“วันเกิดทีไม่ต้องมีเซอร์ไพรส์ กูขี้เกียจจะตกกะใจ เค้กที่ซื้อมาไม่ต้องปักเทียนไว้ ปักตามอายุเดี๋ยวมันจะแดกไม่ได้”

คือเพลงใหม่ที่เราเพิ่งได้ยินจากโจ้ อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต aka โจอี้บอย ในวันที่เขาจะมีอายุครบ 43 ปี

ใช่แล้ว เขาเกิดในเดือนธันวาคม และกำลังเตรียมการจัดงานฉลองวันเกิด ในบรรยากาศสนุกสนานอันเป็นที่ทางของเขา โดยเขาตั้งชื่อมันว่า Joeyboy Expo HBD to กู

คุณอาจจะเคยได้ยินมาบ้างว่า จุดเริ่มต้นของโจอี้บอยก็คือคือความฝันที่บันทึกไว้ในเรียงความส่งครูว่าอยากเป็นนักร้อง โชคดีที่เขาไม่ได้หันหนีความฝันนั้นเพียงเพราะเกิดมาเสียงไม่ดี แต่กลับหามุมที่ได้และใช่จนเจอ นั่นก็คือแร็ป

เราอาจสงสัยว่าเขาทำได้อย่างไร มีอัลบั้มแรกก็ดัง ทำเพลงให้คนอื่นก็โดน (อย่างเพลงแฟนจ๋านั่นไง) ทำโชว์ออกมากี่ทีก็ไม่เคยซ้ำ เล่นกีฬาก็ยังติดทีมชาติ ราวกับคนที่เกิดมาเพื่อชนะอย่างแท้จริง แต่เชื่อไหมว่าความคิดของเขากลับเรียบง่าย เพราะแร็ปไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าภาษาที่ใช้สื่อสาร เราจึงได้สัมผัสทั้งมุมรัก เหงา เมา และสนุกสนานจากงานของเขาที่ไม่เคยติดอยู่ในกรอบใดเลย

เล่าที่มาของงานฉลองวันเกิดที่กำลังจะจัดหน่อยได้ไหม
คือทุกปีผมจะสนุกสนานกับการจัดงานวันเกิดอยู่ในกลุ่มเพื่อน เลยรู้สึกว่าทำไมเราไม่จัดงานวันเกิดที่คนเข้ามาร่วมกับเราได้ อยากจะจัดที่ไหนที่มันจุคนได้เยอะ ให้เขาได้สนุกไปกับเรา แล้วที่เลือกสวนน้ำ (การ์ตูนเน็ตเวิร์ก พัทยา) ก็เพื่อให้ทุกคนได้กลับไปเป็นเด็กอีกหนึ่งวัน 

แต่ก่อนงานดังกล่าวคุณก็จะขึ้นเวที Big Mountain ด้วยใช่ไหม
ผมร่วมงานกับป๋าเต็ด (ยุทธนา บุญอ้อม) มาตลอด งาน Big  Mountain จะมีเวทีหนึ่งเป็นของผม ซึ่งเป็นเวทีรำวงที่เน้นจังหวะไทย ใครมาเล่นเวทีนี้ต้องทำเพลงของตัวเองเป็นลูกทุ่ง-สามช่า นักร้องที่มาเวทีนี้ต้องร้องเพลงบรูโน่ มาร์ส เป็นจังหวะรำวง อย่างปีนี้ก็จะมียุ้ย ญาติเยอะ จินตหรา พูนลาภ คณะรำวงโฟร์เอส คณะรำวงเชิญยิ้ม เป็นเวทีที่มันมาก

เรียกคุณว่าแร็ปเปอร์สายสนุกได้ไหม
คือผมรู้สึกว่าผมไม่ต้องทำอะไรให้มันแร็ปไปกว่านี้แล้วล่ะ ในยุคหลังผมเลยทำสามช่าแล้วแร็ปลงไป ผมสนุกกับมันและรู้สึกว่าถนัดดีด้วย  คือสิ่งที่เราทำมันไม่จำเป็นต้องทันสมัยแล้ว มันเป็นสิ่งที่เราทำเพื่อตัวเราเอง 

เจอความพิเศษอะไรในสามช่า
มันคือเรื่องของจังหวะ จาเมกามีเร็กเก ละตินมีซัลซา ทุกประเทศเป็นที่รู้จักด้วยจังหวะ ส่วนจังหวะไทยมีสามช่า หมอลำ รำวง นั่นคือสิ่งที่ผมทำแบบขว้างหินออกไปเลย ความรู้สึกแรกบอกว่าวันหนึ่งมันจะต้องมา เราชอบ และทุกคนชอบ ดังนั้นมันไม่มีเหตุผลเลยที่ผมจะไม่ทำ

