เมื่อโลกหมุนเร็วขึ้นและการใช้ชีวิตของผู้คนถูกฉีกออกจากกฏเดิมๆ ด้วยพลังอำนาจของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมผู้คนเข้าหากัน กระทิง - เรืองโรจน์ พูนผล คือหนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจพลังอำนาจนี้เป็นอย่างดี จากเด็กต่างจังหวัดที่มีความฝันและเชื่อในความพยายามอย่างไม่ย่อท้อ ความมุมานะเกินร้อยทำให้เขาได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา สถาบันบ่มเพาะผู้ประกอบการชั้นนำของโลก ก่อนจะเข้าทำงานกับบริษัทกูเกิล ได้คลุกคลีและเรียนรู้จากการลงมือทำงานร่วมกับทีมงานระดับหัวกะทิในซิลิคอน แวลลีย์เป็นเวลาถึงเจ็ดปีเต็ม

 

ktating_poonphon1.jpg

 

 

ในวันนี้ กระทิง (Krating Poonpol) คือผู้เชี่ยวชาญด้านการบ่มเพาะธุรกิจ “สตาร์ทอัพ” (startup) โมเดลธุรกิจเกิดใหม่ที่ลงทุนน้อยแต่สร้างแรงกระเพื่อมยิ่งใหญ่ต่อการใช้ชีวิตของผู้คน โดยรับหน้าที่ผู้อำนวยการโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมไอที dtac Accelerate และยังเป็นผู้ก่อตั้ง Disrupt University สถาบันบ่มเพาะและผลักดันสตาร์ทอัพแห่งแรกในประเทศไทยอีกด้วย

ในงานสัมมนา CU 2014: IF…Defining the Future ที่ผ่านมา คุณบอกว่า “ทุกวันนี้ขอแค่มีไอเดีย แม้แต่คนตัวเล็กๆ ก็สามารถเริ่มต้นสร้างสิ่งที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อคนจำนวนมากหรือแม้กระทั่งเปลี่ยนโลกได้” คุณคิดว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เป็นอย่างนั้น
อย่างแรกเลย คือพลังอำนาจของอินเทอร์เน็ต ที่ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้มหาศาล เกิดแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ทำให้ไอเดียเล็กๆ สามารถกระจายไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว สองคือในแง่ของการระดมทุนแบบใหม่ๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเด็กในโครงการ dtac Accelerate ที่ผมดูแลอยู่ พวกเขาพัฒนา Drivebot เซ็นเซอร์ตรวจสอบสภาพรถและพฤติกรรมการขับรถ ซึ่งจะส่งข้อมูลเป็นกราฟเข้ามาในแอพพลิเคชั่นบนมือถือ เหมือนเป็น Fitbit (อุปกรณ์ติดตามการใช้งาน) สำหรับรถยนต์ โครงการนี้เพิ่งระดมทุนไปได้สามล้านกว่าบาทจาก Crowdfunding Platform ชื่อ Indiegogo ถ้าเป็นสมัยก่อนนี่ เป็นไปไม่ได้ถูกไหมครับ แต่ตอนนี้แหล่งเงินทุนพวก Venture Capitalist (ธุรกิจเงินร่วมลงทุน) และ Angel Investor (นักลงทุนรายอิสระที่ใช้เงินส่วนตัวในการลงทุนในธุรกิจใดๆ) ก็เริ่มมาลงทุนกับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพแล้วค่อนข้างเยอะ

เราจะเห็นเลยว่าอินเทอร์เน็ตทำให้คนทำงานร่วมกันได้ง่ายมากขึ้น ถ้าคุณสนใจเรื่องอะไร คุณก็สามารถรวมตัวกันได้ ผมว่าส่วนผสมเหล่านี้นี่แหละที่ทำให้คนธรรมดามีพลังอำนาจทางเทคโนโลยี ถึงขั้นที่คนตัวเล็กๆ ก็ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ได้

