่ละคนเข้าไปสำรวจศึกษา มีผลงานที่พูดถึงการนำของสำเร็จรูป (Ready-made Object) มาดัดแปลง บางงานคิดถึงวิธีการแบบบ้านๆ แล้วเอามาต่อยอดเป็นงานออกแบบ หรือเรื่องการหยิบจับสิ่งที่มีวัฒนธรรมอยู่ในนั้น แล้วนำมาออกแบบใหม่ ผมมองว่าถ้านักออกแบบคนเดียวทำนิทรรศการนี้ จะต้องออกแบบงาน 30-40 ชิ้น มันก็จะไม่ได้มีความน่าสนใจมากเท่านี้

เรื่อง: ปิยพร อรุณเกรียงไกร และ พัชรินทร์ พัฒนาบุญไพบูลย์  I ภาพ: ภีร์รา ดิษฐากรณ์