นับเป็นโชคดีที่เราไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงจังหวัดศรีสะเกษเพื่อพูดคุยกับผู้กำกับวัยเพียง 26 ปีคนนี้ เพราะนี่คือช่วงเวลาที่ ศักดิ์ - สุรศักดิ์ ป้องศร กำลังพานักแสดงและทีมงานจาก ‘ไทบ้านเดอะซีรีส์’ มาที่กรุงเทพฯ เพื่อร่วมงานประกาศผลรางวัลทางภาพยนตร์หลายๆ งานที่จัดติดๆ กันในช่วงเวลานั้นพอดี แม้ใจจริงจะรู้สึกเสียดายไม่น้อยที่ไม่ได้ไปสัมผัสบรรยากาศความเป็นอีสานแท้ๆ ที่ถูกเล่าผ่านในหนังเรื่องนี้

อีสานใน ‘ไทบ้านเดอะซีรีส์’ อาจไม่ใช่อีสานอันแร้นแค้นยากลำบากห่างไกลความเจริญที่มักถูกนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ จนกลายเป็นภาพจำอีกแล้ว ภายใต้บรรยากาศชนบทแบบดั้งเดิม การมาของอินเทอร์เน็ตที่เร็วและราคาถูกลง เขยิบให้พวกเขาไม่ได้รู้สึกห่างไกลจากความศิวิไลซ์อีกต่อไป ในขณะที่โซเซียลมีเดียก็กลายเป็นสะพานที่เชื่อมผู้คนให้เข้ามารู้จักและสัมผัสความเป็นอีสานไทบ้านได้ถึงถิ่นที่ 

จากรายได้ 30 ล้านบาทของ ‘ไทบ้านเดอะซีรีส์’ ในภาคแรก จนมาถึงภาค 2.1 ที่ขยับไปสู่หลัก 50 ล้านบาท ถูกต่อยอดไปสู่เพลงประกอบภาพยนตร์ระดับร้อยล้านวิวอย่างเพลง ทดเวลาบาดเจ็บ และ สเตตัสถืกถิ่ม คือส่วนหนึ่งในความสำเร็จที่สุรศักดิ์และกลุ่มเพื่อนพี่น้องในนาม เซิ้ง โปรดักชั่น กำลังมุ่งมั่นแสดงให้พวกเราเห็นว่า อีสานยังมีวัตถุดิบอีกมากมายที่รอคอยให้ถูกใช้ในมุมมองใหม่ๆ เพื่อสร้างมูลค่าได้เสมอ

เริ่มต้นสนใจการทำหนังตั้งแต่เมื่อไหร่
ประมาณ ม.1 - ม.2 ตอนนั้นยังเป็นยุคกล้อง DV อยู่ ซึ่งราคากล้องมันสูงมาก แต่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 29 (จ.ศรีสะเกษ) ที่เราอยู่ตอนนั้นอยู่ในโครงการศูนย์ข่าวเยาวชนไทย เราก็เข้าร่วมและเริ่มทำหนังสั้นตั้งแต่ตอนนั้น คือถ่ายเอง เขียนบทตัดต่อเอง หลังจากนั้นก็เริ่มขยับมารับงาน ถ่ายรับปริญญาบ้าง ทำวิดีโอพรีเซ็นเทชั่นให้อาจารย์บ้าง คืออาจารย์ที่ปรึกษาก็จะหางานมาให้ มีสกู๊ปข่าวบ้าง มีทำเอ็มวีเพลงลูกทุ่งเพื่อชีวิตบ้าง เราก็ทำไป อย่างเอ็มวีนี่ส่วนใหญ่จะเป็นเหมามา คือบางทีก็ทำทั้งอัลบั้ม เหมาแบบหมื่นห้า ทำกันสิบสองเพลง เป็นราคาแบบที่ทำแล้วแทบไม่ได้อะไรเลย แต่ก็ทำ เพราะช่วงเรียนต้นทุนมันต่ำ ที่พักก็ไม่เสียเพราะเรียนโรงเรียนประจำ กินอยู่ก็แทบไม่เสีย เลยไม่ได้กังวลเรื่องเงินอยู่แล้ว

