พระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง “สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน)” หรือ สศส. ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Creative Economy Agency (Public Organization) เรียกโดยย่อว่า CEA (ซี-อี-เอ) เมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์วางกรอบการทำงานในเชิงนโยบาย และมี CEA เป็นหน่วยงานปฏิบัติ 

เมื่อพิจารณาจากมูลค่าของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย* ในปี 2557  ที่มีมูลค่าถึง 1.61 ล้านล้านบาท  หรือคิดเป็นร้อยละ 13.18 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)**  ซึ่งมีมูลค่ารวม 12.14 ล้านล้านบาท ก็ทำให้การสำรวจความคิดของอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (อดีตผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC) ถึงมุมมองต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในวันนี้ รวมไปถึงทิศทางการทำงานและบทบาทของ CEA ที่ได้เริ่มนับหนึ่งเพื่อออกสตาร์ทกันไปแล้วนั้น กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่จะสะท้อนถึงสถานการณ์และนิเวศของระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

ทำไมต้อง “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” และ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ณ วันนี้ คืออะไร
ผมว่าความหมายมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเมื่อ 10 ปีที่แล้วสักเท่าไหร่ เพราะเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มันพูดถึงภาพรวมของเศรษฐกิจที่มีกระบวนการที่ทำให้เกิดผลผลิตด้วยการใช้ความรู้ ใช้ความสามารถในการเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณีของท้องถิ่น โดยที่วันนี้เราเชื่อมโยงกับเงื่อนไขของโลกด้วยการเติมเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเข้าไป แล้วผลลัพธ์หรือกระบวนการที่ทำมีผลกับสังคม ทำให้สังคมมันดีขึ้น หรือในแง่ผู้ประกอบการเกิดเป็นรายได้ ซึ่งถ้ามีคนทำสิ่งนี้ในจำนวนมาก มันก็จะเห็นแรงเคลื่อนในระบบเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ทำให้คนมีคำถามคือคำว่า “ความคิดสร้างสรรค์” เพราะมันจับต้องไม่ได้ 

เราจะอธิบายความคิดสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร
ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ดีๆ จะเกิดขึ้นมาเองหรือนอนหลับ ฝัน เช้าตื่นขึ้นมาแล้วบอกว่ามันเป็นความคิดสร้างสรรค์ เพราะมันเป็นกระบวนการที่บ่มเพาะด้วยความรู้ที่สั่งสมมา ด้วยภูมิปัญญา ประเพณี หรือวัฒนธรรมที่มี ด้วยประสบการณ์ ด้วยการสังเกตพฤติกรรม เป็นส่วนผสมของหลายศาสตร์เพื่อทำให้เข้าใจคน เข้าใจสังคมมากขึ้น เพราะฉะนั้นความคิดสร้างสรรค์มันมีกระบวนการของมัน

ความคิดสร้างสรรค์มีมูลค่าหรือคุณค่าอย่างไรในเชิงเศรษฐกิจ แล้ว Design Thinking (กระบวนคิดเชิงออกแบบ) และ Service Design (การออกแบบบริการ) ถือเป็นกระบวนการหนึ่งของความคิดสร้างสรรค์ไหม
อันนั้นเป็นแค่ศาสตร์หนึ่ง เนื่องจากคำว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” มันใหญ่มาก ทั้งในธุรกิจที่ต้องอาศัยความสำคัญของความคิดสร้างสรรค์เป็นเนื้อหาสำคัญในการที่มันจะขับเคลื่อนหรือทำให้เกิดรายได้ ถ้าขาดแกนสำคัญนี้ก็ไม่สามารถเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้ อย่างในธุรกิจบันเทิง เราอาจจะเห็นความคิดสร้างสรรค์ผ่านความสนุก ตั้งแต่เขียนบท ถ่ายทำ นำมาฉาย แต่ความคิดสร้างสรรค์ในความหมายของเศรษฐกิจสร้างสรรค์มันใหญ่มากกว่านั้น เช่น ธุรกิจที่อยู่บนดิจิทัลแพลตฟอร์ม มันอาจจะไม่ใช่เรื่องของความสนุกอย่างเดียว แต่มันเป็นเรื่องของการที่เราสามารถถ่ายทอดสิ่งที่เราคิด โมเดลทางธุรกิจ เราสามารถอธิบายผลผลิตของตัวเองให้ฝั่งผู้ซื้อผ่านช่องทางต่างๆ จนคนตัดสินใจซื้อ

