แม้ว่าปัญหาที่เกิดจากระบบสอบคัดเลือก TCAS ที่ผ่านมาจะทำให้เกิดกระแสตื่นตัวและตอกย้ำให้สังคมเห็นผลกระทบจากระบบการศึกษาที่ขนานนามกันว่า “ระบบแพ้คัดออก” ชัดเจนขึ้น แต่หลายคนคงตระหนักดีว่า นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวของความท้าทายที่คนรุ่นใหม่และสังคมไทยกำลังเผชิญ

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี เจ้าของงานวิจัยต้นฉบับเรื่อง “ทุนชีวิต” เป็นกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น และอดีตผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับปัญหามาอย่างยาวนาน ทั้งยังมีบทบาทในเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษาอีกหลายกลุ่ม เช่น สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) อนุกรรมการเด็กเล็กของคณะกรรมการเพื่อปฏิรูปการศึกษา คุณหมอชวนเรามาวิเคราะห์กันแบบเจาะลึกว่า ความท้าทายในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ระบบการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่คือสังคมทั้งระบบที่กำลังพราก “ความเป็นมนุษย์” ไปจากเราอย่างช้าๆ จนไม่แน่ว่าวันหนึ่งเด็กรุ่นใหม่อาจมีสภาพไม่ต่างจากหุ่นยนต์ แถมยังเป็นหุ่นยนต์ตกกระป๋องที่แพ้หุ่นยนต์ด้วยกันอีกด้วย

ทุนชีวิตคืออะไร ทำไมคุณหมอจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “ทุนชีวิต” นั้นกว้างกว่า “ทักษะชีวิต” เพราะทักษะชีวิตจะพูดถึงแค่ตัวเรา ไม่ได้พูดถึงระบบนิเวศ แต่ “ทุนชีวิต” พูดถึงทั้งทักษะชีวิตและจิตสำนึกที่มีต่อตนเอง รวมถึงทักษะและจิตสำนึกในการอยู่ร่วมในสังคมที่ตนเองอาศัยอยู่ด้วย

เหตุผลที่หมอลุกขึ้นมาทำวิจัยเรื่องทุนชีวิต เพราะว่าตอนที่หมอทำคลินิกวัยรุ่น ครึ่งหนึ่งของเคสที่เข้ามาขอคำปรึกษา หมอต้องรักษาพ่อแม่ที่พาเด็กมา และอีก 25% คือตามไปซ่อมคนที่ส่งเด็กมา นั่นคือโรงเรียน ดังนั้นจะเห็นว่า 75% ของเคสทั้งหมด กลายเป็นว่าเราต้องซ่อมระบบนิเวศรอบตัวเด็ก ไม่ใช่ซ่อมเด็ก แม้เราจะสร้างทักษะชีวิตให้ตัวเด็กอย่างเต็มที่ แต่ถ้าระบบนิเวศป่วย เด็กก็ลำบาก 

ทุนชีวิตมี 5 องค์ประกอบ คือ บ้าน ชุมชน โรงเรียน เพื่อน และตัวตน ถ้า 4 องค์ประกอบแรกแข็งแรง ก็จะคุมองค์ประกอบสุดท้ายคือตัวตนของเด็กไว้ได้ เช่น ทักษะการจัดการอารมณ์ การมีจิตสำนึกที่ดี ฯลฯ ทุนชีวิตจึงเป็นเครื่องมือในการวัดจิตสำนึกของเด็ก วัดว่าเด็กรู้สึกยังไงกับตัวเอง กับบ้าน กับชุมชน กับโรงเรียน กับเพื่อน เขาต้องรู้สึกกับมันในแง่บวกนะ ถ้าพลังบวกที่เด็กคนไหนรู้สึกกับมิติเหล่านี้ลดลงเยอะ บ่งบอกได้เลยว่าเด็กคนนี้มีโอกาสที่จะไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงแน่นอน 