ตอนนั้นเราเรียนรู้วิธีการทำหนังอย่างไรบ้าง
ก็ศึกษาเอง อาจารย์ที่ปรึกษาก็บอกเราว่า ปุ่มทุกปุ่มบนกล้องกดได้หมดนะ ลองกดดู ลองใช้ดู เราก็เริ่มเดินสายทำหนังสั้นส่งประกวด ตั้งแต่ระดับภาคยันระดับประเทศ ได้รางวัลบ้างไม่ได้บ้าง ตอน ม.3 ก็รับงานตัดต่อจากรุ่นพี่ที่รู้จักกัน เป็นสกู๊ปข่าวสั้นๆ ในรายการหนึ่งทางช่อง 7 รายได้วันละ 120 บาท เรียกว่าใช้แรงงานมาตั้งแต่เด็ก (หัวเราะ) พอขึ้น ม.4 เราก็ได้รางวัลเป็นตัวแทนไปถ่ายทำสารคดีที่อินเดียกับเนปาล 12 วัน โดยโจทย์มีอยู่ว่าให้ใช้กล้อง DV ถ่ายยังไงก็ได้ แต่ไม่มีอุปกรณ์ตัดต่อให้นะ ต้องส่งม้วนเทปฟุตเตจวิดีโอกลับมาที่ไทย แล้วก็คุยวิดีโอข้ามประเทศกลับมาที่โรงเรียนของเราให้ทีมตัดต่ออีกที ซึ่งมันเป็นโปรเจ็กต์ที่บังคับให้เราต้องคิดทุกอย่างก่อนถ่ายหมดเลย จะสัมภาษณ์อะไร insert ภาพนี้แล้วจะบรรยายอะไรต่อ หรือมุมกล้องถ่ายมาข้ามกันไหมชนกันไหม ซึ่งสำหรับเด็ก ม.4 มันยากมากๆ

ต่อมา ม.5 เราก็ได้มาทำงานกับพระมหาพงษ์นรินทร์ ฐิตวํโส แห่งวัดสุทัศน์เทพวราราม คือไปอยู่เดินสายกับพระอาจารย์ประมาณปีหนึ่ง ตามท่านไปจัดอบรมตามที่ต่างๆ หลังจากนั้นก็เริ่มมาจัดค่ายอบรมของตนเอง ทั้งในโรงเรียนตัวเองและโรงเรียนอื่นในจังหวัด เขียนโครงการขอทุนมาทำค่ายอมรบเกี่ยวกับการทำหนังสั้นบ้าง หรือขอทุน ปปส. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด) ก็จัดเกี่ยวกับการรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด จนเริ่มมีเครือข่ายขยายไปตามอำเภอตามตำบลต่างๆ ในขณะเดียวกันก็ยังทำหนังสั้นส่งประกวดอยู่เรื่อยๆ

จนตอน ม.6 เราได้รับคัดเลือกจากมูลนิธิหนังไทยให้เป็น 1 ใน 18 คนไปญี่ปุ่นในโครงการ JENESYS นำหนังสั้นไปประกวดในเทศกาลภาพยนตร์เยาวชนเอเชีย และไปได้รางวัลหนังสั้นยอดเยี่ยมกลับมา (รางวัลใหญ่สุดของการประกวดครั้งนั้น จากเรื่อง ‘เสียดายเวลา’) ซึ่งมันเป็นจุดสูงสุดที่ทำให้เราอิ่มตัวกับการทำหนังสั้น หลังจากนั้นก็ไม่เอาละ ทั้งหนังสั้น ทั้งกิจกรรม 

ช่วงมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไรบ้าง
พอเข้าปีหนึ่งปั๊บก็หางานทำเลย ทั้งงานประจำ งานฟรีแลนซ์ เหมือนที่เราเคยทำตอนสมัยมัธยมฯ พอทำงานประจำมา 1 ปี ก็เริ่มรู้สึกว่าไม่ไหว จริงๆ งานน่ะโอเค แต่เรารู้สึกกดดัน มันมีความกดดันสูง อย่างในมหาวิทยาลัยก็อาจจะมีกลุ่มอาจารย์ที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ในออฟฟิศก็เหมือนกัน เรามองเห็นระบบบางอย่างที่ขับเคลื่อนอยู่ ซึ่งเราเองก็ตั้งคำถามว่าทำไมมันต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ สุดท้ายก็ลาออกจากงานประจำมาทำฟรีแลนซ์ จนมีโปรเจ็กต์ใหม่ คือทำเกี่ยวกับรูปน้ำตก ที่ช่วงหนึ่งฮิตทำรูปที่เป็นน้ำตกตกลงมาเป็นหน้าคนบ้าง เป็นตัวหนังสือบ้าง ก็วิจัยกับมันประมาณ 2-3 ปีโดยมีพี่จั๊ก (จักรพล จันทวิมล) เป็นนายทุนให้ พี่จั๊กเป็นหนึ่งในผู้บริหารกลุ่มซีคอน ซึ่งเขาก็จะสอนวิธีคิดทางธุรกิจให้เรา การมองธุรกิจมันมีทั้งระดับล่าง ระดับกลาง ระดับสูง แล้วระดับสูงเขาจะมองอีกแบบหนึ่งไปเลย เราก็ซึมซับประสบการณ์ตรงนั้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเราออกมาตามความฝันต่อ คือเราอยากทำหนังเข้าโรง ก็ลาออกจากพี่จั๊กมา แล้วก็ไปดร็อป เรียนเอาไว้ ตอนนั้นปีสี่แล้ว ทำโปรเจ็กต์จบอะไรเรียบร้อย เหลือเรียนอีกประมาณ 4 ตัว