ถ้าจะอธิบายต่อไปอีก คือ ความคิดสร้างสรรค์ถูกนำไปใช้ปรับปรุงผลผลิตอื่นๆ ธุรกิจบางธุรกิจอาจจะไม่ใช่ธุรกิจสร้างสรรค์ แต่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อน เช่น การเอา Design Thinking ไปพัฒนาเรื่องของสาธารณสุข เรื่องการเกษตร อย่างเดิมเรามีฝักมะขามที่โค้ง เราเรียงใส่กล่องเพื่อขนส่งแล้วมันกินที่ ขนส่งแล้วฝักแตก เราก็ใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อย่างการปรับปรุงพันธุ์ให้ฝักตรงมากขึ้น ทำให้เนื้อมะขามเต็มฝักมากขึ้น ทำให้โอกาสที่ฝักจะแตกก็น้อยลง ฝักตรงก็เรียงใส่กล่องได้ เราไม่ได้พูดเรื่องธุรกิจสร้างสรรค์โดยตรง แต่เราใช้กระบวนการที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ใหม่ๆ เกิดขึ้น วิธีคิดทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มันจึงสามารถไปเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้

ถ้าเศรษฐกิจสร้างสรรค์สามารถอยู่ได้กับธุรกิจที่หลากหลาย แสดงว่าสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA  (Creative Economy Agency) กำลังทำงานกับคนหลากหลาย ไม่ได้จำกัดแค่ 12 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์***
จริงๆ แล้วการแบ่งกลุ่มอุตสาหกรรมมันช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้น วัดผลง่ายขึ้น ว่าธุรกิจนี้อยู่ในกลุ่มไหน แต่พอเรามาลองมองเครื่องมือที่ 12 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ใช้ อย่าง Design Thinking, Service Design, UX หรือ Human Centric (แนวทางในการออกแบบที่คำนึงถึงผู้อยู่อาศัยเป็นศูนย์กลาง) หลากหลายเครื่องมือที่เมื่อพอมองภาพกว้างของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ถ้าเราเอาเครื่องมือเดียวกันนี้ไปใช้กับอุตสาหกรรมอื่น หลายที่ก็ประสบความสำเร็จ

ลองดูไปที่อุตสาหกรรมยา เดิมกลุ่มลูกค้าคือคนป่วย ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่ากลุ่มคนที่ยังไม่ป่วย เขาก็ไปดึงลูกค้ากลุ่มก่อนป่วยเข้ามา โดยใช้ Design Thinking ทำอย่างไรให้คนกลุ่มก่อนป่วยสนใจ เราถึงเห็นว่ามีกลุ่มอาหารเสริมมากมายในตอนนี้ เพราะตลาดของกลุ่มนี้มันมีขนาดใหญ่มากกว่าขนาดตลาดของอุตสาหกรรมที่เป็นยารักษาโรคมาก ซึ่งถ้าเราลองไปสังเกตเทรนด์โลกตอนนี้ จะเห็นว่าเน้นไปเรื่องธรรมชาติ เราก็จะเห็นว่าสีสัน รูปทรงของเม็ดยา ก็มีหลากหลาย เพื่อให้มันดูแล้วสบายใจว่าเป็นการรับประทานเพื่อรักษาสุขภาพมากกว่าเพื่อเป็นยารักษาโรค นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ได้จำกัดแค่ 12 อุตสาหกรรม แต่ยังสามารถนำไปใช้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้แทบทุกที่

เมื่อต้องทำงานในมุมมองที่กว้างมากขึ้น ทิศทางหรือพันธกิจของ CEA จะเดินหน้าไปทางไหน
TCDC ทำเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์มา 10 ปีแล้ว ถามว่าก้าวหน้าไหม มันก็ก้าวหน้ามาตามลำดับ ตามเวลา ตามปัจจัยที่เกี่ยวข้อง แต่สิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายพูดคุยและได้ข้อสรุปอันหนึ่งที่เป็นปัญหาของประเทศไทยก็คือ เรายังไม่มีใครรับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยตรง เพราะ TCDC ก็มีสโคปงานที่เป็นการสนับสนุนให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในธุรกิจออกแบบ หรือหน่วยงานอื่นๆ ของประเทศ เขาก็มีสโคปงานของเขาเองว่าทำหน้าที่อะไร ดังนั้นมันจึงขาดคนที่จะมาทำหน้าที่รวบรวม เชื่อมโยง ประสานงานทั้งข้อมูล การปฏิบัติ และผลลัพธ์ กับหน่วยงานรัฐ เอกชน ธุรกิจ คนที่ประกอบธุรกิจ คนที่อยู่ในชุมชน คนที่อยู่ในระบบการศึกษา ให้มันเป็นเรื่องเดียวกัน ในระดับประเทศมันจึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานที่ทำงาน รับผิดชอบ เก็บข้อมูลเรื่องนี้โดยเฉพาะ ก็เลยต้องสร้างกลไกในการขับเคลื่อนและรับผิดชอบเรื่องนี้ จะได้ไม่มีอะไรที่ขาดหายหรือแหว่งไป รัฐบาลก็เลยจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) ขึ้น