โจอี้บอยที่เรารู้จักในวันนี้เริ่มต้นอย่างไร
ถ้าเอาก่อนเข้าวงการเลย ในเรียงความตอนเด็กผมเขียนว่าอยากเป็นนักร้อง แต่เสียงไม่ดี ความรู้ด้านดนตรีก็ไม่มี พอโตมาก็เริ่มฟังเพลง แล้วก็แข่งประกวดเต้น คือเป็นเด็กแร็ปยุคแรกของเมืองไทย จนวันหนึ่งโอกาสเข้ามา คนที่ยื่นโอกาสให้คือ บอยด์ โกสิยพงษ์ ซึ่งเป็นรุ่นพี่โรงเรียน จะให้ผมออกเทปตั้งแต่ตอนอยู่ ม.5 แต่ผมไม่พร้อม เรายังไม่มีความรู้

ก่อนที่โจอี้บอยจะเจอเพลงแร็ป ก่อนหน้านั้นฟังเพลงอะไร
ฟังหมดเลย เป็นคนที่ฟังเพลงเยอะมาก ทุกแนว คาราบาว ชาตรี ดนุพล แก้วกาญจน์ ธงไชย แมคอินไตย์ ฟังหมดเลยทุกแนว

แล้วที่เริ่มต้นจริงๆ คือช่วงไหน
หลังจากนั้นก็ผ่านการตระเวนดูคอนเสิร์ต ไปดูว่าเขาร้องยังไง สมัยก่อนจะมีวงต่างชาติที่แร็ป ก็ไปดูแล้วกลับบ้านมาหัดร้อง แล้วก็ไปขอเขาขึ้นไปร้อง ที่ผับลีโอกร็อตโต้ซอยทองหล่อ จนพี่บอยด์เรียกไปร้องเพลงอีกรอบ (ช่วงแร็ปเพลงตาอินกับตานา ของสมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ อัลบั้ม Z-MYX) จากนั้นผมก็ไปอยู่ฮ่องกง พอกลับมาเพลงนี้ขึ้นชาร์ตแล้ว ผมเลยเดินไปถามพี่บอยด์ว่าอยากทำอัลบั้มอีกไหม แล้วก็ไปบอกแม่ว่าขอไม่เรียนหนังสือแล้ว เพราะจะออกเทปเพลงแร็ป ก็โดนด่าดิครับ เสียงแบบมึงจะร้องเพลงยังไง แล้วหน้าตาคนออกเทปสมัยนั้นคือมอส ปฏิภาณ เต๋า สมชาย แต่ในที่สุดแม่ก็เปิดโอกาสให้ลองสักตั้งหนึ่ง 

ก่อนยุค 90 บ้านเราไม่มีแร็ปไทยเลยใช่ไหม
มีหลุดมาบ้างพอให้สงสัยว่าเพลงอะไรนะ ตั้งแต่เพลงมันแปลกดีนะของพี่เต๋อ (เรวัติ พุทธินันท์) แล้วก็เพลงเบื่อคนบ่น ของธเนศ วรากุลนุเคราะห์ แต่วงที่ชัดคือสุดของเมืองไทยวงแรกชื่อ TKO เขาไปที่ไหนก็ตามไปดู ทำให้ชอบในวัฒนธรรมแร็ป แต่ส่วนที่ผมชอบจะเป็นวัฒนธรรมที่ว่าด้วยภาษาเป็นหลัก เรื่องแฟชั่นหรือไลฟ์สไตล์เป็นเรื่องรองลงมา ก็เลยพยายามเริ่มเขียนแร็ปเป็นภาษาไทย แล้วก็รู้สึกว่ามันถูกทาง เพราะตอนเรียนชอบเรียนภาษาไทย ชอบเขียนกลอนอะไรแบบนี้

