Wired-Media-Myanmar-.jpg

คุณคิดว่า “ความคิดสร้างสรรค์” มีภาษาเฉพาะตัวของมันหรือเปล่า โดยเฉพาะเมื่อความคิดสร้างสรรค์จากคนชาติหนึ่งถูกถ่ายโอนไปใช้เพื่อการสื่อสาร ตลอดถึงเพื่อซื้อใจคนอีกชาติหนึ่งที่มีความแตกต่างทั้งด้านภูมิหลัง วิถีชีวิต แนวคิด และวัฒนธรรม

การทำงานที่ต้องเป็นตัวกลางในการสร้างกลยุทธ์การสื่อสารที่มีทั้งข้อจำกัดด้านเวลา งบประมาณ ความคิดสร้างสรรค์ และความต่างที่ว่ามา จึงกลายเป็นโจทย์หินของคนทำงานเอเจนซี่โฆษณาอย่าง ‘ลิต้า’ วิรทัย และ ‘เหว่ย’ วิชิต ภักดีพิพัฒนพงศ์ ผู้ก่อตั้งและดำเนินการบริษัท Wired Media and Trading Co., Ltd. และ Wired Media Myanmar Co., Ltd. เอเจนซี่โฆษณาลำดับต้นๆ ที่เข้าไปบุกเบิกตลาดการสื่อสารและโฆษณาในเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่าก่อนใคร กระทั่งวันนี้พูดได้ว่าพวกเขาได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากแบรนด์ระดับอินเตอร์มากมาย การพูดคุยที่เกิดขึ้นนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่จุดตั้งต้น วิสัยทัศน์ แนวคิด ประสบการณ์ หรือเรื่องราวของตลาดต่างแดนที่ผู้ประกอบการไทยเองควรทราบ แต่ยังหมายถึงทุกช่วงของโอกาสและเคล็ดลับต่างๆ นานาที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการอ่านเอาในตำรา แต่เกิดจากการลงมือทำมันจริงๆ  
 
เล่าให้เราฟังถึงธุรกิจที่กำลังทำอยู่ตอนนี้มันเกี่ยวกับอะไร
เหว่ย : เราทำธุรกิจเอเจนซี่โฆษณา ลูกค้าส่วนใหญ่ของเราเป็นลูกค้าทั้งไทย ลูกค้าอินเตอร์ และแม้แต่ลูกค้าโลคอล แต่ทั้งหมดนี้จะไปเกิดที่ย่างกุ้ง เช่น อินเตอร์แบรนด์ต่างๆ ที่มีฐานลูกค้าอยู่เมืองไทย แต่มีสินค้าวางขายที่ย่างกุ้ง แล้วต้องการที่จะทำการตลาด ทำโฆษณา ทำพีอาร์ ทำอีเวนต์  แต่ว่าเขาอยู่ที่เมืองไทย เพราะฉะนั้นเราก็เลยเข้ามาตรงนี้ ก็คือมาคุยงาน รับบรีฟจากเขา แล้วเราก็เข้าศึกษาตลาดที่นู่นให้ว่าเป็นยังไง ความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค (Consumer Insight) ไลฟ์สไตล์ หรือเทรนด์อะไรต่างๆ เป็นยังไง สื่อที่นู่นเป็นยังไง แล้วก็ช่วยดูคู่แข่งของตัวสินค้าด้วยว่าคู่แข่งเขาทำอะไรบ้าง วิเคราะห์ให้จนเสร็จหมด แล้วก็ตามมาด้วยการเสนอกลยุทธ์การสื่อสาร ที่เป็นเหมือนโซลูชั่นให้กับทางแบรนด์ลูกค้า ก็จะทำงานค่อนข้างใกล้ชิดกัน ด้วยตลาดย่างกุ้งที่ใหม่มาก ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก การที่ตัวลูกค้าไม่ได้ไปมีฐานอยู่ที่นู่น ก็จะเป็นความลำบากที่จะเกาะติดกับข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้น อันนี้คือสำหรับตัวลูกค้าที่อยู่ที่เมืองไทย หรือบางทีก็มีลูกค้าจากสิงคโปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น ที่เราก็เป็นฮับติดต่อประสานงานให้อยู่ตรงนี้ ซึ่งลูกค้าเราส่วนใหญ่มันไม่ใช่แค่ประเด็นเรื่องของระยะทางที่มันไกลกันอย่างเดียว แต่ว่าแบรนด์ต่างๆ ที่เข้าไป เขาก็มองหาความเป็นมืออาชีพที่รองรับเขาได้ในระดับอินเตอร์ ต้องการทำตลาดจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อตลาดมันเปิด และเริ่มมีการแข่งขันกันสูง ด้วยบริบทที่มันเปลี่ยนไปทุกวัน เพราะฉะนั้นเขาก็เลยต้องมองหาเราตรงนี้
ลิต้า : เพราะว่าบางทีพอมีเจ้าใหม่เข้ามาในตลาดที่มันแข่งขันกันสูงๆ แบบนี้ แม้ว่าแบรนด์ใหม่ๆ จะยังแย่งส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ของเขาไปไม่ได้สักเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าเป็นการตื่นตัวและป้องกันส่วนของตัวเองไว้ก่อน