หลังจากดร็อปเรียนก็เลยตัดสินใจอยู่กับตัวเองเป็นเวลา 2 ปี คือตัดทุกอย่างเลย ค่าโทรศัพท์มือถือตัดออก เหลือแค่มือถือเติมเงินไว้รับสายอย่างเดียว ตัดครอบครัว ตัดแฟน อยู่กับตัวเอง แล้วก็ไปอาศัยกับรุ่นพี่ที่เคยไปทำงานออฟฟิศกับเขา คือลาออกจากเขามาแต่ก็ไปอาศัยอยู่กับเขา (หัวเราะ) นอนคิดถึงสิ่งที่เราอยากทำ นอนแต่นอนไม่หลับ ตกกลางคืนก็คิดไปเรื่อย คิดจนเช้า มานอนหลับจริงๆ ตอนแปดโมงเช้า ตื่นอีกทีก็เย็น ทำตัวชิลล์มาก คนอื่นทำงาน แต่เราไม่ทำ

ช่วงเวลานั้นเราหมกมุ่นกับอะไรอยู่
คิดบทหนัง วางแผนชีวิต คิดแผนการตลาดจะทำยังไงให้สำเร็จ เรามาทบทวนว่าเรามีต้นทุนอะไรบ้าง หนึ่งคือทฤษฏีภาพยนตร์เราแม่น เรามีพื้นเพหรือฐานที่ดีที่จะทำหนังในอีสาน ขาดอย่างเดียวคือการทำมันออกมาให้เป็นรูปร่าง เพราะเราอยากวางแผนทุกอย่างให้ดีที่สุดก่อน

เคยไปสมัครงานตามค่ายหนังต่างๆ บ้างไหม
ไม่เคย เพราะเราไม่อยากทำงานประจำ เราไม่อยากเป็นลูกน้องเขา สมมติว่าผมไปสมัครที่ GTH (หรือ GDH ในปัจจุบัน) แล้วเข้าไปได้ ผมก็ต้องใช้เวลาอีก 5 ปี 10 ปีกว่าที่จะก้าวไปถึงจุดที่เราอยากทำ เราขอวิธีลัดดีกว่า 
สมมติคิดแบบนักธุรกิจ สิ่งหนึ่งที่ได้จากการไปอยู่ในระบบสตูดิโอ คือคอนเน็กชั่น แต่สิ่งที่ไม่ได้เลยคือ เราไม่มีทางจะโตไปกว่าเขา เต็มที่คือเป็นที่สองรองจากเขาหรือเท่าเขา แต่สมมติว่าเราทำเอง เรามีสิทธิ์ทั้งที่จะเจ๊ง หรือไม่ก็ประสบความสำเร็จกว่าเขาก็เป็นได้ ถ้าหากเรามีโมเดลที่ดีพอในการทำงาน

“โมเดลที่ดีพอ” สำหรับศักดิ์คืออะไร
ระบบ วิธีการ หรือแนวคิดในการทำงานที่แข็งแรงพอ ยกตัวอย่าง GTH เราไปดูซิว่าเขามีอะไรบ้าง แกรมมี่มีอะไรบ้าง ทำทั้งเพลง ทั้งละคร แบ่งออกมาทำหนังบ้าง มีการบริหารศิลปิน มันครบวงจร เราก็ต้องวางเป้าหมายอย่างนั้นไว้เหมือนกัน คือตอนนั้นเรามีความเชื่อเล็กๆ ว่าเราทำได้ แต่ไม่รู้ว่าเวลาไหน มันอาจจะใช้เวลานานก็ได้ แต่เราเชื่อเสมอว่า เฮ่ย!.มันเป็นไปได้น่ะ แค่นั้นเอง แล้วก็พยายามทำให้แนวคิดตรงนั้นให้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเรามีข้อมูลที่แน่นพอ และมากพอ เราจะเชื่อมั่นว่าทุกอย่างเป็นไปได้