ตอนเด็กภาษาไทยเกรดดีไหม
ถ้าเป็นเรื่องการเรียนผมไม่รู้เรื่อง แต่ชอบภาษาไทย ไปเล่นเกมออกทีวีอะไรที่เป็นภาษาไทยเรามักจะชนะ ชอบอ่านกลอน คืออ่านแล้วทำไมเราเข้าใจวะว่าคำยากๆ มันแปลว่าอะไร แล้วก็สนใจว่าชื่อตัวเองแปลว่าอะไร มีรากฐานมาจากคำว่าอะไร แล้วก็เริ่มรู้สึกว่าการใช้ภาษากับแร็ปมันเหมาะกับเรามากเลย ร้องเพลงนี่อย่าไปคิด เสียงห่วยแตกมาก เพราะฉะนั้นการแร็ปน่าจะเป็นทางออกที่ดีในการเขียนและทำเพลง ก็ซอกแซกหาเป้าหมายไปเรื่อยๆ

แร็ปในสไตล์โจอี้บอยเป็นอย่างไร
คือการทำให้รสหวานรับประทานง่าย เข้าถึงง่าย การเขียนเพลงในแบบของเราคือการคลี่คลาย อย่างเพลงกากี่นั้ง ที่คนฟังแล้วรู้สึกสนุกเพราะมันง่าย กากี่นั้งในภาษาจีนแปลว่าคนกันเอง มันเกิดมาจากข่าวที่นักการเมืองทะเลาะกันว่ามึงคือคนเชื้อชาติจีนจะมาปกครองเมืองไทยได้ยังไง ผมก็เขียนออกมาแบบนั้น ผมจะไม่เขียนเพลงโต้งๆ เพราะรู้สึกว่ามันไม่มีลีลา การเขียนเพลงด่าตรงๆ คือมันเขียนได้ แต่ถ้าทำอย่างนั้นกูด่ามึงไปเลยดีกว่าไหม เขียนจดหมายด่าก็ได้ ยืนด่าก็ได้ไง

แปลว่าแร็ปไม่จำเป็นต้องด่า
สำหรับผมศิลปะในการสื่อสารมันมีได้หลายแบบ แต่โจอี้บอยก็จะสื่อสารแบบนี้ ผมมีอีกเพลงชื่อว่าเ_ี้ย ผมคิดอยู่นานว่าจะเขียนเพลงด่าคนคนหนึ่งว่าเ_ี้ยได้ยังไงให้มันเป็นเรามากที่สุด ก็ไปคลี่คลายตรงท่อนที่ว่า “กูรู้ว่ามึงเ_ี้ยเพราะกูก็เ_ี้ยเหมือนมึง” ไม่งั้นให้ไปด่าเฉยๆ มันก็ไม่ใช่ลีลาของผม  

ทำไมเวลามองจากมุมคนนอกแล้วฮิปฮอปดูมีขนบเยอะมาก เช่นต้องแต่งตัวแบบนี้ ต้องใช้คำนี้ ต้องด่า
ไม่หรอก นี่คือสิ่งที่โจอี้บอยเป็นมาตลอด คือบนโลกไม่มีแร็ปเปอร์คนไหนที่ไว้ผมยาวขนาดนั้น (ตอนออกอัลบั้มแรกๆ) ซึ่งผมไม่เคยมีทรงผมแบบแร็ปเปอร์ในจินตนาการ ผมไม่มีคำว่า Yo! What’s up? ผมอาจพูดแบบนี้กับเพื่อนฝรั่ง แต่ผมก็สวัสดีครับกับเพื่อนคนไทยด้วยกัน เราแค่พยายามหยิบจับสิ่งที่เราเป็นที่สุด และไม่ต้องพยายามเป็นอะไร
จากเบเกอรี่มิวสิคจนถึงวันที่มาทำค่ายเพลงเอง (ก้านคอคลับ) มีอะไรเปลี่ยนไปแค่ไหน

มันคือกฎแห่งกรรมเลย ตอนผมเป็นศิลปินคือแสบสุดๆ เราเป็นเด็กวัยรุ่นที่ออกจากมหาวิทยาลัย มาใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยอยู่ในค่ายเพลง เป็นน้องเล็กที่สุดในเบเกอรี่มิวสิค มันก็มีชื่อเสียงเงินทอง สนุกสนาน เกเร จนวันที่มาทำค่ายเพลง ผมต้องรับลูกระเบิดเข้ามาหลายวง ตัวแสบหลายๆ คน 