อะไรที่ทำให้เรามุ่งไปที่พม่าเลยตั้งแต่แรก
เหว่ย : จนถึงตอนนี้เราก็ทำกันมาได้ 3 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2012 เรียกได้ว่าเราเป็น pioneer (ผู้บุกเบิก) แรกๆ เลย ซึ่งเหตุผลที่ไป จริงๆ แล้วเราเองก็อยู่ในสายงานนี้มาตลอด พอมาปี 2012 คนก็เริ่มพูดถึงย่างกุ้ง เริ่มพูดถึงพม่า เราก็เอ้ย! อยากไปลองทำที่นู่น ส่วนหนึ่งเราค่อนข้างอิ่มตัวในเมืองไทย แล้วก็ยังมีแรง ก็ลุยดู พอไปถึงมันก็มีแต่ความท้าทายทั้งนั้นเลย Challenge ของที่นู่นมันคือความที่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรช่วยเหมือนที่เมืองไทย แล้วด้วยความที่เขาปิดประเทศมานาน พอเปิดประเทศปุ๊บ เขาก็ยังยึดติดกับการทำงานสไตล์เขาซึ่งแตกต่างมากๆ กับสไตล์ของเรา เราก็ต้องเข้าไปเป็นตรงกลาง คอยจูนทุกอย่างให้ลงตัวให้ได้ จะบีบให้ซัพพลายเออร์มาทำงานตอบทุกอย่างของลูกค้าก็ยาก จะให้ลูกค้ามายอมหยวนๆ ตามที่ซัพพลายเออร์ทำก็ไม่ได้ ฉะนั้นก็ต้องคอยจูนว่าทั้งคู่ต้องการอะไร แล้วเราจะตอบตรงนั้นให้ จะไม่ไปบีบหรือขัดคอว่านี่ยอมหน่อย แต่ก็จะดูว่าโจทย์ของแต่ละคนคืออะไร
 
Wired-Media-Myanmar2.jpg

การที่บอกว่าพม่าเปิดประเทศแล้วเป็นโอกาส การที่เราจะเข้าไป ต้องผ่านอะไรบ้าง ยากง่ายอย่างไร
เหว่ย : เอาอันแรกก่อน ก็คือว่าเราเป็นอินเตอร์เอเจนซี่เจ้าแรกๆ ที่เข้าไป โดยส่วนใหญ่ก็เป็นของที่ทำกันเองในประเทศ ซึ่งวิธีการที่บริษัทต่างชาติจะเข้าไปก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการเข้าไปเป็นหุ้นส่วน จะเป็นพาร์ทเนอร์กัน ร่วมทุน หรือแม้แต่เข้าไปซื้อกิจการมาเลยก็ได้ กับอะไรก็ตามที่โลคอลเขามีอยู่ ซึ่งแต่ละบริษัทก็มีเงื่อนไขและเทคนิคแตกต่างกัน บริษัทยักษ์ใหญ่เข้าไป ด้วยความที่เขาตัวใหญ่ จะขยับอะไรก็ลำบาก ฉะนั้นง่ายที่สุดคือเข้าไปซื้อเลย ในขณะที่บางบริษัทที่ไซส์กลางหรือไซส์เล็กหน่อย ก็อาจจะเข้าไปร่วมมือกันนะ จับมือกันนะอะไรแบบนี้ ทีนี้การที่มีทั้งโลคอลเอเจนซี่และอินเตอร์เอเจนซี่ มันมีข้อได้เปรียบหรือเสียเปรียบยังไงบ้าง
เหว่ย : เรียกว่ามันมีจุดแข็งกับจุดอ่อน โลคอลเอเจนซี่ด้วยความที่เขาเป็นคนที่นั่น ก็จะได้เปรียบในเรื่องของเรตราคา เช่น ซื้อสื่อได้ถูก อันนั้นคือหนึ่ง สองคือเรื่องของอินไซต์ของตลาด (Market Insight) เขาก็รู้ดีว่าคนของเขาเป็นยังไง รู้ว่าวิธีการคุยต้องคุยยังไง อันนี้คือจุดแข็ง ส่วนจุดแข็งของเอเจนซี่ที่เป็นอินเตอร์ก็คือวิธีการทำงานที่ได้มาตรฐาน รู้ความต้องการของแบรนด์ชัดว่าคืออะไร โจทย์คืออะไร ฉะนั้นมันเป็นจุดแข็งและจุดอ่อนที่ก็จะเป็นคนละมุมกันแล้วแต่ลูกค้ามอง อย่างของเรา ด้วยความที่เข้าไปตั้งมานาน ถ้าถามว่าเราอยู่ตรงไหน เราก็จะประมาณเป็น ‘ไฮบริด’ คือเราทำงาน มีทีมรีเสิร์ชเอง เวลาที่ต้องการอินไซต์มากๆ เราก็มีทีมอยู่ที่นู่น อย่างที่นี่ก็เห็นว่าทีมวางแผนของเราก็มีประมาณ 20 คน ทีมโลคอลของเราที่นู่นก็มีอยู่อีก 30 กว่าคน ที่คอยค้นหาและตอบเรื่องของอินไซต์และข้อมูลต่างๆ มาให้หนึ่ง สองคือการที่เราเข้าไปแรกๆ มันทำให้เราได้เรตราคาการซื้อสื่อหรือการจัดการอะไรไม่แพ้กับโลคอล แต่เราทำงานให้ลูกค้าด้วยมาตรฐาน ถ้าเทียบกัน แล้วเราต้องแข่งกับโลคอล เรามาหนึ่งในเรื่องของบริการ วิธีการคิด วิธีการตอบโจทย์ลูกค้าต่างๆ แต่ถ้าเราแข่งกับอินเตอร์ เราก็จะได้ในเรื่องของอินไซต์ เรื่องของราคาที่เราดีลตรงได้ ตรงนี้ก็อาจเป็นจุดได้เปรียบของเราที่ให้บริการได้ครบที่เดียว
ลิต้า : ก็คือในด้านเซอร์วิส เอเจนซี่ที่มาจากต่างชาติอีกทีหนึ่ง บางทีเขาดีลกันมาแล้วเขาก็จะมาซื้อผ่านเรา หรืออยู่ที่ว่าบางทีอาจจะมีเอเจนซี่ที่เข้ามาใหม่ แต่ยังไม่สามารถเซ็ตอัพบริษัทเขาได้ หมายถึงบางทีเขามีลูกค้ามาแล้ว แล้วก็ต้องการบริการบางอย่างซึ่งเขาอาจยังไม่สามารถทำได้ครบสมบูรณ์ในตอนนี้ เขาก็จะเลือกมาใช้งานเราก่อนเหมือนกัน