เหมือนศักดิ์เชื่อใน “ระบบการทำงาน” มากกว่า “ตัวบุคคล”

ตอนเด็กๆ เราคิดแค่ว่าจะทำยังไงให้ตัวเองเป็นที่หนึ่ง ต้องเก่งกว่าเขา แต่ว่ามันไม่ใช่ พอโตมาเรารู้ว่า ยิ่งเก่งกว่าเขา เรายิ่งต้องทำงานหนักกว่าเขา จนเราได้มาเรียนรู้จากพี่ๆ หลายคน เขาสอนให้เราเป็นคนฉลาด ใช้คนเก่งทำงาน ถ้าเราเป็นคนเก่งเราทำงานได้แค่ทีละชิ้น แต่ถ้าเราเป็นคนฉลาด เราใช้คนเก่งทำงานได้หลายชิ้น แต่ละคนก็มีความเก่งแตกต่างกัน เราแค่จับมันไปวางให้ถูกจุด และใช้มันให้เป็นประโชยน์สูงสุด

คือพอเรามีองค์ความรู้ที่ครบ เราก็จะสามารถมองโลกได้กว้างขึ้น จากที่เรามองแคบแค่แก้ว เราจะมองกว้างเห็นทั้งโต๊ะได้ ยิ่งมองเห็นกว้างขึ้น มันทำให้เราเชื่อมั่นว่ามันเป็นไปได้ มองไปถึงว่าเรามีพื้นที่แค่ไหน เรามีคู่แข่งเป็นใครบ้าง ทั้งประเทศอยู่ในระดับไหนแล้ว ตัวเราอยู่ในระดับไหน ถ้ามองเห็นเราก็มีความมั่นใจแล้วว่าเราจะเดินทางไปได้ไกลแค่ไหน เมื่อก่อนผมยังมองไม่เห็นเพราะยังทำไม่สำเร็จ เมื่อไหร่ที่เราทำอะไรสำเร็จสักอย่างหนึ่ง โลกเราจะกว้างขึ้นและมองไปได้ไกลยิ่งขึ้น

คิดว่าการเป็น “คนทำหนัง” ในบ้านเรา มันเลี้ยงชีพได้ไหม

ส่วนมากคนที่ทำตรงนี้คือคนที่รักการทำหนัง แต่เลี้ยงชีพจริงๆ ไม่ได้ เพราะว่ามันไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้น เราไม่อยากเป็นอย่างนั้น คือถ้าเราสบายเราคงไม่อยากทำอะไร เพราะเราลำบากไงเราถึงต้องทำมัน แต่จะทำอะไรนั้นก็ต้องมาถามตัวเราเองว่าเราถนัดอะไร เราถนัดการทำหนังที่สุด เราก็เลยต้องทำตรงนี้เพื่อไปต่อยอดสู่สิ่งอื่นๆ ต่อไป

สมมติว่า ‘ไทบ้าน เดอะซีรีส์’ ลงทุน 2 ล้าน ได้รายได้ 30 ล้าน กำไรเหลือมาถึงเราจริงๆ น้อยมาก โรงหนังหักไปแล้ว 65 เปอร์เซ็นต์ ภาษีก็แพงมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่คนทั่วไปไม่รู้ แบ่งคืนนายทุนอีก ตกถึงเราจริงๆ ก็น่าจะประมาณ 10 ล้าน อันนี้คือระดับโลคอลนะ แต่ถ้าจะไประดับประเทศ ต้องลงทุนเพิ่มอีกอย่างน้อย 30 ล้าน ทั้งการตลาดและการทำหนัง เมื่อต้นทุนสูงขึ้น ความเสี่ยงก็สูงขึ้น ถ้าเราอยากจะไปให้ถึงรายได้ระดับ 200 ล้าน ก็ต้องมาดูว่า เขาทำได้อย่างไร เขาอาจใช้เวลา 1-2 ปีในการพัฒนาบท คือคนชอบบ่นว่าหนังไทยบทไม่ดี ไม่ใช่ว่าเราทำบทที่ดีไม่ได้ จะทำให้ดีได้ก็ต้องใช้เวลา ไหนบทดีแล้วก็ต้องมาลุ้นต่อว่าคนจะเข้ามาดูไหม คือถ้ามาเทียบจริงๆ 200 ล้านของหนังซักเรื่อง หักให้โรงหนังไป หักภาษีไป อาจจะเหลือจริงๆ แค่ 60 ล้าน หักอีกก็เหลือแค่ทุน 30 ล้าน ถามว่ามันเป็นวงจรที่ยั่งยืนหรือ คนที่ได้จริงๆ คือโรงหนัง ในขณะที่โรงหนังโตแบบก้าวกระโดด คนทำหนังกลับโตได้แบบทีละก้าวๆ ทำสิบปียี่สิบปีก็ไปไม่ได้ไกลกว่านี้ ระบบการทำหนังในไทยมันไม่เอื้อให้กับคนทำเลย