สิ่งที่ค้นพบจากการทำวิจัยเป็นอย่างไรบ้าง
เราไปทำสำรวจเด็ก 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือค่าเฉลี่ยของเด็กทั้งประเทศ กลุ่มที่สองคือเด็กที่เรียนเก่งที่สุดในประเทศที่กำลังเข้าค่ายโอลิมปิก และกลุ่มสุดท้ายคือเด็กที่ระบบการศึกษาไทยไม่เอาเขาแล้ว เชื่อไหมว่าเด็กกลุ่มที่เรียนเก่งที่สุดมีพลังทุนชีวิตต่ำที่สุด เด็กกลุ่มนี้สอบตกทุกตัวชี้วัดที่เราตั้งไว้ เช่น ฉันมีโอกาสแบ่งปันน้ำใจให้คนอื่น ฉันมีเพื่อนที่สนใจและมีกำลังใจ ฉันเห็นคุณค่าในชุมชน ฯลฯ คือเด็กเหล่านี้เขาไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับชุมชน วันๆ เขานั่งอ่านหนังสืออยู่กับตัวเอง เขาใช้สมองในการคิดชั้นสูง (EF: Executive Function) อย่างมีประสิทธิภาพมากเลย แต่เขาไม่มีทักษะในการอยู่ร่วมกับสังคม หมอขอใช้คำว่า “นั่งวงไหนก็แตกวงนั้น” คือถ้าอยู่ในการประชุม ก็จะเป็นคนที่อัตตาสูงมาก ไม่สามารถจัดการกับอัตตาตัวเองได้ นี่ถือว่าเขามี EF สูง แต่จิตสำนึกต่ำ 

EF เป็นเรื่องของการทำงานของสมองให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการพัฒนาสมองชั้นสูงที่ทำให้มีทักษะในการตัดสินใจต่างๆ แต่มีคำพูดของผู้ใหญ่ท่านหนึ่งคือท่านอานันท์ ปันยารชุน บอกไว้ว่า “ถ้าสมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงมากนี่มันดีนะ ถ้าใช้ในทางดีมันก็ดี แต่ถ้าใช้ไปทางชั่วมันก็หนักเลย” นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่เราพูดถึงจิตสำนึก เพื่อตั้งคำถามว่าการมี EF อย่างเดียวจะทำให้เด็กเติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้จริงหรือ

เพราะอะไรวันนี้เราถึงต้องย้ำเรื่องการสร้าง “จิตสำนึก” ที่ผ่านมาเราไม่ได้พูดกันอยู่เสมอหรอกหรือว่า “ลูกไม่ต้องเป็นคนเก่งก็ได้ แต่ขอให้เป็นคนดี” 
ส่วนหนึ่งเพราะวันนี้สังคมเปลี่ยน ระบบนิเวศรอบตัวเด็กเปลี่ยน เริ่มจากครอบครัว ทำไมสมัยก่อนการฝึกเด็กให้มีจิตสำนึกเขาฝึกกันได้ เพราะเด็กสมัยก่อนจะได้เห็นพ่อแม่ดูแลปู่ย่าตายาย แม่ไม่ต้องสอนเลยว่าต้องทำอะไร แต่แม่ทำให้ดู แม่พาคุณย่าเข้าห้องน้ำ พามานวด ป้อนอาหาร เราซึ่งเป็นลูกตัวเล็กๆ พอได้เห็นแม่ทำอย่างนั้น ก็จะอยากแชร์บ้าง ช่วยทำงานบ้านบ้าง แบบฝึกหัดจึงเกิดขึ้นเป็นกิจวัตร จนกิจวัตรกลายเป็นวิถีชีวิต เป็นการเรียนรู้แบบซึมซาบ หลายประเทศอย่างสิงคโปร์หรือญี่ปุ่น บ้านเป็นบ้าน วินัยในชุมชนก็มี เรียกว่าเด็กไปที่ไหนก็สัมผัสได้ถึงความดีตรงนั้น เมื่อเป็นอย่างนั้น เขาก็เปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กได้ทันที

แต่ของเราวันนี้ครอบครัวเล็กลง การที่พ่อแม่จะทำความดีให้ปู่ย่าตายายมันหาไม่เจอ แม่ก็จะใช้วิธีอบรมสั่งสอน แต่ไม่ได้ทำให้ดู แถมไม่เป็นกิจวัตรด้วย อีกอย่างคือพ่อแม่สมัยนี้แทบไม่เหลือเวลาเลี้ยงลูกเลย พ่อแม่เปลี่ยนไปจากสมัยก่อน แต่เดิมพ่อแม่เลี้ยงลูก เขาไม่ได้มีความรู้หรอก แต่เขาใช้จิตวิญญาณของการเป็นพ่อแม่ แต่วันนี้ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด เพราะจิตวิญญาณมันหายไป เวลาเลี้ยงลูก ลูกก็รู้นะ แต่หมอไม่ได้จะโทษพ่อแม่นะ แต่เพราะสภาพสังคมมันเปลี่ยนไป พ่อแม่จึงไปเสียเวลากับวัตถุนิยมและการทำมาหากิน กลับมาบ้านเหนื่อยล้าก็ไม่ได้ต้องการทุ่มเทอะไรเพิ่มเติม แต่ถ้าบ้านไหนสวนกระแส กลับมาบ้านแล้วใช้จิตวิญญาณเลี้ยงลูก บ้านนั้นลูกจะได้ดีทุกคน 