ซึ่งอินเทอร์เน็ตก็ยังช่วยลดช่องว่างในการเข้าถึงองค์ความรู้ด้วย
ผมคิดว่ามันจะมีพลังขึ้นเรื่อยๆ เทคโนโลยีมือถือจะทำให้เราสามารถเข้าถึงองค์ความรู้จากที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ จากที่สมัยก่อนความรู้มันจำกัด อย่างฮาร์วาร์ดคนเข้าได้ปีหนึ่งไม่กี่คน แต่ว่าเดี๋ยวนี้เราสามารถเข้าไปใน courseera.org หรือคลาสออนไลน์ต่างๆ ที่รวมคอร์สของมหาวิทยาลัยระดับท็อปอย่างสแตนฟอร์ด ฮาร์วาร์ด หรือเอ็มไอที มาให้คนทั่วไปได้เรียน อย่าง OpenCourseWare ของเอ็มไอที เขาก็จะอัดเป็นวิดีโอไว้หลายคอร์สเลย แนวคิดของเขาคือความรู้มันไม่ควรจะจำกัดอยู่แค่ในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น ตอนนี้ที่จุฬาฯ ก็พยายามจะทำคล้ายๆ กัน ดังนั้นช่องว่างระหว่างความรู้มันน้อยลงเรื่อยๆ เพียงแค่เรามีอินเทอร์เน็ตใช้เท่านั้นเอง

เด็กมัธยมเองก็เหมือนกัน ถ้าไม่ได้สนใจแค่เรื่องการสอบอย่างเดียวแต่อยากได้ความรู้เพิ่มเติม แค่คุณมีความรู้ภาษาอังกฤษก็สามารถเข้าไปดูใน khanacademy.org ซึ่งเกิดจากคนชื่อ แซลมอน คาน (Salmon Khan) ที่เป็นนายธนาคารมาก่อนแล้วเจอช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ก็เลยออกมาทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริงๆ เขาเป็นคนสอนเก่งมาก ก็ทำวิดีโอสอนเลข ฟิสิกส์ ฯลฯ แม้แต่ลูกของบิล เกตส์เองก็เรียนจากที่นี่ เขาบอกว่าสอนดีกว่าอาจารย์ที่โรงเรียนเยอะ พอบิล เกตส์รู้ก็เลยเขียนเช็คให้คานสองแสนห้าหมื่นเหรียญสหรัฐฯ

แม้แต่เรื่องการเขียนโปรแกรม ก็มี codecademy.com คุณแค่ต้องมีความรู้ภาษาอังกฤษ มีวินัยในการเรียน แล้วคอร์สเหล่านี้ยังสั่งงานให้เราไปทำและให้เพื่อนร่วมคลาสตรวจสอบซึ่งกันและกัน มีไกด์ไลน์ในการตรวจข้อสอบให้ ซึ่งผมว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนเยอะมาก แต่ทำนองเดียวกันการแข่งขันจะสูงขึ้นมากเพราะมันเกิดขึ้นทั่วโลก ดังนั้นคนตัวเล็กๆ ที่อาจทำสิ่งยิ่งใหญ่คนนั้นจะเป็นใครก็ได้ และในทำนองเดียวกันคนตัวใหญ่ๆ เองถ้าไม่ปรับตัว ยังอุ้ยอ้ายอยู่ ก็มีสิทธิ์ที่จะหายไปอย่างรวดเร็ว

ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของเจเนอเรชั่นด้วย อย่างเด็กเจเนอเรชั่นวายจะขวนขวายหาความรู้ในเรื่องที่เขาสนใจ และมักจะมองว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงโลก
ใช่ครับ ผมว่าคนรุ่นมิลเลเนียลเขาอยากจะทำอะไรด้วยตัวของเขาเอง แล้วในขณะเดียวกันก็มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก ซึ่งทำให้เข้ามาอยู่ในองค์กรใหญ่ค่อนข้างยาก เพราะองค์กรจะเน้นเรื่องวัฒนธรรมองค์กรและความเป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้นเมื่อมีเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามา ต้นทุนในการเปิดบริษัทหรือการเริ่มทำอะไรน้อยลง ต้นทุนในการล้มเหลวก็น้อยลง ล้มก็ลุกขึ้นมาทำใหม่ได้ คนจึงไม่ค่อยมาทำบริษัทใหญ่

