ถ้วยกาแฟที่คุณสามารถเลือกอุณหภูมิของกาแฟในถ้วยได้ตามต้องการ และยังคงอุณหภูมินั้นได้เป็นเวลาหลายชั่วโมง เป็นผลงานการออกแบบของ Ammunition

ลองจินตนาการถึงเช้าวันอาทิตย์ที่อากาศเย็น คุณเทชาร้อนใส่ถ้วย จากนั้นนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่นสบาย คว้าหนังสือมาอ่านสองถึงสามหน้า และในทันทีที่ยกชาขึ้นมาจิบ คุณกลับพบว่าชาได้เย็นชืดหมดแล้ว ความผิดหวังนี้คือสาเหตุว่าทำไม Ember บริษัทสตาร์ทอัพจากลอสแองเจลิส ผู้ผลิตภาชนะที่ควบคุมอุณหภูมิได้ จึงอยากผลิตสินค้าตัวล่าสุดออกมาเป็นถ้วยกาแฟ Ember Ceramic

Ammunition ออกแบบถ้วยอัจฉริยะให้สามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ของคุณ ผ่านคลื่นสัญญาน Bluetooth คุณสามารถตั้งอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับเครื่องดื่มของคุณ (ตั้งอุณหภูมิได้สูงถึง 145 องศาฟาห์เรนไฮต์ หรือประมาณ 63 องศาเซลเซียส) เมื่อเครื่องดื่มร้อนจนถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้ ถ้วยอัจฉริยะจะทำให้อุณหภูมินั้นอยู่คงที่ (แต่ถ้าคุณไม่แตะต้องถ้วยเลยเป็นเวลาสองชั่วโมง ระบบจะเข้าสู่โหมดพักโดยอัตโนมัติ ด้วยเหตุผลทางด้านความปลอดภัย แต่ถ้าหากคุณสัมผัสถ้วยอยู่เรื่อย ๆ เครื่องดื่มจะยังคงอุ่นต่อไป)  ลักษณะด้านนอกของถ้วยอัจฉริยะดูเหมือนถ้วยกาแฟปกติทั่วไป แต่ข้างในเป็นเหล็กกล้าไร้สนิมซ้อน 2 ชั้นและเคลือบเซรามิกด้านนอก นี่คือเทคโนโลยีที่ซับซ้อนที่ส่งผลให้คงอุณหภูมิเครื่องดื่มไว้ได้ ภายในมีเซ็นเซอร์ถึง 4 ชุดฝังอยู่ ซึ่งทำหน้าที่ส่งข้อมูลเกี่ยวกับอุณหภูมิไปยังไมโครโปรเซสเซอร์ที่อยู่ในฐานของถ้วย ซึ่งจะคอยบอกตัวทำความร้อนว่าจะต้องเพิ่มหรือลดอุณหภูมิ โดยถ้วยนี้ต้องล้างด้วยมือเท่านั้น ถ้าอยากจะรีชาร์จไฟ ก็แค่วางถ้วยลงบนจานรองนำไฟฟ้าที่มาพร้อมกับถ้วยเท่านั้น

เมื่อ 2 ปีก่อน Ember เปิดตัวผลิตภัณฑ์ชิ้นแรก ซึ่งก็คือ ถ้วยน้ำสำหรับเดินทางสีดำด้านที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ ถ้วยน้ำนี้ออกแบบโดย Ammunition เช่นกัน โดยสามารถอุ่นหรือทำให้เครื่องดื่มเย็นในอุณหภูมิที่เหมาะสมได้ ในขณะที่คุณสมบัติและรูปลักษณ์ของถ้วยชิ้นแรกมุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนรักสินค้าแก็ดเจ็ต แต่งานออกแบบของ Ember สำหรับถ้วยรุ่นใหม่นี้ มีความสวยงามมากยิ่งขึ้น ถ้วยน้ำรุ่นนี้ดูเหมือนเป็นถ้วยกาแฟสีขาวที่พบเห็นได้ตามร้าน Crate & Barrel หรือ Williams Sonoma เป็นของที่คนหลายกลุ่มน่าจะซื้อ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนทนายความ นักออกแบบที่รู้จัก หรือคุณย่าคุณยายของคุณเอง นี่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่ Ember ใช้ในการนำตลาดผลิตภัณฑ์ที่ควบคุมอุณหภูมิได้เข้าสู่กระแสความนิยม 