ข้อจำกัดของการทำงานที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในประเทศของตัวเองมีเยอะมากไหม หรือต้องใช้เวลามากขึ้นหรือเปล่าในการทำงานกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
เหว่ย : คือรวมๆ เราก็จะต้องมีการเทรนทีมงานโลคอลของเรา เพราะอย่างไรคือเขาอยู่ที่โน่น ก็ต้องเป็นทีมที่ทำงานด้วยกัน แล้วเราจะต้องมีคนไทยหรือแม้แต่คนต่างชาติที่ไม่ใช่พม่าเข้าไปคุมอีกที เหมือนเข้าไปเป็นหัวหน้าของแต่ละแผนก เพื่อที่จะเข้าไปพัฒนา เข้าไปปรับจูนและตรวจสอบความคิด วิธีการทำงานให้ตรงกัน ถ้าพูดถึงเรื่องที่ยากที่สุดก็คงเป็นเรื่องของการดีลกับคนโลคอลเอง ทั้งทีมงานเราเอง รวมถึงซัพพลายเออร์ด้วย คือด้วยธรรมชาติของคนพม่าแล้ว เขาน่ารักมาก เขาคิดบวก เจอเราเขาก็ต้อนรับยิ้มแย้ม แต่ว่าด้วยวิธีการที่เขาอยู่มา เขาค่อนข้างใช้ชีวิตหรือมีวิธีการคิดแบบสโลว์ไลฟ์ ทำให้บางทีก็ขาดความกระตือรือร้น หรือไม่เป๊ะในเรื่องของไทม์ไลน์ ในขณะที่เราซีเรียสมาก เป๊ะมาก  เขาก็จะแบบไม่เห็นต้องรีบเลย
ลิต้า : ประเด็นก็คือเราเข้าไปเสริมในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ให้กับเขาด้วย เปลี่ยนแปลงวิธีการการทำงานหรือวิธีคิดใหม่ๆ เช่น เขาพยายามจะ 1+4 เป็น 5 มาโดยตลอด เราก็เปลี่ยนมาเป็น 3+2 เป็น 5 บ้างก็ได้นะ ซึ่งการจะเปลี่ยนหรือเพิ่มอะไรแบบนี้ก็ต้องใช้เวลานิดหนึ่งในการที่จะทำให้เขาเปลี่ยนแปลงในวิธีการคิดของเขา
 