นอกจากบ้านเปลี่ยน โรงเรียนก็เปลี่ยน ถ้าให้หมอมาเป็นนักเรียนสมัยนี้ ก็ไม่แน่ใจว่าจะสอบติดหรือเปล่า เพราะข้อสอบเราเป็นระบบแพ้คัดออก เมื่อเป็นระบบนี้ วิธีออกข้อสอบวิธีเดียวก็คือต้องออกแบบให้มีคนแพ้ ทุกคนก็ต้องดิ้นรนเพื่อชนะ ก็ต้องอ่านหนังสือให้หนักขึ้น เด็กอนุบาลไปเรียนคอร์สป.1 เด็กป.1 ก็ไปเรียนของป.4 ทั้งหมดนี้ทำไปเพื่อแค่เอาชนะข้อสอบให้ได้ แล้วข้อสอบก็ยิ่งออกยากขึ้นไปอีกเพื่อจะหาผู้แพ้ให้ได้ วิชาเรียนปัจจุบันจึงแน่นไปด้วยแบบเรียนมากกว่าแบบฝึกหัด อัดทฤษฎีเข้าไปตั้งแต่เล็ก ยากกว่าที่คนสมัยก่อนต้องเจอมาก สมัยก่อนตอนบ่ายเราสามารถเล่นได้อิสรเสรี เดี๋ยวนี้เด็กไม่เล่นแล้ว เพราะต้องเอาเวลาไปเตรียมตัวเพื่อเอาชนะเพื่อน และเมื่อมีผู้ชนะ ก็ต้องมีผู้แพ้ ผู้แพ้จะรู้สึกอย่างไรถ้าเขารู้สึกเป็นผู้แพ้ตั้งแต่อนุบาล และแพ้มาตลอดอย่างต่อเนื่อง

การที่โรงเรียนเปลี่ยนไปมุ่งเน้นแต่วิชาเรียน ถามว่าทำไปทำไม ก็เพราะต้องการเป็นโรงเรียนดังที่มีอันดับ ความดังเขาวัดกันที่ตรงไหน ก็วัดที่คะแนนที่เด็กทำได้ในการสอบ แต่ถามว่าข้อสอบพวกนี้มันวัดความเป็นศิลปินในตัวเด็กไหม วัดทักษะการเป็นนักกิจกรรมที่ทำงานให้ส่วนรวมของเขาไหม วัดระดับความสุขในการเรียนของเด็กไหม ไม่ได้วัด 

ชุมชนก็เปลี่ยน ถึงขนาดที่วันนี้ธนาคารโลกบอกเลยว่า 40% ของชุมชนในประเทศไทยไม่มีความยั่งยืน อยู่แบบตัวใครตัวมัน ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ทุกคนในละแวกบ้านรู้จักกันหมด คนแปลกหน้าเข้ามาในชุมชนเราก็รู้ เดี๋ยวนี้เดินกันขวักไขว่ แต่ผู้สูงวัยอยู่ในชุมชนแท้ๆ ตอนเสียชีวิตไปไม่มีใครรู้เลย นี่คือความอ่อนแอที่เกิดขึ้น 

ชุมชน โรงเรียน ครอบครัว สามอย่างนี้คือระบบนิเวศของเด็กที่จะหล่อหลอมเขา การเติบโตของเด็กต้องผ่านการเลียนแบบพฤติกรรม เมื่อระบบนิเวศเป็นแบบนี้ เขาจะหาต้นแบบที่ดีได้ยาก นี่คือจุดอ่อนที่หมอพยายามจะวิเคราะห์ให้เห็นว่า ในขณะที่เรามุ่งหวังให้เด็กเป็นคนดี แต่ทำไมเด็กสมัยนี้เขาให้ความสำคัญกับความเก่งมากกว่า ก็เพราะระบบทุกอย่างรอบตัวมันถูกวางให้เขาเดินไปแบบนั้น