เรามีอำนาจในการคัดเลือกศิลปินไหม
ใช่ครับ ผมเป็นคนตัดสินใจคนเดียว โดยยืมตังค์ชาวบ้านเขามาทำ แล้วก็ทำแบบไม่สนใจด้วย ไม่สนใจในที่นี้คือเราเป็นศิลปินมาก่อน เราต้องการสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับค่ายของเรา ลูกน้องเรา ศิลปินของเรา ฉะนั้นก็ธุรกิจแทบจะไม่อยู่ในหัวผมเลย มีเงินเท่าไหร่ก็ถมให้หมด มีเงินเท่านี้ก็ถมเอ็มวีให้หมด ทำงานแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราสนุก แต่ทางค่ายใหญ่คงจะไม่สนุกเท่าไหร่ แต่ก็อยู่มาได้เรื่อยๆ 

ทำเพลงให้ศิลปินคนไหนสนุกที่สุด
สิงห์เหนือเสือใต้ สนุกมาก ศิลปินเบอร์แรก ตั้งใจไว้เลยถ้ากูมีค่ายต้องเป็นฝีมือมึง คือผมเห็นเขามาตั้งแต่เป็นเด็กจนเขาโต กูรู้สึกว่ามึงจะต้องดี แล้วผมอินกับเขามากเหมือนกับน้อง 

คิดว่าทำค่ายเพลงได้ดีไหม
ทำมาสิบห้าปีมันไม่มีขึ้นเลย (หัวเราะ) ถ้าวัดจากธุรกิจ ไม่ได้เรื่องหรอก มันไม่ใช่เพลงฮิตติดตลาดระดับซูเปอร์สตาร์ แต่มันได้สร้างสิ่งหนึ่งที่เราอยากสร้างมันมาตลอดเลยคือศิลปินที่มีคุณภาพ ศิลปินที่โตขึ้นไปแล้วสร้างสรรค์ผลงานได้ อันนี้คือความตั้งใจในการทำค่ายนี้ขึ้นมา 

ถ้าไม่ได้เงินมากมายทำไมเขาถึงให้เราทำมานานขนาดนี้
คือเราก็แต่งเพลงพี่เบิร์ดคืนเขาไป แลกกัน ธุรกิจมันมีหลายแพลตฟอร์ม เราเป็นหน่วยเงินที่เล็กมาก เมื่อเทียบกับการทำกำไรของเพลงที่เบิร์ด มึงเจ๊งไปเถอะ มันอาจฟังดูตลกแต่มันคือดีลแบบนี้จริงๆ คือผมมีหน้าที่สองส่วนในการทำงานที่แกรมมี่ หนึ่งคือครีเอทีฟ ทำงานกับพี่เบิร์ด ธงไชย พี่เล็ก บุษบา แล้วก็ช่วยงานครีเอทีฟด้านอื่นๆ ส่วนอีกพาร์ตหนึ่งผมก็ทำก้านคอคลับ ซึ่งมันไม่ได้ใช้เงินเยอะ ถ้าเห็นเอ็มวีดูเยอะนั่นผมไปวิ่งหามาเองด้วย ซึ่งตรงนี้กำไรขาดทุนมันน้อยมาก

ก้านคอคลับมีบทบาทแค่ไหนในการพัฒนาวงการฮิปฮอปไทย 
มีบทบาทหรือเปล่าผมก็ไม่รู้เหมือนกัน จริงๆ แล้วเราก็ไม่ใช่ฮิปฮอปจ๋า เพราะผมสอนให้น้องทุกคนทำในสิ่งที่มันเป็น มึงอย่าเป็นอะไรที่มึงไม่ใช่ อย่างสิงห์เหนือเสือใต้เขาก็ฮิปฮอปไปในทางของเขา กอล์ฟอ่านหนังสือเยอะไปทางนี้เลยกอล์ฟ บุดดาเบลสมาตอนแรกเป็นวงอันเดอร์กราวด์เลย หยาบจนแบบว่า…อุ๋ยกูให้มึงออกไม่ได้ อากู๋ด่ากูตายห่า จนเขาไปบวชกลับมาบอกว่าพี่ครับผมจะไม่หยาบแล้ว ผมจะมีวงชื่อบุดดาเบลส ผมจะพูดแต่เรื่องดีๆ “อยู่ในปาร์ตี้ร้อนดังกับไฟเออร์” นี่คือบรรยายถึงภาพนรกนะ 

เดี๋ยวนี้ยังใส่สร้อยทองเส้นโตๆ อยู่ไหม มันมีความหมายว่าอะไร
ไม่ค่อยใส่ครับ ใส่แต่ออกโทรทัศน์ เขาให้ใส่ก็ใส่ มีความหมายคือแฟชั่น เป็นแฟชั่นของฮิปฮอป