ฉะนั้นภารกิจหลักของสำนักงานฯ ที่จะต้องดูอันแรกก็คือ การพัฒนาระบบของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เชื่อมโยงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้ได้ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร แล้วต้องการสภาพแวดล้อมหรือระบบนิเวศแบบไหน ที่จะส่งเสริมให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เดินหน้าหรือขยายตัวได้ ต่อมาก็คือกระจายความสามารถของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้ไปถึงหลากหลายส่วน ไปถึงชุมชนได้ ไปถึงระบบการศึกษาได้ ให้คนได้ใช้นวัตกรรมในการประกอบอาชีพและทำให้คุณภาพชีวิตเขาดีขึ้น

แล้วหน่วยงานนี้ก็จะพัฒนาผู้ประกอบการด้วย พอมีผู้ประกอบการ มีระบบ  มีระบบนิเวศแล้ว ก็ต้องการพื้นที่จริงๆ ที่จับต้องได้ อย่างที่เราเรียกว่า Creative District (ย่านสร้างสรรค์) ในหลายๆ พื้นที่ของประเทศ แล้วก็ต้องมีคนรวบรวม จัดเก็บข้อมูลที่ทั้งส่วนราชการและเอกชนทำ เป็น Creative Index หรือฐานข้อมูลที่ใช้จัดการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อทำให้เรารู้สถานการณ์ รู้ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้คิดเอาเอง แล้วเอาข้อมูลเหล่านี้ไปวิเคราะห์กับอนาคตข้างหน้าว่าเราควรจะทำอะไร ไม่ควรจะทำอะไร ควรจะส่งเสริมใครแค่ไหน เท่าไหร่ หรือแม้แต่การสร้างปัจจัยเกื้อหนุนระบบนิเวศในเชิงอื่นๆ เช่นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น มันก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจใหญ่ของประเทศสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น 

การสร้างสรรค์ “เศรษฐกิจ” จาก “ความคิด” และ “วัฒนธรรม” ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของแนวคิด “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” สำหรับ CEA หรือประเทศไทยอยู่หรือไม่
ในประเด็นของวัฒนธรรม ประเพณี หรือขนบธรรมเนียม เราคงมีคำถามว่าประเทศไทยมันน่าสนใจมากขนาดไหน เราถึงมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในปีหนึ่งจำนวนมหาศาล กรุงเทพฯ เป็นเมืองหนึ่งที่มียอดนักท่องเที่ยวเทียบเคียงกับยุโรป นักท่องเที่ยวมีทั้งหน้าใหม่ คนที่เคยมาแล้วก็มาซ้ำ ทั้งที่เราก็ไม่ได้เป็นประเทศที่เจริญมาก ไม่ได้เป็นประเทศที่ระบบขนส่งดีมาก ไม่ได้เป็นประเทศที่สะอาดมาก แต่พอไปค้นๆ ดู ประเทศไทยมีอะไรน่าค้นหา มันสนุก ให้ความน่าตื่นเต้นมากกว่าความกลัว คนก็เลยอยากมา