Clay Alexander ผู้เป็น CEO ของ Ember กล่าวว่า “มันเป็นรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบเทสล่า ที่เรานำผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมี่ยมออกสู่ตลาด ถ้วยน้ำสำหรับพกพานี้ถูกมีจอดิจิทัล และสามารถเปลี่ยนเฟสในการระบายความร้อนได้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในยานอวกาศ แม้ว่าจะราคาสูงถึง 150 เหรียญสหรัฐฯ มันก็ขายดีมาก แต่ราคานี้ก็เป็นราคาที่สูงที่สุดแล้ว”


ถ้วยน้ำเซรามิกปรับอุณหภูมิได้ จะจำหน่ายในราคา 79 เหรียญสหรัฐฯ ที่ร้าน Starbucks และบนเว็บไซต์ของ Ember เท่านั้น Alexander มองเห็นศักยภาพของแก้วใบนี้ มันสามารถใช้งานทั้งในบริษัท และในชีวิตประจำวันที่บ้าน หรือสถานการณ์ใดก็ตามที่คุณต้องการใช้ถ้วยกาแฟธรรมดา แก้วน้ำรุ่นแรกประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก วางขายจนหมดที่ร้าน Starbucks แล้วแม้แต่รายการทอล์คโชว์ Ellen ก็ยังพูดถึงถ้วยอัจฉริยะนี้ Ember ยังกล่าวว่าถ้วยอัจฉริยะมีสามารถทำเงินได้ถึง “แปดหลัก” ในปีนี้ Alexander คาดว่าผลิตภัณฑ์ตัวใหม่จะขายดียิ่งขึ้นไปอีก โดยประมาณการณ์ว่าจะขายได้ถึงหลายแสนใบภายในปีแรก

ในอนาคต Alexander ต้องการที่จะผลิตจานหรือเครื่องแก้ว เพื่อเจาะตลาดนักผสมเครื่องดื่มและนักดื่มค็อกเทล และภาชนะเสิร์ฟอาหารที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ เขากำลังร่วมมือกับ Ammunition ในการพัฒนาขวดนมเด็ก ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นต่อไปที่ Ember จะนำออกสู่ตลาด กุญแจสู่ความสำเร็จที่สำคัญคือการนำผลิตภัณฑ์ทั่วไปที่มีอยู่แล้ว มาเสริมคุณสมบัติด้วยการเพิ่มเทคโนโลยีเข้าไป โดยไม่ปล่อยให้เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงประสบการณ์การรับรู้ไปจากเดิม

 

ตัวอย่างเช่น Ammunition และ Ember ทุ่มเทความพยายามอย่างมากที่จะทำขอบของถ้วยอัจฉริยะให้เหมือนกับถ้วยเซรามิกธรรมดาอย่างไม่ผิดเพี้ยน ขนาดต้องเท่ากัน น้ำหนักก็ต้องเท่ากัน แม้แต่เสียงเวลาวางถ้วยลงบนโต๊ะก็ต้องเหมือนกัน ฐานของถ้วยจริง ๆ แล้วเป็นพลาสติก เพื่อให้สัญญาณ Bluetooth เข้าถึงโทรศัพท์ แต่มีเนื้อสัมผัสเหมือนกับส่วนที่เหลือของถ้วย เมื่อนักออกแบบอุตสาหกรรม Martin Gschwandtl ได้รับถ้วยต้นแบบชุดแรก เขาสังเกตได้ว่าเสียงเวลาวางถ้วยฟังดูเหมือนเสียงแก้วพลาสติก เพื่อแก้ไขเสียงให้ “ถูกต้อง” เขาได้เพิ่มวงแหวนยางเข้าไปในฐาน ซึ่งนอกจากจะช่วยไม่ให้ถ้วยขีดข่วนโต๊ะแล้ว ยังเพิ่มช่องว่างสำหรับตัวนำโลหะที่ด้านล่างของถ้วยด้วย

Ember และ Ammunition เชื่อว่าการหมกมุ่นกับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้จะทำให้เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น และเป็นการก้าวไปสู่สิ่งที่พวกเขาต้องการจะทำให้สำเร็จ นั่นก็คือ การพัฒนากิจกรรมในชีวิตประจำวันให้ดียิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยี ในขณะที่แก้วอัจฉริยะบางรุ่นที่วางขายอยู่ในตลาดคอยติดตามสุขภาพของคุณ คอยนับแคลอรี่ที่บริโภคเข้าไป และบอกได้ว่าคุณกำลังดื่มอะไรอยู่ แต่ Ember ไม่ได้เพิ่มเติมอะไรมากมายอย่างนั้นเข้าไป บริษัทมุ่งเพียงแต่จะตอบโจทย์ความคาดหวังด้วยงานออกแบบ  ในกรณีนี้ มันก็คือถ้วยกาแฟหรือชามีอุณหภูมิกำลังพอดี 