จุดเริ่มต้นของแฟชั่นนี้มาจากไหน
คนผิวสีผมว่าก็สามล้อถูกหวย มีก็ต้องโชว์ กำนันสไตล์น่ะ ผมว่าคนเริ่มต้นใส่อาจจะใส่ทองจริง คนต่อมาก็อาจจะ..กูอยากจะใส่เฉยๆ จนวนกลับมารอบนี้คือใส่เล่นกันแล้ว พลาสติกก็เป็นทอง มันกลายเป็นแฟชั่นแล้ว คือฮิปฮอปมาจากการพูดอะไรที่มันลึกมากๆ ถูกกดขี่มากก็เลยระบายออกมา จนมาถึงปัจจุบันคนมันอยู่ในโลกที่เราโตมากับยุคที่สบายๆ ฉะนั้นความเป็นแฟชั่น ความเมา ความปลิ้นคือการกวนตีน ไม่มีเนื้อหา ไม่มีอะไรเลย กูจะใส่กุชชีมึงจะทำไมล่ะ 

ไม่ได้ใส่เพื่อต่อต้านความรวยด้วยใช่ไหม
มันไม่ได้คิดอะไรเลย มันเมา มันถึงเป็นกรณีกันระหว่างแร็ปเปอร์โลกเก่ากับแร็ปเปอร์โลกใหม่ โลกเก่าก็จะด่า…มึงไม่รู้ว่ากว่าพวกกูจะต่อสู้มาถึงจุดที่คนยอมรับได้ แล้วมึงทำเ_ี้ยอะไรของมึง มันทะเลาะกันทุกวันเลย ทะเลาะกันในระดับชาติ พวกสนูปด็อกก์ก็จะไม่ชอบพวกกุชชีแกงค์ เพราะทะเลาะกันในแง่ของแร็ป คือมึงแร็ปเ_ี้ยอะไรกันฟังไม่รู้เรื่อง พวกกุชชีแกงค์ก็จะบอกว่านี่มันยุคกู มึงไม่ฟังก็ไปที่อื่นเด็กๆ เขาจะฟังกัน  มันก็เป็นเรื่องธรรมชาติ ผมว่าคนที่ฟังเมทัลลิกาก็คงตกใจตอนเนอร์วานาโผล่มาครั้งแรกเหมือนกัน

มองการเติบโตของฮิปฮอปไทยในวันนี้อย่างไร
มันเกิดจาก The Rapper, Rap is Now, Show Me The Money มันเกิดจากทุกคนที่ทำให้มันเกิดขึ้นมา แต่เสน่ห์สุดท้ายที่ทำให้คนได้ยินจริงๆ คือเรื่องของภาษา ภาษาทำได้ขนาดนี้เลยเหรอ เพลงแร็ปทำได้ขนาดนี้เลยเหรอ มันถึงเวลาที่คนจะตั้งใจฟัง

อะไรที่ทำให้รายการ The Rapper Thailand ประสบความสำเร็จ
The Rapper คือการเอาแร็ปมาคลี่คลาย เอาคนที่ด่ากันใน Rap is Now มาแร็ปในมุมที่คนอื่นไม่ได้เห็น คนเราไม่ได้ด่าดันอยู่ในมุมเดียว ในสมองมันมีอะไรอีกเยอะ นี่คือสิ่งที่ผมบอกเขาตั้งแต่แรกว่าแร็ปเปอร์ทุกคนโคตรฉลาด ให้มันพูดเรื่องแม่มันก็พูดได้สุดซึ้ง ให้มันพูดเรื่องอาหารมันก็บรรยายได้ดีเลิศ แค่ย้อนกลับมาตั้งโจทย์เป็นอะไรก็ได้ที่คนรู้จัก แล้วให้เขาแร็ปบรรยายต่อจากนั้น คนได้ฟังแร็ปแบบเต็มๆ จะรู้สึกว่าโดน

ขยายความคำว่าแร็ปเปอร์ทุกคนโคตรฉลาดให้ฟังหน่อย
ฉลาดใช้ภาษา ฉลาดในเรื่องของการที่เขาศึกษา เขาคือคนที่สื่อสารออกมาเป็นกลอนไทยได้เก่ง ใช้สำนวนได้เก่ง มีคำศัพท์ มีความเชี่ยวชาญในภาษาไทยที่มากกว่าคนทั่วไป คือคอนเทนต์ไม่ต้องมาบอกหรอกว่าอะไรดีไม่ดี ถ้าเป็นแร็ปเปอร์ด้วยกันจะอยากได้ยินภาษา อยากเห็นลีลาการใช้คำ เหมือนเวลาผมกับขัน ไทเทเนียม ทำงานด้วยกันแล้วตัดสิน (ในรายการ The Rapper Thailand) เราจะมองที่ตรงนั้น ไม่ใช่ว่าใครหยิบคอนเทนต์ที่รุนแรงกว่ามาพูดก็จะได้คะแนนไป คือทำได้นะถ้ามันสละสลวย แล้วมันเจ๋งจริงๆ