ตอนนี้รายได้หลักของกลุ่ม เซิ้ง โปรดักชั่น คืออะไร

ไม่ได้มาจากหนัง แต่มาจากเพลง จากยูทูบ คนอีสานเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากขึ้น และนิยมฟังเพลงจากยูทูบมากขึ้น ไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควายเขาก็ดูยูทูบ ทำงานก็เปิดเพลงจากยูทูบฟัง เพลงมันสามารถเปิดวนซ้ำๆ ได้ตลอด เราฟังเพลงซ้ำได้เป็นร้อยรอบ แต่รายการแค่รอบสองรอบก็เบื่อ การสร้างรายได้จากเพลงจากยอดวิวในยูทูบมันเลยมีสูงกว่า

สำหรับเราความสำเร็จของเพลงอย่าง ‘ทดเวลาบาดเจ็บ’ มันไม่ได้มาแบบฟลุ๊กๆ แต่มันเกิดจากการวางแผน วิเคราะห์หมดว่าคนฟังต้องการอะไร อยากฟังเนื้อหาแบบไหน อย่างคนส่วนใหญ่ชอบฟังเพลงอกหัก เพราะคนทั่วไปอกหักมากกว่าสมหวัง ทุกข์มาก็บอกว่าอกหักบ้าง เขาเฉยชาก็บอกว่าอกหัก เขาไปคุยกับคนอื่นก็อกหัก คนอกหักมันเลยมีเยอะกว่า เราก็จับตลาดคนอกหักเป็นหลักเนี่ยล่ะ ต่อมาคือจะทำเพลงอกหักยังไงให้มันทรงพลัง เพลงมันต้องมีเรื่องราวที่ดี เราก็เลยใช้หนังมาเป็นเรื่องราวของเพลง ให้คนฟังเพลงเชื่อมโยงไปสู่เนื้อหาในหนังได้ ซึ่งมันทำให้คนเกิดอารมณ์ร่วมได้มากกว่าเพลงที่ไม่มีสตอรี่ คือถ้าเพลงไม่มีสตอรี่ เพลงนั้นมันต้องใช่จริงๆ โดนใจจริงๆ มันถึงจะดังได้

ทำไมถึงคิดว่าสตอรี่เป็นเรื่องสำคัญ

มันกลายเป็นโมเดลใหม่ ตอนนี้เป้าหมายในการทำหนังของเราก็เพื่อสร้างสตอรี่ และการสร้างแบรนด์ให้กับอีกหลายอย่างที่เราจะทำต่อไปในอนาคต ซึ่งต้นคิดมันมาจากตัวละคร เฮียป่อง (แสดงโดย สมชาย สายอุทา ซึ่งยังเป็นโปรดิวเซอร์ทำเพลงต่างๆ ในบริษัทอีกด้วย) จาก ‘ไทบ้านเดอะซีรีส์’ ในภาคแรก ที่อยากเปิดเซเว่นฯ คนพูดถึงเยอะมาก ป่องเปิดเซเว่นฯ ได้ไหม หรือแม้แต่เบรนด์ “ข้าวท้องป่อง” ที่มีในหนังคนก็ถามหา สมมติถ้าเราทำจริงๆ มันก็น่าจะพอขายได้ งั้นเรามาลองคิดถึงการทำหนังเพื่อสร้างแบรนด์และขายแฟรนไซส์ คือธุรกิจต่างๆ ถ้าเราไม่ได้คิดให้มันพร้อมเป็นรูปแบบแฟรนไซส์มันจะโตได้ช้า เราอยากให้มันโตเร็วขึ้น โตแบบก้าวกระโดด ตัวอย่างเช่นถ้าเราเปิดร้านตัดผมแค่ร้านเดียวก็คงได้เงินประมาณหนึ่ง แต่ถ้าเป็นแบรนด์เดียวกันแล้วขายแฟรนไซส์เปิดหลายๆ สาขา มันก็มีโอกาสได้เงินมากขึ้นโดยที่เราอาจจะไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่าการบริหารก็ได้