แล้วเราจะเริ่มแก้ไขเรื่องนี้อย่างไรดี ในเมื่อปัญหามันเชื่อมโยงกันไปหมด
เวลามองภาพใหญ่ระดับประเทศ เราจะรู้สึกท้อแท้ว่าไม่มีทางทำได้หรอก แต่ถ้าลองมองมาที่บ้านกับโรงเรียนก่อนก็จะเห็นว่าไม่ยากขนาดนั้น เอาแค่ระบบนิเวศรอบตัวเด็กสองจุดนี้ ก็สามารถแก้ปัญหาของเด็กไปได้ 75% เลย ถ้าเราทำบ้านและโรงเรียนให้มีคุณธรรม ต่อให้สื่อหรืออย่างอื่นกระหน่ำเข้าใส่ แต่เด็กจะมีพลังบวก แล้วถ้าแก้ที่ชุมชนได้อีก รับรองว่าจะเกิดประสิทธิภาพสูงมาก

พอจะยกตัวอย่างได้ไหมว่า การเรียนรู้แบบไหนที่จะพัฒนาจิตสำนึกของเด็ก
จิตสำนึกและคุณธรรมมันไม่ได้เกิดขึ้นได้เอง แต่ต้องเกิดขึ้นจากการร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน ถ้าเอาตั้งแต่เด็กเล็กๆ เลย การปัดกวาดซักผ้าล้างจานนี่คือเรื่องพื้นฐาน ถ้าพ่อแม่ไม่ปล่อยให้เด็กเผชิญกับความยากลำบาก ไม่ดึงเขาให้เข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องง่ายๆ แค่นี้ ลองคิดดูว่าจิตสำนึกต่อส่วนรวมจะเกิดได้ยังไง 

จากประสบการณ์การให้คำปรึกษาเด็กและครอบครัว มีปัญหาอะไรบ้างที่พบบ่อย
สิ่งที่เราเจอเยอะมากในคลินิกวัยรุ่นคือปัญหาเชิงพฤติกรรม ความไม่เข้าใจกัน และจิตสำนึกในการเลี้ยง ณ วันนี้พ่อแม่ลูกคุยกันไม่รู้เรื่องเยอะมาก ครึ่งหนึ่งของเคสเราต้องไปปรับทัศนคติของคนที่พามา พ่อแม่เองไม่รู้ว่าวัยรุ่นยุคนี้เขาเป็นได้ถึงขนาดนี้เลย แต่นั่นคือพัฒนาการปกติของเด็กวัยรุ่น เขาสามารถพูดอะไรที่ทำให้แม่รู้สึกตบะแตกในตอนเช้าแต่ตกเย็นก็ลืมแล้ว แต่แม่ไม่ลืม แม่เก็บไว้แล้วรอวันระเบิด เรื่องแบบนี้ทำให้หมอก็แปลกใจ เพราะถ้าเป็นต่างประเทศ เขาเตรียมพ่อแม่เขาไว้หมดเลยนะ เขามีโรงเรียนพ่อแม่ (Parenting School) ความรู้เหล่านี้มันแทรกอยู่ในระบบการศึกษา วันนี้เมืองไทยมีสาระการเรียนรู้ 8 สาระ แต่ไร้สาระไปเยอะ มันไม่ได้ใช้ในวิถีชีวิต แต่เรื่องแบบนี้ที่ต้องใช้กลับไม่มีสอน พ่อแม่รุ่นนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากระบบการศึกษาที่เราวางไว้นั่นแหละ แต่ระบบเราก็ยังย่ำอยู่กับระบบแบบนี้

มีคำพูดหนึ่งของเด็กที่มาคลินิกที่ทำให้หมอจี๊ดมาก เด็กคนนี้ก่อนที่หมอจะเข้าไปเจอ นักจิตวิทยาก็บอกหมอว่าเคสนี้เป็นเคสที่โรงพยาบาลดังแห่งหนึ่งวินิจฉัยว่าเด็กมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD: Learning Disabilities) และจากการทดสอบไอคิวพบว่าเป็นเด็กทึ่ม เราก็รับรู้ว่าไอคิวเขาจะต่ำหน่อย และจะมีปัญหาทักษะการอ่านเขียน หมอก็เข้าไปนั่งลงแล้วถามเขาว่า “ตั้ม (นามสมมติ) เป็นยังไงบ้างครับ” เขาถามกลับมาว่า “หมอจะเอาอะไรกับผมอีก ผมถูกผู้ใหญ่กระทำมามากพอแล้ว” หมอเกิดคำถามในใจเลยว่า ตกลงคนนี้ทึ่มเหรอ แล้วพอเขาพูดต่อว่า “อย่าย่ำจุดอ่อนของผมจนแม้แต่แกนชีวิตผมเสียสิครับ” หมอยกเลิกแล็บนั้นทันที 