Wired-Media-Myanmar4.jpg

พูดถึงมูลค่าตลาดกันบ้าง ตอนนี้ที่พม่ามีโอกาสในการเติบโตเรื่องของอุตสาหกรรมด้านโฆษณามากน้อยเท่าไหร่
เหว่ย : คือถ้าพูดเป็นมูลค่าตลาด (Market Value) เราคงต้องดูไปที่เรื่องของการใช้เงินในตลาด (Market Spending) อย่างการใช้งบโฆษณาของเขา ซึ่งตอนนี้รวมๆ แล้วอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 10 เมื่อเทียบกับเมืองไทย แต่ว่า 10 ของเมืองไทยคือเป็นค่าเฉลี่ยที่ค่อนข้างนิ่ง แต่สำหรับพม่า 1 ของเขาเป็นเรตที่ดับเบิล คือโตขึ้นเรื่อยๆ โตขึ้นจากหนึ่งนักลงทุนต่างชาติที่เข้าไป แบรนด์ไทย หรือแบรนด์อินเตอร์ต่างๆ ที่เข้าไป มีการใช้เม็ดเงินที่มากขึ้น สองมาจากการพัฒนาของสื่อต่างๆ ที่มากขึ้นในประเทศของเขาเอง เช่นการมีช่องทีวีเพิ่มมากขึ้น มี Pay TV (การซื้อรายการเพื่อรับชมทางโทรทัศน์) เพิ่มมากขึ้น มีสื่อออนไลน์ มีจอแอลอีดี ซึ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นช่องทางที่ดึงเม็ดเงินเข้ามามาก อันที่สามคือการทำงานของบริษัทวิจัยตลาดต่างๆ ที่ทำงานได้ค่อนข้างจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น มีการเก็บข้อมูลเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นสามตัวนี้ เป็นเหตุผลที่ทำให้การใช้จ่ายของเม็ดเงินโฆษณาในพม่ามันโตขึ้นชัดเจน

แล้วขนาดของตลาด จำนวนประชากรหรือความแตกต่างของสภาพสังคม มีผลต่อโอกาสการทำธุรกิจบ้างไหม
ลิต้า : ตอนนี้ประชากรของพม่าอยู่ที่ประมาณ 52 ล้านคน ซึ่งจริงๆ ก็เยอะพอๆ กับเรา ล่าสุดประชากรเขาก็ประมาณเท่าๆ ประเทศไทย อาจจะมีเรื่องของการหายไปจากครัวเรือน แต่ก็คิดว่าใกล้เคียงกัน
เหว่ย : ในจุดนี้มีสองประเด็นที่เราควรคิดถึง จุดแรกคือเรื่องของข้อมูลต่างๆ ที่มันมีอยู่ ปี 1986 ถือเป็นปีสุดท้ายที่มีการเก็บสำมะโนประชากรของพม่าจนถึงเมื่อปลายปีก่อน ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าจำนวนประชากรในพม่ามีกี่คน เพราะไม่มีการทำสำมะโนประชากรกันเลย เราไม่สามารถเดินไปที่สถาบันทำวิจัยแล้วขอดึงข้อมูลมาอย่างในไทย หรือไม่สามารถไปขอซื้อข้อมูลจากบริษัทรีเสิร์ชได้ จนมาเมื่อปลายปีก่อน ยูนิเซฟถึงเข้าไปทำสำมะโนประชากร เราถึงรู้แล้วว่ามีตัวเลขเท่าไหร่ อันนี้คือความลำบากในการทำงานช่วงแรกๆ ของเรา อันที่สองคือ จำนวนประชากร เทียบกรุงเทพฯ กับย่างกุ้ง ย่างกุ้งที่เป็นเมืองเศรษฐกิจของพม่าที่ไม่ใช่เมืองหลวง แต่ก็เป็นเมืองหลัก ขนาดของย่างกุ้งใหญ่พอๆ กับนนทบุรีของบ้านเรา ซึ่งนนทบุรีก็เล็กกว่ากรุงเทพฯ อยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง แต่จำนวนประชากรของย่างกุ้งพอๆ กับกรุงเทพฯ ทำให้ความหนาแน่นของจำนวนประชากรในย่างกุ้งมากกว่ากรุงเทพฯ เป็นเท่าตัว ด้วยความที่มันเป็นเมืองเศรษฐกิจ คนก็เลือกที่จะมาแออัดกันอยู่ในย่างกุ้ง เพราะว่าสาธารณูปโภคดีที่สุด ธุรกิจต่างๆ ก็ยังแออัดกันอยู่ตรงนี้ มันเลยทำให้ย่างกุ้งเป็นเมืองที่มีความเฉพาะตัว ถึงแม้ว่าจะเป็นประเทศที่เพิ่งเปิด แต่ว่าค่าที่ดินนี่แพงมาก แพงกว่าสุขุมวิทบ้านเราอีก ตรงนี้ก็เป็นอุปสรรคในการที่ธุรกิจต่างๆ จะเข้าไปทำงาน ส่วนในมุมของผู้บริโภคที่นู่น เขาจะอยู่กันคล้ายๆ กับเป็นแฟลตในฮ่องกง แบบตึกแถวมี 5 ชั้น แล้วก็แบ่งกันอยู่หนึ่งชั้น หนึ่งห้อง คือหนึ่งครัวเรือน ขณะที่ชาวต่างชาติที่เข้าไปก็มีเยอะ ญี่ปุ่นเยอะ เกาหลีเยอะ คนไทยเยอะ คนจีนเยอะ ซึ่งแรกๆ จะเป็นพวกเอ็นจีโอ หลังๆ ก็เป็นพวกนักธุรกิจ ทำให้มีธุรกิจบริการที่เปิดรองรับชาวต่างชาติค่อนข้างมาก ซึ่งก็จะแพงมาก เรียกว่าแพงกว่าสิงคโปร์อีก แต่ถ้าคนท้องถิ่นที่นู่นเอง เขาก็มีอะไรของเขาอยู่สบายๆ  
ลิต้า : ยกตัวอย่างเช่นถ้าเทียบกับค่าแท็กซี่ จากที่เราอาจจะต้องเสียค่าแท็กซี่เยอะๆ ในการเดินทางที่ 100 บาท แต่ว่าที่นู่นเราอาจจะต้องเสียประมาณ 140-170 บาทอะไรแบบนั้น ก็ถือว่าแพงกว่าบ้านเราพอสมควร