ฉันทดลองใช้ถ้วยอยู่ 2 - 3 วัน และพบว่ามันใช้งานได้ตามที่บอกไว้จริง สามารถตั้งค่าได้อย่างง่ายๆ แค่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน เปิดสวิตช์ถ้วย และจับคู่อุปกรณ์เข้าด้วยกัน สามารถปรับแต่งสีไฟ LED ให้สว่างเมื่อถือถ้วยได้อีกด้วย ฉันไม่รู้หรอกว่าอุณหภูมิของเครื่องดื่มของฉันเป็นเท่าไหร่ เลยไม่ค่อยแน่ใจว่าจะตั้งอุณหภูมิสำหรับชาถ้วยแรกยังไงดี น้ำร้อนที่ออกมาจากตู้กดน้ำในออฟฟิศมีอุณหภูมิที่ 165 องศาฟาห์เรนไฮต์ (ประมาณ 74 องศาเซลเซียส) ซึ่งฉันสามารถรู้ได้เพราะแอปของ Ember บอก ถ้าต้องการตั้งอุณหภูมิของถ้วย ให้เลื่อนไอคอนที่หน้าตาเหมือนไม้บรรทัดบนหน้าจอจนถึงอุณหภูมิที่ต้องการ ฉันเลือกอุณหภูมิที่ 145 องศาฟาห์เรนไฮต์ (หรือประมาณ 63 องศาเซลเซียส) ซึ่งเป็นอุณหภูมิสูงสุด  เนื่องจากถ้วยเซรามิกไม่มีฝาปิด (ไม่เหมือนถ้วยสำหรับเดินทางซึ่งมาพร้อมฝา) เครื่องดื่มจะสัมผัสกับอากาศ ถ้วยรุ่นนี้จึงไม่มีฟีเจอร์ตั้งอุณหภูมิให้เย็น ฉันต้องรอ 2 – 3 นาทีกว่าชาจะเย็นลง แต่ 30 นาทีต่อมา ชาของฉันก็ยังคงร้อนอยู่ที่อุณหภูมิ 145 องศาฟาเรนไฮต์ ฉันลองอีกครั้งในวันรุ่งขึ้นด้วยกาแฟ และลดอุณหภูมิลงมาอีกไม่กี่องศา กาแฟก็ยังคงร้อนและรสชาติดีเหมือนในตอนแรก

เช้าวันหนึ่งในอพาร์ทเมนต์ของฉัน ฉันเทกาแฟลงในถ้วยธรรมดา แล้วก็เริ่มอ่านอีเมลที่ค้างไว้ หลังจากอ่านอีเมลทั้งหมดในวันนั้นเสร็จ ฉันหยิบกาแฟขึ้นมาจิบ และพบว่ากาแฟเย็นหมดแล้ว สิ่งที่ถ้วยเซรามิกของ Ember ทำให้ฉันประหลาดใจมากที่สุด คือมันทำให้ฉันคิดถึงเวลาที่ไม่มีมันอยู่ในมือ ฉันอยากให้ถ้วยกาแฟใบเก่าที่ฉันมีกลายเป็นถ้วยอัจฉริยะ ทั้ง ๆ ที่ฉันไม่ได้เป็นคนบ้าสินค้าแก็ดเจ็ตด้วยซ้ำ

Matt Rolandson หุ้นส่วนของบริษัท Ammunition กล่าวว่า “เราเห็นว่ามีหลายบริษัทที่กำลังพยายามนำเทคโนโลยีมาประยุกต์เข้ากับผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อพลิกธุรกิจ สำหรับบริษัทของเรา เรามีกฎในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เรายึดมั่น เมื่อพูดถึงการเพิ่มเทคโนโลยีให้กับชีวิตประจำวันนั้น เราไม่ต้องการจะทำอะไรที่ทำให้สิ่งพื้นฐานต่าง ๆ ใช้งานได้ยุ่งยาก ถ้าผลิตภัณฑ์นั้นไม่ทำงานตามที่คาดหวังในวินาทีนั้น มันก็อาจจะเป็นความคิดที่ไม่ค่อยดีเท่าไร”
 

อ้างอิง: บทความ "A Smart Coffee Cup? It’s More Useful Than It Sounds"
จากเว็บไซต์ https://www.fastcompany.com