หมอไม่เชื่อว่าเด็กคนนี้ทึ่ม ไม่มีทึ่มคนไหนต่อล้อต่อเถียงแบบนี้กับหมอ และพอเรามุ่งไปดูที่ตัวเด็กก็ได้รู้ว่าเด็กคนนี้ถูกระบบการศึกษารังแก เขาต้องผ่านข้อสอบที่ย้ำจุดอ่อนเรื่องการอ่านเขียนและคำนวณ ทำให้สอบตกแล้วตกอีก ย้ายโรงเรียนไปเรื่อยๆ ทั้งโรงเรียนไทยและนานาชาติ เด็กคนนี้มาหาหมอหลังจากที่เขาเขียนจดหมายให้ผอ.โรงเรียนนานาชาติที่ตัวเองอยู่ เพื่อบอกว่าตั้งแต่พรุ่งนี้ผมจะเลิกเรียนในระบบการศึกษาประเทศไทย เด็กไม่มีอำนาจหรอก แต่เขาทำแบบนั้นแล้ววันต่อมาก็ไม่มาโรงเรียนอีกเลย นั่งเล่มเกมอยู่ที่บ้าน แม่ถึงได้พามาหาหมอ

เด็กบอกหมอว่าตอนอยู่ที่โรงเรียนนานาชาติ ทุกครั้งที่จัดงาน โรงเรียนจะให้เขาเป็นพิธีกรทุกครั้ง เพราะเขามีทักษะการพูดและฟังดีที่สุดในโรงเรียน เขาถามหมอว่า “ทำไมโรงเรียนไม่วัดที่จุดแข็งของผมบ้างล่ะ ทำไมต้องย่ำกันอยู่ที่จุดอ่อนผมอย่างเดียว” หมอก็ถามว่าแล้วคุณจะใช้ชีวิตยังไงในเมื่อคุณอ่านอะไรไม่ออกเลย เขาก็เล่าว่าวันหนึ่งเขาบังเอิญไปเห็นวิธีประกอบคอมพิวเตอร์ที่พันธุ์ทิพย์ กลับมาบ้านก็เลยรื้อคอมที่บ้าน แป๊บเดียวก็ต่อหูฟังเข้ากับคอม แล้วทำให้คอมพิวเตอร์อ่านประโยคที่เมาส์ลากผ่านให้ฟังได้ เด็กแก้ปัญหาด้วยวิธีของเด็ก เขาเอาตัวรอดได้ 

หลังจากนั้นเราก็เลยเซ็ตโปรแกรมโฮมสคูลให้เด็กคนนี้ เน้นทักษะฟัง-พูด และเชิญครูที่เก่งคอมพิวเตอร์เข้ามาสอน จนวันนี้เด็กไปเรียนต่อต่างประเทศ จบโปรแกรมเมอร์และมีงานทำแล้ว นี่คือเด็กที่ระบบการศึกษาวินิจฉัยว่าเป็นเด็กทึ่ม ถ้าวันนั้นเรายังย่ำอยู่กับการศึกษาแบบเดิม วันหนึ่งเด็กคนนั้นก็จะลุกขึ้นมาเป็นอาชญากรใช่ไหม เพราะเขาไม่มีสัมมาอาชีพที่ทำได้เลย นี่ใช่ไหมที่เรียกว่าระบบรังแก นี่ใช่ไหมที่จะต้องปรับทัศนคติคนที่ส่งเด็กมา

มีคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ใหญ่ ในการรับมือกับเด็กยุคนี้อย่างไรบ้าง 
การเป็นผู้ใหญ่ที่จะไม่มีปัญหากับเด็กยุคใหม่ อย่างน้อยต้องมี 5-6 ข้อ  

หนึ่ง คือ รักและไว้วางใจ แต่อย่าสำลักความรัก เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะถ้าพ่อแม่รักลูกแบบที่ยอมโอบอุ้มความทุกข์ไว้จนลูกไม่พร้อมร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับครอบครัว นั่นไม่ใช่รักที่ถูกต้อง ถ้าครอบครัวตกทุกข์ได้ยาก ต้องดึงลูกเข้ามามีส่วนร่วมในการรับรู้วิกฤตไปด้วยกัน แต่ดูให้เหมาะกับวัย 