แนวคิดนี้มันก็มาสู่เป้าหมายใหม่ของตัวละคร เฮียป่อง ใน ‘ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.1’ นั่นคือการเปิดสโตร์ผัก เราไม่ได้คิดแค่การทำหนัง แต่เรากำลังจะสร้างแบรนด์ และวางแผนการตลาดไปพร้อมๆ กัน ทั้งแพ็คเกจของสินค้า รูปแบบผลิตภัณฑ์ หรืออื่นๆ ที่เห็นในหนัง เราคิดในฐานที่มันเป็นไปได้แล้วลงค่าใช้จ่ายลงมา คือในหนังมันต้องทำให้โอเวอร์กว่าไปอีกสเต็ปหนึ่ง

หมายความว่าการสร้างสโตร์ผักและแบรนด์ในภาค 2.1 ทำขึ้นเพื่อมาขายจริงๆ ด้วย

อันนี้ยังตอบไม่ได้ (หัวเราะ) ต้องไปรอดูต่อในภาคที่ 2.2 คือเราอาจจะไม่ได้ถนัดในแง่การบริหารธุรกิจ แต่เราถนัดในเรื่องการสร้างแบรนด์ ก็ต้องหาคนมาร่วมทำ ร่วมลงทุนกับเรา เราต้องคิดลงลึกไปถึงขั้นตอนการผลิต เหมือนที่ในหนังภาคแรกเราพาผู้ชมไปดูขั้นตอนการทำนาของเฮียป่อง มาเทียบกับการทำนาแบบทั่วไป ซึ่งคนดูเขาไม่ได้คาดหวังกับเนื้อหาตรงนี้หรอก เขาแค่อยากได้ความบันเทิง อยากตลกอยากฮา ถึงได้มีคนบ่นว่า ภาค 2.1 มันตลกน้อยลง เพราะเราใส่เนื้อหาเข้ามาเกี่ยวกับธุรกิจมากขึ้น เพราะเราอยากให้คนอีสานสนใจแนวคิดในการทำธุรกิจมากขึ้น เมื่อไหร่ก็ตามที่คนอีสานเข้าใจวิธีการทำธุรกิจ เรามีต้นทุนมีวัตถุดิบที่เยอะกว่า เขาจะได้เปรียบทันที CT

 

Creative Ingredients

คอนเน็กชั่นสำคัญที่สุด
“...วิธีที่จะทำให้โปรเจ็กต์เกิดขึ้นได้จริง หนึ่งเราต้องเชื่อมั่นว่าสิ่งนี้เป็นไปได้ก่อน อาจจะนับเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด คอนเน็กชั่นคืออีก 50 เปอร์เซ็นต์ที่จะทำให้สิ่งนี้มันเป็นไปได้เลย ต่อให้มีวิธีคิดดีแค่ไหน มีข้อมูลเพียบพร้อมแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีคอนเน็กชั่น ไม่มีคนมาลงทุนด้วยมันก็เป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นวิธีการเข้าหาคอนเน็กชั่น มันควรจะถูกบรรจุไว้สอนคนทำหนังเลยด้วยซ้ำ”

ประสบการณ์จริง ทำให้หนังสมจริง
“เราดูหนังเยอะนะแต่จำชื่อเรื่องไม่ค่อยได้ คือเราไม่ได้มีผู้กำกับคนไหนที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ สิ่งสำคัญคือต้องใช้ชีวิตให้เยอะๆ เพราะมีผลต่อการเขียนบทและกำกับ เช่นถ้าคุณจะทำฉากรถชน พอชนแล้วเราจะรู้สึกอย่างไร จะทำอะไรก่อน จะเป็นห่วงตัวเองก่อนหรือคนข้างๆ หางตาเป็นยังไง จะเดินไปทางไหน หยิบจับอะไรก่อน ทั้งหมดนี้มันเกิดจากประสบการณ์จริงทั้งหมด”

เรื่อง : นที มีประเสริฐ 
ภาพ : นัทธ์ชนัน เพชรดี