พฤติกรรมของคนย่างกุ้งเป็นอย่างไร ทั้งงรูปแบบการบริโภค และการเปิดรับสื่อต่างๆ
เหว่ย : รูปแบบรวมๆ ณ ตอนนี้ ถือว่าเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เราจะยึดอะไรค่อนข้างลำบาก มันจะไม่เหมือนว่าคนไทยต่างกับคนญี่ปุ่น ยังไง อันนั้นเรานึกออก แต่คนที่นู่นคือเหมือนกับว่าเขายังไม่มีรูปแบบตัวตนที่ชัดเจนของเขา เพราะว่ายังอยู่ในช่วงของการเปิดและเปลี่ยนแปลงที่เร็วมากๆ ผมจะยกตัวอย่างอยู่บ่อยๆ ในเรื่องของการใช้โทรศัพท์ อย่างของเรา เราใช้ 20 ปี ในการวิวัฒนาการจากโทรศัพท์บ้านมาเป็นโทรศัพท์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ จากโทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์มือถือรุ่นกระติกน้ำ เล็กลงมาหน่อย มีบริการแบบวอยซ์คอล เอสเอ็มเอส เอ็มเอ็มเอส  จีพีอาร์เอส จนมา 3G หรือ 4G แต่ของที่นู่น เมื่อประมาณปลายปีก่อนเดือนตุลาคม เขาเพิ่งจะเปิดประมูลเรื่องสัญญาณโทรศัพท์ แล้วเขาก็ใช้เวลาแค่ไม่ถึงปีก็ข้ามมาใช้เทคโนโลยีเดียวกับบ้านเราแล้ว จากเดิมที่คนอาจจะไม่เคยใช้แม้กระทั่งโทรศัพท์พื้นฐาน แต่อยู่ดีๆ มาวันนี้ใช้ 3G ได้บนสมาร์ทโฟนที่ราคาถูกมาก เพราะว่าแบรนด์ไหนพอเข้าไปก็ต้องแข่งขันกัน พยายามดึงฐานผู้บริโภคของตัวเองด้วยราคา เพราะฉะนั้นอยู่ดีๆ งงๆ งวยๆ คนพม่าก็มี 3G ใช้แล้ว ซึ่งมันทำให้วิธีการเปิดรับอะไรของเขาไม่เหมือนกับบ้านเรา
 
Wired-Media-Myanmar5.jpg

มองว่าย่างกุ้งหรือพม่าเอง มีโอกาสที่จะกระจายความเจริญออกไปได้อีกมากไหม
เหว่ย : เราคิดว่าเขาคงหนึ่งคือจะเหมือนบ้านเรา ตรงที่ว่าเรามีกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ เขาก็มีย่างกุ้งกับมัณฑะเลย์  มัณฑะเลย์ก็คล้ายๆ เชียงใหม่คือเป็นเมืองเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว วัฒนธรรม ศูนย์กลางของภาคเหนือของเขา ส่วนย่างกุ้งก็คือเมืองเศรษฐกิจ ศูนย์กลางต่างๆ จากช่วงล่าง
ลิต้า : ผมมองว่าอาจจะมีเสริมของการขยายไปเมืองอื่นๆ อย่าง เนปิดอว์ ที่เป็นเมืองราชการ อาจมีฐานต่างๆ ที่จะกระจายเพิ่มได้เข้าไปตรงนั้น ซึ่งการทำงานของเราก็ต้องไปตามเมืองอื่นๆ ด้วย แล้วแต่ความต้องการของลูกค้า เช่น ลูกค้าบางแบรนด์ก็ต้องไปทำตลาดกับผู้บริโภคที่อยู่ตามนอกเมืองหรือตามชายแดนด้วย แล้วแต่ว่าความต้องการของตลาดเป็นอย่างไร
เหว่ย : คือถ้าเมืองอื่นๆ ผมต้องแบ่งประเภทก่อน ก็คือศูนย์กลางเศรษฐกิจจะเป็นย่างกุ้งกับมัณฑะเลย์ เป็นเมืองที่มีกำลังซื้อสูง เป็นศูนย์กลางสำหรับการกระจายสินค้าและบริการต่างๆ ออกไป  กับสองคือเมืองตามชายแดน จากท่าขี้เหล็ก เชียงตุง เมียวดี