ผมคิดว่าบริษัทใหญ่ทุกบริษัททั่วโลกต้องปรับตัว ถ้าไม่ปรับตัวมีปัญหาแน่ๆ กูเกิลเองปัจจุบันก็มีปัญหาเพราะว่ามันใหญ่ สมัยที่ผมอยู่นั้นพนักงานมีแค่ 4,000 คน สนุกมาก มันไม่ค่อยมีระเบียบขั้นตอน อยากทำอะไรที่มีอิมแพ็กกับบริษัทและผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตก็คุยกันแล้วก็ดึงคนมาลงมือทำได้เลย แต่ว่าปัจจุบันกูเกิลเริ่มมีความเป็นองค์กรมากขึ้น คนเข้าไปทำงานกูเกิลสองปีก็ออกมาเปิดบริษัทของตัวเองแล้ว ดังนั้นกูเกิลจึงต้องเริ่มปรับตัวอีกครั้งแล้วเหมือนกัน ผมว่าองค์กรใหญ่ต้องเริ่มรันเหมือนบริษัทเล็กๆ หลายๆ บริษัทมากขึ้น

ดูเหมือนว่าในยุคนี้ การแบ่งปันหรือการที่ทุกคนมีส่วนร่วมมันเกิดขึ้นในทุกกระบวนการของการสร้างสรรค์
ใช่ครับ ผมคิดว่าต่อไปมันจะเป็นเรื่องของ Co-Creation (การร่วมกันสร้าง) และ Collaboration (ความร่วมมือ) ค่อนข้างเยอะ คือทุกคนมาช่วยกันสร้าง อย่างสมัยก่อนก็จะมีพวกลินุกซ์ (Linux) ซึ่งเป็นโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ ปัจจุบันเราจะเห็นโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์เยอะมากที่คนเป็นล้านล้านคนทั่วโลกมาช่วยกันเขียน วิกิพีเดีย ยูทูป และกูเกิลก็เป็นตัวอย่างที่ชัดมาก คือแม้ว่ากูเกิลจะเป็นผู้สร้างแพลตฟอร์ม แต่ผู้สร้างคอนเทนท์คือคนทั่วโลก

ต่อไป Co-Creation มันจะไม่ได้หมายถึงผู้ผลิตหลายๆ คนมาช่วยกันทำเท่านั้น แต่ผู้ใช้งานหรือผู้บริโภคเองก็มีส่วนร่วมในการสร้างด้วยเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นบริษัทเอเชียอย่าง เสี่ยวหมี่ (Xiaomi) บริษัทมือถือที่เรียกกันว่าเป็น Apple of China เป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถืออันดับ 3 ของโลกซึ่งก่อตั้งบริษัทมาแค่ 4 ปี แต่เขาเจ๋งตรงที่เขารับคอมเมนต์ของผู้ใช้งานผ่านทางเวยป๋อ (Weibo) ซึ่งเป็นทวิตเตอร์ของจีน ทำให้ผู้ใช้งานสามารถตอบโต้กันได้ และทุกสองอาทิตย์เสี่ยวหมี่ก็จะเลือกท็อปคอมเมนต์มาแก้ไข ปรับแต่งซอฟต์แวร์ของตนเองแล้วก็อัพโหลด ในขณะที่ไอโอเอสนั้นกว่าจะปรับแต่งแต่ละส่วนได้ก็ใช้เวลานาน

ในแง่ของสินค้าที่จับต้องได้ก็เช่นกัน ตอนนี้เรามีเครื่องพิมพ์สามมิติแล้ว เมื่อดีไซน์มันอยู่ในรูปของซอฟต์แวร์ คนก็เข้ามาช่วยกันดีไซน์ได้ หรือคุณจะเอาเทมแพลตมาตรฐานมาปรับเป็นของตัวเองแล้วพิมพ์ผ่านเครื่องพิมพ์สามมิติก็ได้ ถ้าไม่ชอบก็กลับมาแก้ไฟล์ใหม่ได้ ดังนั้นต่อไปบทบาทมันจะเบลอมากขึ้น เขาเรียกว่า prosumer คือคนที่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค

อยากให้ยกตัวอย่างไอเดียจากคนธรรมดาที่สร้างประโยชน์ให้คนจำนวนมาก
เพื่อนของผมคนหนึ่งชื่อ แซม โกลด์แมน (Sam Goldman) เขาได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส์ ให้เป็นหนึ่งในคนที่มีอิทธิพลที่สุดของโลก แซมอายุแค่ 30 กว่า เขาสร้างนวัตกรรมที่เรียกว่า d.light เป็นหลอดไฟที่ดึงพลังงานจากแสงอาทิตย์ในตอนกลางวัน ตอนกลางคืนก็สามารถนำมาใช้ได้โดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า แล้วบนโลกเรามีคนถึงสองพันล้านคนที่ไฟฟ้าเข้าไปไม่ถึง อย่างในอินเดีย บังกลาเทศ แอฟริกา ตอนกลางคืนต้องใช้ตะเกียงเจ้าพายุหรือเทียน ทำให้ควันเข้าตา เด็กๆ ต้องเพ่งอ่านหนังสือจนมีปัญหาสายตา หรือบางคนตาบอดด้วยซ้ำเพราะแสงไม่พอ ชีวิตยากลำบากมาก ดังนั้นสำหรับคนเหล่านี้พอมีสิ่งนี้เข้าไปมันช่วยเขาได้ แล้วเขาดีไซน์จนมันราคาถูกกว่าการซื้อเทียนมาใช้ 6 เดือนอีก สามารถผ่อนศูนย์เปอร์เซ็นต์ได้ด้วย แถมยังมีประกัน ถ้าเสียก็สามารถส่งกลับมาได้

d.light เป็นกิจการเพื่อสังคมที่มีกำไรด้วย ระดมทุนได้เป็นพันๆ ล้านบาท คือกำไรมหาศาล ตอนแรกเขาระดมทุนผ่าน Venture Capital แล้วก็ชนะ Social Venture Challenge ได้เงินมา 250,000 เหรียญสหรัฐฯ คือคิดดูว่าคุณสนุก คุณได้เปลี่ยนแปลงโลก แล้วยังสร้างมันเป็นธุรกิจขึ้นมาได้ด้วย ผมว่านี่คือคอนเซ็ปต์ของยุคสมัยใหม่ จนถึงตอนนี้เขาเปลี่ยนชีวิตคนที่ตอนกลางคืนไม่มีไฟฟ้าใช้แล้ว 150 ล้านคน คิดดูว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเราเกิดมาแล้วมีโอกาสได้ทำอะไรแบบนี้ ผมว่ามันก็คุ้มแล้วที่เกิดมา แซมเป็นคนธรรมดา แต่มีความฝันที่ยิ่งใหญ่มาก

อีกตัวอย่างหนึ่งคือรุ่นน้องของผมที่สแตนฟอร์ด อลิซาเบธ โฮล์มส์ (Elizabeth Holmes) ตอนที่เรียนอยู่ปีหนึ่งเขาพบปัญหาเวลาเราเจาะเลือดไปตรวจว่าต้องเจาะหลายครั้งมาก บางทีเจาะไปแล้วตัวอย่างไม่พอก็ต้องมาเจาะเพิ่มอีก ทั้งเสียเวลาทั้งเจ็บตัว เขาเลยคิดเทคโนโลยีที่ใช้เลือดน้อยกว่า เสียบเข้าไปแล้วดึงออกมาครั้งเดียวก็รู้ผลทุกอย่างเรียบร้อยเลย ตอนปีสองเขาก็ลาออกแล้วก็เอาเทคโนโลยีมาขาย สุดท้ายตอนนี้เขาเป็นเศรษฐีนีที่อายุน้อยที่สุดในโลก (Youngest self-made female billionaire) อายุแค่ 30 ต้นๆ เท่านั้นเอง

จากที่เล่ามา คนเหล่านี้ก็คือสตาร์ทอัพใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นจริงๆ แล้วสตาร์ทอัพคืออะไร เพราะหลายคนยังเข้าใจว่ามันต้องเป็นนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี (Tech Startup) เท่านั้น แล้วมันต่างจาก SME หรือ Minipreneurs อย่างไร
สำหรับผมสตาร์ทอัพมันคือ mindset เทคโนโลยีเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น สิ่งที่สตาร์ทอัพแตกต่างจาก SME เลยคือ 10X thinking คือต้องคิดสิบเท่า โตเร็วสิบเท่า และแก้ปัญหาด้วยโซลูชั่นที่ดีกว่าเดิมสิบเท่า มีตัวอย่างหลายๆ อันที่มันเป็นแค่เว็บไซต์ แต่ว่าสุดท้ายมันคือการออกแบบที่ใช้คนเป็นศูนย์กลาง มันถึงได้โตเร็ว นี่คือเรื่องหลัก