สอง ต้องเป็นนักฟังที่ดี ไม่ใช่ผู้พูดที่เก่ง การฟังมี 3 ระดับ แบบแรกคือฟังอย่างเดียว บางบ้านแค่คนฟังเฉยๆ ก็หาไม่เจอแล้ว เพราะเด็กกลายเป็นคนฟัง เราไม่เคยฟังเสียงหัวใจของลูก แบบที่สองคือฟังแล้วสะท้อนความรู้สึกที่ดีที่ทำให้คนเล่าอยากเล่าต่อ และแบบสุดท้ายคือฟังแล้วเหลาความคิดให้เขา  

สาม บ้านต้องมีวินัย บ้านไหนไม่มีวินัยจะลำบาก วินัยที่พูดถึงนี้ต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ว่าแม่ดุดันแต่พ่อใจดี และวินัยต้องอยู่บนเมตตาธรรม ไม่ใช้อารมณ์ ยืดหยุ่นได้บนหลักการและเหตุผล 

สี่ ผู้ใหญ่ต้องคุมอารมณ์ตัวเองให้เป็น ถ้าเราน็อตหลุดตลอด แต่ขอให้ลูกเป็นคนดี มันเป็นไปไม่ได้หรอก เราต้องเป็นต้นแบบที่ดีก่อน 

ห้า ยอมรับความสามารถของลูกและมีทัศนคติแบบเปิดกว้าง (Growth mindset) จำไว้ว่าเด็กไม่ใช่ผ้าขาว แต่ละคนเป็นผ้าสีพื้นที่ไม่เหมือนกันเลย อย่าเลี้ยงลูกแบบเปรียบเทียบ
หมออยากจะบอกครอบครัวทั้งประเทศว่าถ้าทำแบบนี้ ไม่ว่าลูกจะเป็นเด็กเจนไหนก็ไม่มีปัญหา เราจะรังสรรค์บ้านของเราให้เป็นบ้านแห่งการเรียนรู้ไปได้ด้วยกัน

เด็กยุคนี้ต่างจากยุคก่อนอย่างไรบ้าง 
ที่แน่ๆ คือเด็กรุ่นนี้จะมีความอดทนและรู้จักรอคอยน้อยกว่ารุ่นก่อน เพราะเทคโนโลยีการสื่อสารที่เปลี่ยนไป สองคือเขาจะไม่ค่อยรักรากเหง้าของตัวเอง สมัยก่อนเวลาเล่นกับเพื่อน เราก็เล่นด้วยกันแบบตัวเป็นๆ ชุมชนที่เราอยู่ก็เป็นชุมชนที่ทุกคนร่วมทุกข์ร่วมสุข เวลาได้กลับไปที่บ้านเกิดที่เคยอยู่ เราจะหวนระลึกถึงอดีตว่าเมื่อก่อนเคยเจอเหตุการณ์อะไรที่เผชิญภัยด้วยกัน แต่เด็กรุ่นนี้ชุมชนที่เขามีปฏิสัมพันธ์ด้วยมีแค่สังคมกลางอากาศ หรือต่อให้ได้มาเจอกันก็มาเจอกันบนการร่วมสุข ไม่ใช่ร่วมทุกข์ เด็กไม่ได้รับรู้ความทุกข์ของชุมชน 

จริงอยู่ว่าเทคโนโลยีทำให้สังคมไม่มีเส้นแบ่งพรมแดน เขาได้เจอเพื่อนจากอีกซีกโลก มาเล่นเกมออนไลน์ด้วยกัน มีไมโครโฟนให้สื่อสารกันได้ แต่การมีเพื่อนของเขามันไม่ได้มาจากการร่วมทุกข์ร่วมสุข เขาไม่จำเป็นต้องรักความเป็นเพื่อน ความรักรากเหง้า รักบ้านเกิด รักองค์กร จึงหายไป และจุดอ่อนที่สามคือ เมื่อเขาไม่จำเป็นต้องแคร์คำว่าเพื่อน เขาสามารถอยู่กับตัวเองได้โดยใช้สื่อโซเชียล ทักษะการอยู่ร่วมในสังคม (Social Competency) จึงอ่อนลง 