แล้วเรื่องพัฒนาการของสื่อเป็นอย่างไรบ้าง
เหว่ย : สื่อนี่ถือเป็นตัวอย่างที่ดีเลยครับว่าประเทศเขาเปิดยังไง คือเราเองจะต้องตามให้ทัน เพราะเขาจะมีสื่อใหม่ๆ ออกมาเยอะมาก เช่นอยู่ดีๆ ก็มีจอแอลอีดีไซส์ยักษ์ขึ้นมากลางสี่แยกซะงั้น แล้วหลังๆ มานี่คือสื่อหลากหลายมาก แล้วก็เพียงพอที่จะตอบโจทย์ในแต่ละความต้องการของลูกค้า ลูกค้าที่มีช่องทางการกระจายสินค้าทั่วประเทศต่างๆ ก็ยังต้องอาศัยทีวี ซึ่งก็แข็งแรงมากขึ้นทุกวัน ทั้งเรื่องของการกระจายสัญญาณ แล้วก็เรื่องของเนื้อหาที่ก็ดีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าเกิดว่าเป็นลูกค้าที่วัยรุ่นจังเลย ทันสมัยมากๆ  เรื่องของโฆษณาบนเฟซบุ๊ก หรือพวกดิจิทัลต่างๆ มันก็เริ่มโอเค มันเริ่มดึงคนได้ดี เราเริ่มได้ฟีดแบ็กที่โอเคขึ้น มันมีสื่อให้เล่นเยอะขึ้นมาก แบบคนในเมืองก็ทั้งแบบป้ายไฟ แบบแอลอีดีให้ใช้ ไม่ใช่เอะอะๆ ก็ทีวีหรือหนังสือพิมพ์ แต่ตอนนี้มันมีสื่อทางเลือก แล้วผู้บริโภคก็เริ่มแตกต่าง มีรูปแบบเฉพาะกันมากขึ้น มันก็สะท้อนถึงการใช้สื่อที่แตกต่างกัน เราก็ต้องใช้ให้เป็น ถึงตอนนี้การใช้สื่อจะยังไม่อยู่ในช่วงที่มีการแข่งขันที่สูงมาก เหมือนกับที่เมืองไทยที่จะต้องแย่งไพรม์ไทม์กัน แต่สิ่งที่เป็นสาระสำคัญกับการทำงานสื่อที่นู่น จะเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างเรากับซัพพลายเออร์ และที่ต้องระวังอีกอย่างก็คือ เขาอยู่ในภาวะการเจริญเติบโตที่เร็วมาก มีการเปลี่ยนแปลงอะไรค่อนข้างเยอะและบ่อย อย่างของเราปีหนึ่ง ราคาสื่ออาจจะขึ้นครั้งหนึ่ง ของเขาอาจจะขึ้นถี่กว่าเราหน่อย ก็ต้องคอยตาม

ถ้าพูดกันในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์หรืองานครีเอทีฟแบบของเรา มันใช้สื่อสารกับเขาได้มากน้อยแค่ไหน
เหว่ย : เรื่องของภาษาครีเอทีฟ ผมว่ามันต้องทำงานร่วมกันครับ อย่างที่บอกว่าเราก็เซ็ตตัวเราเองให้เป็นแบบไฮบริดเหมือนกัน ดังนั้นเราจะไปครีเอทีฟจ๋า หรืออินโนเวทีฟจ๋าขนาดนั้นเขาย่อมไม่เข้าใจ เพราะเขาไม่อยู่ในโหมดภาวะแวดล้อมที่จะมา เฮ้ย! อะไรเนี่ย หรือว้าวเหมือนกับที่เราเป็น ก็ต้องมาง่ายๆ ตรงๆ อย่าซับซ้อน อย่าแบบอะไรเยอะ อย่าล้ำมากไป แล้วก็ในขณะเดียวกันเราก็ต้องพูดในภาษาของเขาด้วย ไม่ใช่แค่แบบทำมาแล้วแปลเสร็จคือจบ เพราะเขาก็มีแง่มุมที่เขาชอบแตกต่างกัน ที่สุดแล้วมันคือต้องใช้ความครีเอทีฟอขงเราไปปรับใช้กับโลคอลของเขาให้มันลงตัว
 