ตัวอย่างเช่นเว็บไซต์ Rent the Runway (renttherunway.com) แนวคิดของเขาคือ ต้องการให้ผู้หญิงคนหนึ่งได้เป็นเจ้าหญิงในวันที่พิเศษที่สุดอย่างงานพรอมหรืองานวันเกิด แต่ดีไซน์เนอร์เดรสอย่างคาลวิน ไคลน์ราคามันแพง เขาก็ลองไปซื้อชุดดีไซเนอร์แบรนด์แล้วให้คนมาเช่า ตอนแรกก็ทดลองง่ายๆ โดยทำเฟซบุ๊กเพจขึ้นมา ซื้อตัวอย่างมาแค่สี่ห้าตัวก่อน แล้วก็เอาไปโพสบนเฟซบุ๊กของเด็กฮาร์วาร์ดคนหนึ่ง นี่แหละ จุดเริ่มต้นมันแค่นี้เอง คือทำยังไงให้ผู้หญิงทุกคนเป็นเจ้าหญิงได้ในวันพิเศษ บางชุดเช่าแค่ร้อยเหรียญเท่านั้น ชุดแบบนี้ใส่แค่ครั้งเดียวอยู่แล้ว ยิ่งเดี๋ยวนี้มีเฟซบุ๊กยิ่งรู้สึกว่าใส่ซ้ำไม่ได้ กลัวเพื่อนจะจำได้ แต่ประเด็นก็คือผู้หญิงอยากจะใส่ชุดพิเศษที่สุดในวันพิเศษที่สุด ต่อมาเขาก็สร้างเป็นเว็บไซต์ เจ้าของเว็บนี้เป็นเด็กในบิสสิเนสสคูล ไม่ได้มีความรู้เทคโนโลยีเลย เว็บไซต์ก็จ้างทำหมดเลย แต่จุดแข็งของเขาคือการคุยกับดีไซเนอร์แบรนด์จนรู้ว่าตัวไหนที่ผู้หญิงชอบ และปรากฏว่ามันกลายเป็นหนึ่งในห้าสิบเว็บไซต์ที่ดีที่สุดตามการจัดอันดับของนิตยสารไทม์

เทคโนโลยีมันเรียนรู้ได้ ท้ายที่สุดแล้วสิ่งสำคัญที่สุดมันคือ การคิดหาทางออกที่ดีกว่า (Better Solution) และคือการเติบโตเพิ่มขึ้นสิบเท่า ซึ่งต่างจากSMEเลย อีกอย่างคือการเติบโตของสตาร์ทอัพมันสูงมาก สมมติว่ารายได้ (Revenue) 1 ล้าน แต่มูลค่าบริษัทเขา 10 ล้าน ในขณะที่SMEรายได้ 1 ล้าน มูลค่าบริษัท 1 ล้าน เพราะมันค่อยๆ โตไปเรื่อยๆ

สตาร์ทอัพมีวิธีในการสร้างการเติบโต (Goal Tackling) ที่ต่างออกไป เพราะเขาคิดว่าเขาต้องโตสิบเท่า อาทิตย์หนึ่งฉันต้องโตขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์ SME มันไม่มีวิธีคิดแบบนี้ อีกอย่างคือ SME จะใช้เงินลงทุนหรือสินทรัพย์ค่อนข้างเยอะ ในขณะที่สตาร์ทอัพใช้เงินน้อย เพราะเขาเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี พึ่งพาเทคโนโลยีในระดับหนึ่ง แต่มันไม่ใช่เทคโนโลยีที่ยาก แต่ประเด็นคือมันเป็นแนวคิดที่ต้องคิดใหม่ อย่างแอร์บีแอนด์บี (Airbnb) เทคโนโลยีเขาก็ง่ายๆ แค่ให้คนมาเช่าพื้นที่ว่างในบ้านเรา อย่างผมมีโซฟาว่างผมให้คนมานอน ผมก็ชาร์จได้แล้วคืนละ 10 เหรียญ มันไม่มีอะไรเลย มันเป็นแค่เว็บไซต์ที่ให้คนเข้ามาโพสข้อมูลเข้าไปได้ เทคโนโลยีมันคืออะไรเหรอ ดังนั้นแม้ว่าเทคโนโลยีจะมีผล แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าคือเราเอาเทคโนโลยีไปทำอะไร ต้องตั้งต้นที่โจทย์ว่าผู้ใช้ต้องการอะไร และฉันจะเสนอทางออกที่ดีกว่าได้ยังไง