แล้วเราคงต้องยอมรับว่าการโอภาปราศรัย การพูดจา เราเป็นคนค่อนข้างเปิดเผย ชอบช่วยเหลือ อยากบริการ แล้วข้อบวกเหล่านี้ ก็มีคนที่กลั่นเอาความสามารถบางอย่างไปแปลงเป็นธุรกิจบริการ ซึ่งธุรกิจบริการของเมืองไทยพัฒนาไปค่อนข้างดี อย่างร้านนวดเท้า ผมว่ามีทุกอำเภอเลย ไม่ใช่แค่ทุกจังหวัด ถ้าเป็นเมืองใหญ่หน่อย ผมว่าในถนนหลักๆ มีร้านนวดเท้าทุกถนน จริงๆ ธุรกิจมันเกิดขึ้นเพราะบุคลิกของคนไทยหรือเปล่า ยิ่งช่วงหลังๆ ร้านนวดแผนโบราณหรือสปาก็ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วย จากเดิมที่คนนวดไม่พอก็เติมคนนวด แต่ในวันนี้มันไม่ใช่แค่เติมคน แต่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่รู้จักที่จะเติมเทคโนโลยีเข้าไป เติมความพร้อมเข้าไป เช่น มีระบบนัดหมายก่อนไหม สามารถนัดหมายผ่านเครื่องมือ ผ่านแอพพลิเคชันได้ไหม หรือแม้กระทั่งการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์เอง ก็มีการนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้าไปพัฒนาตัวน้ำมันที่ใช้ในการนวดต่างๆ หรือมีการพัฒนาเอาศาสตร์ใหม่ๆ มาใช้ มีการเรียนรู้เพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น เมื่อมันมีการพัฒนามากยิ่งขึ้น มันก็มีกำลังในด้านเศรษฐกิจพอสมควร นับเป็นความสามารถของประเทศอย่างหนึ่งที่น่าสนใจและน่าสนับสนุน

ความท้าทายของ CEA คืออะไร
ในอุตสาหกรรมนี้เรายังไม่ค่อยเห็นเวที หรือสนามทดลอง ให้ได้รู้ว่าอันนี้ไม่ดี อันนี้ไม่ตรงใจ อันนี้ต้องพัฒนาเพิ่ม ผมเชื่อว่าเมื่อมีความสามารถ ก็ต้องมีโอกาสได้แสดงออก ได้เห็น ได้ทดลอง เวทีของผมหมายถึงระบบนิเวศที่ทำให้เวทีสมบูรณ์ มีเครื่องมือในการทดลอง มีอุปกรณ์ ให้ผลผลิตกระจายไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ แล้วท้ายสุด สิ่งเหล่านี้มันจะยึดโยงไปทำให้สังคมไทยมั่นคงมากขึ้น 

ผมเชื่อว่าถ้าเราสร้างเวทีบ่อยๆ  ในหลายๆ สาขา มันอาจจะเกิดผลผลิต ที่บางครั้งอาจจะไม่ได้ตรงไปตรงมาก็ได้ เช่น เราอาจจะไม่ได้นักดนตรีที่ดีเยี่ยม แต่เราจะได้นักดนตรีที่ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ ได้นักดนตรีที่ทำดนตรีเพื่ออุตสาหกรรมการแพทย์เกิดขึ้นก็ได้ 

กิจกรรมต่างๆ ที่ TCDC ทำอย่างเทศกาลออกแบบกรุงเทพฯ (Bangkok Design Week) ห้องสมุดเพื่อการออกแบบ นิทรรศการ หรือบริการอื่นๆ CEA จะสานต่อไหม และเราจะได้เห็นโครงการอะไรจาก CEA ในช่วงเริ่มต้นนี้บ้าง 
งานเดิมที่ TCDC เคยทำในแง่ของดีไซน์วีกทั้งที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ก็ยังคงดำเนินต่อไป โดยมีกิจกรรมหรือโครงการอื่นๆ เกิดขึ้นเพื่อมาล้อกับสิ่งเหล่านี้ให้เกิดความต่อเนื่อง ไม่อย่างนั้นอีเวนต์มันก็จะจบไปเมื่อหมดเวลา อย่างโครงการย่านสร้างสรรค์เจริญกรุง ความหมายของย่านสร้างสรรค์ก็คือมีบริการ มีสินค้า มีคนเข้ามาสร้างสรรค์ผลผลิต มีผู้ใช้บริการ มีนักท่องเที่ยว มีกิจกรรม และมีเงินหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งที่กรรมการนโยบายฯ ชุดนี้อยากเห็นเรื่องนี้เกิดขึ้น