วิธีการที่เขามองคนไทยล่ะ
เหว่ย : เขาชอบคนไทย เรื่องที่เราชอบคิดอะไรกันผมว่ามันเป็นเรื่องของตำราเรียน แล้วก็เป็นเรื่องของการปลูกฝัง ซึ่งจริงๆ แล้ว เขาไม่ได้มีความคิดอะไรแบบเราเลย เคยมีคำถามจากน้องๆ ในออฟฟิศที่เขาเป็นคนพม่าแล้วได้เข้าไปเรียนหนังสือที่ประเทศไทย ก็จะมีคำถามจากคนที่ไม่ได้ไปเมืองไทยมาถามคนที่เคยไปเรียน ว่าทำไมคนไทยบางส่วนถึงไม่ชอบคนพม่า วิธีการอธิบายก็คือ  เป็นเพราะว่าในตัวประวัติศาสตร์ของเรา เราไม่เคยเสียดินแดนให้ใครเลยยกเว้นพม่า เราก็เลยไปฝังใจเรื่องประเทศ แต่จริงๆ แล้วเขาก็โอ้โห! จริงเหรอ เขาไม่เคยรู้เลยว่าคนไทยแคร์เรื่องนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วเขาค่อนข้างชอบเรา เปิดรับเรา และค่อนข้างรับรู้ว่าเราดี คือสินค้าอะไรก็ตามที่เขียนว่าเป็น Product of Thailand จะถือเป็นสินค้าที่มีคุณภาพดี เพราะว่าสินค้าในประเทศเขาอาจจะยังไม่มีการควบคุมการจัดการที่ดีในเรื่องของมาตรฐานต่างๆ หรือสินค้าเข้ามาเยอะจากเมืองจีนบ้าง บังกลาเทศ หรือเนปาลอะไรที่มาจากทางเรือ ก็จะไม่มีตรามาตรฐานที่เอาไว้ดู เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องระมัดระวัง การเลือกสินค้าของเขา สินค้าจากไทยก็เลยกลายเป็นของมีมาตรฐาน
ลิต้า : เรียกว่าตั้งแต่สินค้าในชีวิตประจำวันทั่วไป ไปจนถึงสินค้าก่อสร้าง วัสดุก่อสร้างทุกอย่าง เขาจะมั่นใจในของๆเรามาก
 
Wired-Media-Myanmar3.jpg

ถ้ามีคนที่อยากทำธุรกิจในพม่า มันยังมีอะไรที่น่าไปลองหรือควรระวังไหม
เหว่ย : คือเราเองเราอยู่มาก่อน ก็จะมีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่เฮ้ย! อยากจะเข้าไปพม่าจังเลย ไปทำนู่นทำนี่อะไรอย่างงี้ แต่ว่าการที่เขาเข้าไปเขาอยากทำ แต่ตัวเขาอยู่เมืองไทย มันไม่สามารถทำได้ คือถ้าจะทำก็ต้องเข้าไปอยู่ เข้าไปใช้ชีวิตดู เข้าไปมองจริงๆ ว่ามันเป็นยังไง คือคุณจะอยู่เมืองไทยแล้วนึกอยากทำขึ้นมาก็บินไป หรืออะไรแบบนั้น บินไปบินมา เอาจริงๆ มันค่อนข้างไม่เห็นภาพหรอกครับ มันไม่ได้สัมผัส  
ลิต้า : อย่างผมมีคนรู้จักคือเขาทำอาหารเสริม แล้วเขาก็ถามว่า เนี่ยอยากจะเอาอันนี้เข้าไปขาย ช่วยหน่อย ผมก็ตอบไปตรงๆว่าต้องเข้าไปอยู่เอง เพราะว่าคนที่จะรู้จักสินค้าดีที่สุดก็คือตัวเขา แล้วเวลาขายเนี่ยเขาก็ต้องรู้ว่าสินค้าของเขาเหมาะรึเปล่า ผมก็แนะนำว่าคุณต้องเข้าไปอยู่ ถ้าคุณไม่เข้าไปอยู่ คุณก็ไม่รู้หรอก ถ้าคุณคิดว่า เดี๋ยวไปหาคนช่วยประจายสินค้าซักเจ้า แล้วไปฝากเขาขายให้ เป็นผม ผมก็มองแล้วว่าคุณเป็นใคร ทำไมเขาถึงต้องมาขายให้กับคุณ ทางที่ดีคือคุณก็ต้องลองไปอยู่เอง ไปทำตลาดเอง  
เหว่ย : คืออย่างเช่นในมุมของนักการตลาดทั้งหลาย ถ้าเขาเข้าไป คือเราอยากให้เขาลืมไปทั้งหมด ลืมสิ่งที่เคยทำแล้วประสบความสำเร็จที่ไทย หรือแม้แต่ไปทำที่ประเทศอื่นๆ ลาว เขมร เวียดนาม ลืมไปให้หมดเพราะทฤษฎีของคุณ มันไม่สามารถเอามาปรับใช้กับที่นี่ได้หรอก อย่างที่บอกคือเขาไม่ได้อยู่ในการวิวัฒนาการ 20 ปี เขาอยู่ในความเปลี่ยนแปลงที่มันปึ๊บปั๊บๆ เพราะฉะนั้นเขามีความเฉพาะตัวค่อนข้างสูง กลยุทธ์อะไรต่างๆ มันเอามาปรับใช้ไม่ได้ทันที คุณต้องลงไปตรงนั้น  