 

 

ktating_poonphon2.jpg

 

 

วงการสตาร์ทอัพ (startup) ในเมืองไทยตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง
สตาร์ทอัพในไทยตอนนี้ยังเล็กมาก ทั้งประเทศมีไม่ถึง 500 สตาร์ทอัพ ในเมืองไทยเองเราก็กำลังจะมี Angel Investor Club เพื่อช่วยสตาร์ทอัพ แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็น Tech Startup ทำเรื่องซอฟต์แวร์และมือถือค่อนข้างเยอะ และผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จแล้วก็ยังน้อย เราต้องสร้างให้มันมากขึ้นกว่านี้

นั่นคือเหตุผลที่คุณตั้ง Disrupt University ขึ้นใช่ไหม
ผมเปิดโรงเรียนสอนสตาร์ทอัพ Disrupt University ขึ้นก็เพราะในเมืองไทยเรายังไม่มี ทุกวันนี้คุณไปเรียนเอ็มบีเอหรือบิสสิเนสสกูลในไทยเขาก็สอนทฤษฎี มาร์เก็ตติ้งยังสอนเรื่อง 4P 4C กันอยู่เลย คือบางอย่างถ้าเราสอนวิธีการใช้เครื่องมือ  เช่น การตลาดสำหรับเฟซบุ๊ก (Facebook Marketing) คุณเรียนไปเมื่อหกเดือนที่แล้ว เจอตอนนี้มันใช้ไม่ได้เลย ดังนั้นต้องสอนหลักการคิด ผมว่าสตาร์ทอัพมันเริ่มจาก Why ก่อน คือทำไปทำไม ส่วนใหญ่คือมันจะเริ่มจากความรู้สึกที่ว่ามีปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่คนอย่างน้อยหนึ่งล้านคนบนโลกมีเหมือนกัน เขาอยากจะทำอะไรสักอย่าง อยากจะแก้ไข อยากจะทำให้โลกดีขึ้น แล้วมันเป็นแรงบันดาลใจให้เขา มันเริ่มจากตรงนั้น อย่างทีม taamkru.com เขาก็เริ่มจากความรู้สึกที่อยากจะเปลี่ยนการศึกษาของเด็กให้มันดีขึ้น เพราะการศึกษาตอนนี้มันแย่มาก ผมเลยมาเปิดโรงเรียนเพราะอยากแก้ปัญหาตรงนี้
    
แล้วลักษณะการสอนและผลตอบรับที่ได้เป็นอย่างไรบ้าง
ส่วนใหญ่ตอนนี้เราจัดเป็นเวิร์กช็อปอย่างเดียว แต่ปีหน้าจะเปลี่ยนไปเยอะเลยครับ เราจะปรับหลักสูตรครั้งใหญ่เลย เป็นความรู้ชุดใหม่ทั้งหมด เราจะแบ่งออกเป็น 4 ขั้น ขั้นแรกคือสำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าอยากทำสตาร์ทอัพหรือเปล่า ให้เขาลองเข้ามาสัมผัสดูก่อน เมื่อเขามั่นใจแล้วขั้นที่สองคือก็จะเป็นเวิร์กช็อปที่เรามีอยู่แล้ว ตามมาด้วยขั้นที่สามสำหรับคนที่จบเวิร์กช็อปมาแล้วต้องการระดมทุน และขั้นสุดท้ายเลยคือเราจะส่งเขาไปบ่มเพาะข้างนอก ไปฝังตัวอยู่ในซิลิคอน แวลลีย์ ฝึกงานในบริษัทชั้นนำ จะได้รู้ว่าเขาคิดยังไงทำยังไง