ทำไมแร็ปเปอร์ยุคนี้พูดเรื่องบ้านเมืองกันเยอะ
จริงๆ มันมีคละกันไป ไม่ใช่ทุกคน แต่ผมรู้สึกว่าเขาพูดกันมาเยอะทุกยุค ทุกสมัย แต่ยุคนี้อาจได้ยินง่ายกว่า 

แม้จะใต้ดินก็เข้าถึงได้
เดี๋ยวนี้มันไม่มีแล้วครับใต้ดิน บนดิน มันมีแต่ออนไลน์ 

เทียบจากเมื่อก่อน แร็ปตอนนี้มีฐานกว้างขึ้นแค่ไหน
มันเยอะมาก ป้าขายของ…ทุกคนฟังแร็ปได้หมด สนุกแบบนึกไม่ถึงเลย ย้อนกลับไปในสมัยเรา จะฟังเพลงแร็ปต้องรอดีเจเปิดวันละเพลงสองเพลงตามคลับต่างๆ เปิดเสร็จสบายใจละกลับบ้านได้ ไม่มีเปิดตามวิทยุด้วย แล้วอีกมุมหนึ่งก็ดีใจว่ามันเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กใหม่ๆ ที่ได้เห็นมุมมองของแร็ปว่ามันไม่ได้มีแค่เรื่องเดียว มันทำเป็นแบบนี้-แบบนั้นได้นะ มันทำได้หลายรูปแบบ และมันคือภาษาไทยด้วย คราวนี้สนุกเลย ความสนใจในภาษามันก็จะมากขึ้นไปอีก 

ซึ่งได้เห็นผลลัพธ์แล้ว
เห็นได้ชัดเจนเลย เดี๋ยวนี้แร็ปกันไฟแล่บแล้ว

Creative Ingredients

  • นอกจากความฝันในการเป็นนักน้อง โจอี้บอยในวัยเด็กยังฝันถึงการเป็นนักกีฬาทีมชาติด้วย
  • เขาเล่นกีฬาหลากหลาย ไล่ตั้งแต่ฮ็อกกี้น้ำแข็ง (อยู่ในทีมแชมป์ประเทศไทยตอนเขาอายุ 13 ปี) สเก็ตบอร์ด เวคบอร์ด พารามอเตอร์ (แชมป์ประเทศไทยและตัวแทนทีมชาติ) ยิงธนู (ปรินเซสคัพรางวัลที่ 3) ไปจนถึงกอล์ฟ และมอเตอร์ไซด์วิบาก
  • ส่วนกีฬาที่เล่นอยู่ในตอนนี้คือเจ็ตเซิร์ฟ ซึ่งเขากำลังจะลงแข่งรายการชิงแชมป์โลกที่พัทยา
  • เหตุผลที่เล่นกีฬาแล้วต้องไปแข่ง เขาบอกว่ามันเป็นการตั้งเป้าหมาย ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นกิจกรรมสันทนาการหรืองานอดิเรก ซึ่งเขาไม่ชอบอะไรแบบนั้น สำหรับเขาคือต้องไปให้สุด รู้ให้จริง “ปลูกแอปเปิลก็ต้องรู้ทั้งหมด ชงกาแฟก็ต้องรู้ทั้งหมด” แน่นอนเขายอมรับว่าตัวเองเป็นคนชอบแข่งขันด้วย
  • วินัยในการฝึกซ้อมสำคัญมาก (เขาบอกว่าอย่าดูแต่รูปภายนอก) แต่ตัวช่วยสำคัญก็คือการควบคุมสมองให้ได้ เช่น สั่งสมองให้ตัวเองเป็นนักยิงธนูที่โคตรเก่ง แล้วซ้อมไปตามขั้นตอนที่วางแผนไว้ ซึ่งเทคนิคนี้เขาได้มาจากนักจิตเวชที่มาคุยกับนักกีฬาทีมชาตินั่นเอง

เรื่อง : กิรญา เล็กสมบูรณ์