เท่ากับว่าเด็กยุคนี้จะไม่รู้จักอดทนรอ ไม่รักรากเหง้า องค์กร หรือส่วนรวม และไม่มีการปฏิสัมพันธ์กับสังคมแบบแนบแน่น อย่างน้อยที่สุดบ้านและโรงเรียนต้องเติมเต็มในจุดอ่อนนี้ให้ได้

แล้วเด็กรุ่นใหม่อย่างเจเนอเรชั่นอัลฟ่ามีลักษณะพิเศษอย่างไร ทำไมคุณหมอจึงออกมาพูดถึงเด็กกลุ่มนี้
เขาจะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง (Individualism) ครอบครัวของเขาจะมีลูกน้อยลง ไม่เกิน 2 คน การมีลูกน้อยลงและมีลูกช้า มักจะทำให้พ่อแม่ประคบประหงมลูกเหมือนไข่ในหิน แต่ถ้าเด็กไม่เคยพบความยากลำบากและแพ้ไม่เป็น ฝันไปเถอะครับว่าจะได้ลูกเป็นสุดยอดเด็ก วันที่เด็กเจอเชื้อโรคในสังคม เขาจะเอาไม่อยู่ 

เจนอัลฟ่าจะเข้าถึงแหล่งข้อมูลอย่างมหาศาลมาก (Robust education) เพราะฉะนั้นเขาจะเป็นเด็กที่รอบจัด หมอไม่ค่อยห่วงเรื่อง EF ในเด็กยุคใหม่ เพราะเขาจะคิดนอกกรอบได้หมดเลย ไม่จำเป็นต้องพึ่งระบบการศึกษาแบบเดิม แต่จิตสำนึกของเขาจะบกพร่อง ทักษะการอยู่ร่วมกับสังคมมีปัญหา และเมื่อการเรียนรู้ของเขาเป็น Robust education เขาจึงพร้อมที่จะทำงานหลากหลายอาชีพในคราวเดียว อาจจะเป็นหมอ 2 วัน เป็นเซลส์แมนอีก 3 วัน แล้วเป็นผู้จัดการอีก 2 ที่ ก็เป็นไปได้ คำถามว่าโตขึ้นหนูอยากเป็นอะไรจะกลายเป็นคำถามที่เปิ่นมากสำหรับเขา เพราะในยุคของเขาไม่จำเป็นต้องเลือกเป็นแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง

อีกอย่างคือเด็กเจนนี้ไม่ค่อยเจอความยากลำบาก พลังความอึด (Resiliency) และความรักรากเหง้าจะไม่มี เขาพร้อมจะเปลี่ยนงานทันทีที่ได้ผลประโยชน์ ไม่มีอีกแล้วที่จะทำงานที่เดียวนานๆ เป็นสิบปี

มองมุมหนึ่งมันก็ดูดีนะ เขาจะเป็นคนที่ฉลาดและคุ้นเคยกับเทคโนโลยีมาก สามารถรังสรรค์ผลผลิตออกมาได้มหาศาล แต่ใจข้างในของเขาจะเปราะบางมาก นี่จะเป็นจุดอ่อนที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เราไม่รู้เลยว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นมามันพร้อมจะพังได้ทันที เพราะเขามีปัญหาแม้แต่กับตัวเอง กับเพื่อน กับที่บ้าน เขาคบกับทุกคนแบบผิวๆ หมดเลย เขาไม่พร้อมร่วมทุกข์ร่วมสุขกับใคร เขาจะเสวยสุขอย่างเดียว

ทำไมฟังดูแล้วเขาเหมือนไม่ใช่คน
ถ้าคุณรู้สึกอย่างนั้น หมอก็จะเล่าว่ายิ่งกว่านั้นคือตอนนี้วงการมนุษย์กำลังสั่นสะเทือน ตอนที่หมอไปประชุมจิตวิทยาระดับโลก (International Congress of Psychology) ที่โยโกฮามาครั้งล่าสุด วันนั้นมีองค์ปาฐกถาถึง 2 คน คนหนึ่งเป็นคน อีกคนเป็นหุ่นยนต์ แล้วมาลุกขึ้นโต้กับมนุษย์เลย ญี่ปุ่นบอกเลยว่าเขาจะสร้างเมืองหุ่นยนต์ มนุษย์คือส่วนเกินของชุมชนนั้น แล้วหุ่นยนต์ของเขาเป็นหนุ่มหล่อเลือกได้กับสาวสวยไม่ขี้งอนไม่ใจน้อย หุ่นยนต์ของเขาไม่พูดโกหกและไม่มีสหภาพแรงงาน ทำงานได้ตลอด 24 ชม.โดยไม่มานั่งคิดว่าค่าแรงขั้นต่ำที่ตัวเองควรได้คือเท่าไหร่ มนุษย์ที่ทำงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะจะตกงานเพียบ

เมื่อเป็นอย่างนี้ นักจิตวิทยาก็มานั่งวิเคราะห์กันว่า แล้วมนุษย์จะมีอะไรดีกว่าหุ่นยนต์ล่ะ คำตอบคือ ต่อให้โลกนี้กลายเป็นสตาร์วอร์สที่มีหุ่นยนต์บินว่อน สิ่งที่มนุษย์จะมีเหนือหุ่นยนต์มีอยู่ 3 อย่าง คือ จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) สายใยรัก (Bonding and attachment) หรือความรักที่เกิดจากความเจ็บปวด ความรักแบบไม่มีเงื่อนไข เรื่องแบบนี้ไม่เกิดขึ้นกับหุ่นยนต์ ในเมื่อมันไม่จำเป็นต้องร่วมทุกข์ไปด้วยกัน มันไม่มีความทุกข์ และสุดท้ายคือคุณธรรมและจิตสำนึก (Morality)

ดังนั้นขอบอกเลยว่า ถ้าระบบการศึกษาของเราทำลายซึ่งคุณลักษณะสำคัญที่ทำให้มนุษย์อยู่เหนือหุ่นยนต์ อย่างจินตนาการ ความรักความผูกพัน และจิตสำนึก นั่นแปลว่าเรากำลังพัฒนาลูกหลานของเราให้กลายเป็นหุ่นยนต์ แถมยังเป็นหุ่นยนต์ที่แพ้หุ่นยนต์ด้วย และไม่ใช่แค่ระบบการศึกษา แต่รวมถึงระบบการพัฒนาคนในทุกมิติ หรือที่บางคนเรียกกันว่า “แผนพัฒนาทุนมนุษย์” นั่นแหละ ถ้าทำลายซึ่งสิ่งเหล่านี้แล้ว โปรดจงรับรู้ไว้เลยว่านี่คือกระบวนการผลิตหุ่นยนต์ดีๆ เท่านั้น ไม่ใช่การผลิตมวลมนุษยชาติ เรากำลังทำหรือทำลายกันแน่ กลับไปคิดดูให้ดี CT 

Creative Ingredients: 

วิธีเลี้ยงลูก
ภรรยาหมอเป็นพยาบาล มีลูก 2 คน แต่ก็ไม่มีใครเรียนหมอเลย เวลาอยู่บ้านก็จะเล่นกับลูกแบบสบายๆ ไม่มีหมวกว่าเราเป็นใคร จนลูกสาวเคยแหย่เล่นว่าอยากจะถ่ายรูปตอนพ่ออยู่บ้านให้คนอื่นดูมาก ว่านี่เหรอคณบดี นี่เหรอผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติ ผมก็จะบอกเขาว่าห้ามถ่ายเด็ดขาดนะ (หัวเราะ)

งานอดิเรก
ผมว่าผมเป็นนักอ่านตัวยงเหมือนกันนะ ได้อะไรมาก็อ่านหมด หนังสืออ่านเล่นจะเป็นหนังสือทั่วไป แต่ชอบอ่านหนังสือเชิงปรัชญาเยอะเหมือนกัน ลูกก็ถามว่านี่พ่ออ่านเล่นเหรอ อย่างหนังสือเรื่อง Equality (ความเท่าเทียม) 

เวลาว่างบางทีก็วิ่งออกกำลังกาย วิ่งไปเกิดมีไอเดียอะไรขึ้นมาก็มานั่งวาดรูป วาดแผนผังความคิด (Mind Map) เล่น ลูกผมก็เลยชอบเขียนผังความคิดเหมือนกัน ร้องเพลงก็เป็นอีกอย่างที่ทำบ่อย

เพลงโปรด
เพลงที่ชอบร้องมากคือเพลงของอัสนี-วสันต์เกือบทุกเพลง โดยเฉพาะเพลง “คนสุดท้าย” นอกจากนั้นก็มีเพลง “ศรัทธา” ของหินเหล็กไฟ กับเพลงของแจ้-ดนุพล

เรื่อง: ณัฏฐนิช ตัณมานะศิริ  ภาพ: ภีร์รา ดิษฐากรณ์