ที่ผ่านมาเราเปิดเวิร์กช็อปมาทั้งหมด 6 คลาส เอาประสบการณ์ของตัวเองที่อยู่ที่ซิลิคอน แวลลีย์มา 7 ปีกลั่นออกมาให้เหลือแค่ 5 วันเพื่อเป็นพื้นฐานก่อนที่เขาจะไปเรียนรู้ต่อเอาเอง ตอนนี้เด็กจาก Disrupt University ระดมทุนจากนักลงทุน VC ภายนอก ได้รวมกัน 7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แล้วนะครับ ประมาณ 210 กว่าล้านบาท ตอนแรกผมตั้งเป้าไว้ว่าภายในห้าปีนักเรียนของเราจะระดมทุน รวมกันได้ 10 ล้านเหรียญ ตอนนี้เป้ามันเล็กไปแล้ว ตั้งเป็น 30 ล้านเหรียญแทน

เชื่อว่าข่าวดีของเราในปีหน้าจะพลิกวงการสตาร์ทอัพเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง เราจะขยายตัวอีกเยอะ น่าจะสร้างสตาร์ทอัพขึ้นมาอีกเยอะ ก็จะมีผู้เล่นหน้าใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งที่ผ่านมาเราเห็นได้ชัดเลยว่าการตั้งโรงเรียนขึ้นมามันช่วยได้มากในการเพิ่มขีดความสามารถของสตาร์ทอัพ สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ๆ เก่งขึ้นเยอะ เพราะว่าเขามีความรู้พื้นฐาน เราเองก็ภูมิใจที่ได้รู้ว่าในบรรดาสตาร์ทอัพในไทยที่ระดมทุนได้นั้นครึ่งหนึ่งเป็นเด็กของเรา

 

 

Creative Ingredients

กิจกรรมยามว่าง
ปกติจะไม่ค่อยมีเวลาว่างเท่าไหร่  แต่ถ้าว่างก็จะอ่านหนังสือพวกชีวประวัติ มีจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) แต่ว่าต้องอ่านชีวประวัติที่เป็นกลางนะ คือต้องมองเขาเป็นคนคนหนึ่ง ผมว่าของวอลเตอร์ ไอแซคสัน (Walter Isaacson) ที่เขียนให้ไอน์สไตน์นี่ดีมาก มันคือการเอาประสบการณ์ชีวิตของคนที่ยิ่งใหญ่ของโลกมาสรุปให้เราอ่านจบในสามชั่วโมง ซึ่งผมว่าคุ้มมาก 

บทเรียนครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต
คงจะเป็นตอนที่คุณแม่ผมหยุดหายใจ คือท่านเป็นหอบหืดมา 30 ปี หยุดหายใจทั้งหมด 6 ครั้งในชีวิต มีอยู่ครั้งหนึ่งที่หยุดหายใจไปเกินหนึ่งนาที ซึ่งในทางกฎหมายถือว่าเสียชีวิตไปแล้ว ตอนนั้นคุณแม่ตัวเขียวมาก ต้องเจาะท่อลงไปถึงก้านปอดแล้วปั๊มเพื่อให้ออกซิเจนเข้าถึงปอดโดยตรงถึงฟื้นขึ้นมา คุณแม่ผมจะสอนเสมอว่าแม่สู้กับความตายแม่ยังชนะเลย แล้วลูกจะไปกลัวอะไร อีกอย่างหนึ่งคือมันทำให้เราเห็นคุณค่าของชีวิตว่าเราจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ทุกวันทุกวินาทีมันมีประโยชน์ เราสร้างประโยชน์ได้ บางทีที่เราท้อ เราจะเห็นว่าอุปสรรคมันเป็นเรื่องเล็กมากพอนึกถึงภาพที่คุณแม่เอาชนะความตายมาได้

  
เรื่อง: ณัฏฐนิช ตัณมานะศิริ ภาพ: พิชญ์ วิซ