ต้องลงไปคลุกคลีเองเลย มันพอจะมีทางลัดหรือหลักสูตรเร่งรัดบ้างไหม
เหว่ย : หลักสูตรเร่งรัดมีครับ คือการไปพาร์ทเนอร์กับคนโลคอล ก็เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด แต่ก็สำคัญที่สุด เหมือนกับว่าเลือกคนได้ถูกก็ดีไปทั้งชีวิต  
ลิต้า : ผมอยากจะเสริมนิดหนึ่งว่า สำหรับคนที่เป็นเอสเอ็มอีที่อยากจะเข้าไปเปิดตลาดในพม่า ก็ต้องมองว่าพื้นฐานของตัวเองด้วย ถ้าคุณเป็นตัวแทนของสินค้าประเภทหนึ่งที่มีงบการตลาดเยอะ ผมเห็นด้วย อยากให้คุณเข้าไป อยากให้คุณลุยเลย เข้าไปคุณไปหาคนช่วยกระจายของให้คุณได้เลย แต่ถ้าคุณคิดว่างบคุณน้อย แล้วคุณมีแต่ของ คุณต้องทำเอง คุณจะไปฝากความหวังไว้กับคนที่นั่นอาจจะฝากไม่ได้ ถ้าคุณทำเอง เท่าที่ผมรู้จักมา ผมว่าร้อยหนึ่ง อาจจะมีสักแปดสิบเปอร์เซ็นต์ที่จะประสบความสำเร็จ แต่คุณต้องไปอยู่เองนะ แล้วตอนนี้คนไทยที่ไปก็จะมีสังคมของคนไทยอยู่ที่นู่น ซึ่งก็จะช่วยเหลือกัน ทางสถานทูตไทยก็ให้ความช่วยเหลือเราเต็มที่

ถ้าเทียบเป็นคะแนนความยากง่าย ตลาดพม่าถือว่าปราบเซียนไหม
เหว่ย : ถ้ายากคือเต็ม 10 ผมว่ามันยากในบริบท แต่มันง่ายที่เขาอยู่ข้างเรา แบบประเทศที่มีพื้นที่ติดกัน คล้ายคลึงกันทางวัฒนธรรม หรือแม้แต่เรื่องของภูมิอากาศ ก็เป็นข้อได้เปรียบ แต่ว่าความยากคือไม่ว่าคนไทยเข้าไป หรือคนต่างชาติเข้าไป มันก็ยากเหมือนกันตรงความยังไม่ชัดเจนของเทรนด์ในพม่า และเศรษฐกิจที่ค่อนข้างผันผวน ไม่ใช่ว่ามีความเสี่ยงสูงนะครับ แต่มันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับการเมือง หรือเรื่องของสภาพอากาศด้วยซ้ำ บางทีน้ำท่วมถ้าเป็นบ้านเราหรือประเทศอื่นคงจัดการได้เร็ว ฟื้นได้เร็ว แต่ว่าของเขามันมีตัวแปรเยอะ ก็ต้องเอาใจใส่ที่หมายถึงการเอาตัวเองใส่เข้าไปด้วยจริงๆ
 

 
Creative Ingredients
สิ่งที่ต้องทำเป็นกิจวัตรทุกวันในการทำงาน

เหว่ย : เพราะงานที่ทำทุกวันค่อนข้างเครียดและทีมเองก็เต็มที่กับงานมากๆ ที่ต้องทำทุกวันจึงเป็นการจัดเวลาเดินไปคุยกับทีม ทักทาย ถามไถ่ หรือแม้แต่แซวหยอกล้อ เพื่อช่วยลดความเครียดและสร้างบรรยากาศที่ดีในที่ทำงาน เราก็เห็นการทำงานของแต่ละคน ได้แนะนำ ช่วยแก้ปัญหาไปด้วย ที่สำคัญบรรยากาศที่ดียังช่วยเพิ่มพลังความคิดสร้างสรรค์ในการวางแผนงานได้
ลิต้า :  ต้องเช็กอีเมลและคุยกับทีมงานเกี่ยวกับความคืบหน้าของแต่ละแคมเปญ เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ และคอยให้คำปรึกษากับทีมงาน ช่วยเรื่องการจัดการประสานงานกับทางคนท้องถิ่นให้ทุกๆ งาน ผ่านไปได้ด้วยดี

เมืองหรือประเทศที่อยากไปเที่ยว อยากไปใช้ชีวิต หรือไปทำธุรกิจมากที่สุด เพราะอะไร
เหว่ย : อยากทำธุรกิจที่พม่าแหละครับ แต่อยากกลับไปเที่ยวอังกฤษอีก เพราะตั้งแต่เรียนจบมายังไม่มีโอกาสได้กลับไปเลย
ลิต้า : อยากขับรถเที่ยวทั่วยุโรปและอเมริกา แล้วก็อยากไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดที่แม่สาย จังหวัดเชียงราย ส่วนเรื่องการสร้างธุรกิจ คงจะเป็นที่พม่า อยากสร้างธุรกิจที่เหลือในความคิดให้เกิดขึ้นในพม่าให้ได้มากที่สุด

ความเชื่อหรือทัศนคติส่วนตัวในการใช้ชีวิต
เหว่ย : Happiness is by choice, not by chance.
ลิต้า : คนเราเมื่อคิดว่าถึงทางตัน มักจะมีช่องเล็กๆ ที่เรียกว่า "โอกาส" เกิดขึ้นเสมอ เพราะฉะนั้น "จงอย่ายอมแพ้"
เรื่อง: พัชรินทร์ พัฒนาบุญไพบูลย์  ภาพ: นัทธ์ชนัน เพชรดี