นอกจากนั้นยังมีเรื่องหนึ่งที่พูดคุยกัน คือ นอกจากผู้ประกอบการที่ส่วนใหญ่อยู่ในเมืองใหญ่ๆ ของประเทศแล้ว ยังมีผู้ประกอบการอีกจำนวนมหาศาลในส่วนภูมิภาค ทำอย่างไรที่จะเชื่อมโยงทั้งวิธีคิดและเนื้องานไปสู่พวกเขาได้ อย่างผู้ประกอบการ OTOP หรือวิสาหกิจชุมชน แล้วทำอย่างไรที่เราจะจัดการรวบรวมพละกำลังของคนที่ทำงานเรื่องนี้ ถ้าเราพัฒนาแค่ผู้ประกอบการของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เขาพัฒนาแบบที่เราเห็นๆ กันอยู่แล้ว มันก็คงจะมีแรงอยู่ระดับหนึ่ง แต่ถ้าเรากระจายไปได้ครอบคลุม เขาก็มีรายได้มากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีมากขึ้น มันก็คงจะทำให้ภาพเศรษฐกิจของประเทศโตขึ้นได้อีก สำนักงานฯ ก็คงต้องเป็นคนกลางในการทำงานนี้

เพราะเป้าหมายของสำนักงานฯ ใหม่ คือ ทำให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่จับต้องได้จริง

Creative Ingredients
เรื่องอะไรที่คุณอยากเห็นในประเทศไทย
วันก่อนผมดูทีวีเรื่องน้ำท่วมที่นิวยอร์ก ซึ่งสารคดีอธิบายให้เราเข้าใจหมดเลยว่าทำไมน้ำท่วม เรายังขาดคนอธิบายข้อมูลต่างๆ ทั้งที่ความรู้เราก็ไม่ได้ขาดนะ ผมเป็นคนกรุงเทพฯ ผมอยากเข้าใจว่าน้ำท่วมกรุงเทพฯ ได้อย่างไร ถ้าบอกว่าท่อระบายน้ำไม่ดี สั้นเกินไป เล็กเกินไป เราก็จะได้ อ๋อ เข้าใจแล้ว มันต้องหาคำตอบให้ได้นะ เราจะได้แก้ปัญหาถูก จะได้รณรงค์ถูก อย่างปัญหารถติด มีคนขับรถปาดหน้าก็ไปวิเคราะห์ให้ดูสิว่าเมื่อไรที่คนหนึ่งขับรถไปปาดทางเข้า แล้วทำให้การจราจรช้าลงไปเท่าไร เช่น คันหนึ่งทำให้ช้าลงไปกี่วินาที รถบนถนนมีกี่คันมันจะช้าลงไปเท่าไร ค่าใช้จ่ายในการเหยียบเบรกเท่าไร ถ้าไม่มีรถปาดหน้าจะใช้เวลาในการขับรถเท่าไร ทุกอย่างจะได้กระจ่าง

สิ่งแรกที่คุณอยากเปลี่ยนแปลงในกรุงเทพฯ
ผมอยากให้มีป้ายน้อยลง เพื่อที่ต้นไม้ริมถนนจะได้โตขึ้น ถนนก็จะมีร่มเงามากขึ้น แล้วคนก็จะยอมเดินกันมากขึ้น

อะไรที่ผลักดันให้คุณพยายามหาคำตอบของปัญหาที่เจอในแต่ละวัน
ผมอยากเห็นคนมีชีวิตที่ดีขึ้น ผมเองก็อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น อยากให้ลูกมีชีวิตที่ดีขึ้น อยากให้เพื่อนๆ มีชีวิตที่ดีขึ้น

_____________

* มูลค่าของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)  ในปี 2557  ที่มา : จากฐานข้อมูลเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของ สศช. (สภาพัฒน์ฯ)  เรียกดู ณ วันที่ 30 มีนาคม 2558 โดย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
** ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)  ในปี 2557  ที่มา : ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ไตรมาสที่ 4/2557 Gross Domestic Product : Q4/2014,  สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 16 กุมภาพันธ์ 2558
*** อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 12 สาขาของประเทศไทยประกอบด้วย แฟชั่น งานฝีมือและหัตถกรรม การออกแบบ ทัศนศิลป์ การพิมพ์ สถาปัตยกรรม ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ซอฟท์แวร์ ศิลปการแสดง การแพร่ภาพกระจายเสียง การโฆษณา และดนตรี โดยทั่วโลกแบ่งสาขาของอุตสาหกรรมแตกต่างกันตามความสามารถของแต่ละประเทศ
 
เรื่อง : วิชุดา เครือหิรัญ ภาพ : ภีร์รา ดิษฐากรณ์