การจะอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุขและมีความสุขได้นั้น สิ่งหนึ่งที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ การมี “น้ำใจ” ที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ระหว่างกัน ยิ่งนานวันที่สังคมไทยเปลี่ยนจากสังคมขนาดเล็กที่ผู้คนสามารถเดินทางไปมาหาสู่ รู้จักซึ่งกันและกันแบบทักทายได้ทุกบ้านเสมือนญาติพี่น้อง มาสู่การเป็นสังคมขนาดใหญ่ที่ซับซ้อน ซึ่งการติดต่อสื่อสารระหว่างกันผ่านอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีให้ความรู้สึกสะดวกใจมากกว่าการมีปฏิสัมพันธ์กันแบบตัวต่อตัว ก็ดูเหมือนว่าปริมาณน้ำจิตน้ำใจของคนไทย รวมไปถึงคนเมืองทั่วโลกนั้น กำลังเหือดแห้งลงทุกที 

ในทฤษฎีด้านการออกแบบเพื่อการแก้ปัญหาที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพสูงและเหมาะกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคมในปัจจุบันอย่าง “กระบวนการคิดเชิงออกแบบ” หรือ Design Thinking นั้น ก็มีองค์ประกอบสำคัญที่เริ่มต้นจากการ “มีน้ำใจ” เช่นเดียวกัน Design Thinking คือกระบวนการคิดที่ใช้เพื่อทำความเข้าใจในปัญหาต่างๆ อย่างลึกซึ้ง โดยยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง และนำความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนมุมมองที่ได้จากหลากหลายศาสตร์มาสร้างเป็นแนวทางการแก้ไข ก่อนนำไปทดสอบและพัฒนา เพื่อให้ได้นวัตกรรมที่ตอบโจทย์กับผู้ใช้และสถานการณ์นั้นๆ มากที่สุด 

ในหลักสูตรของ Stanford d.school ได้แบ่งขั้นตอนของ Design Thinking ออกเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ Empathize, Define, Ideate, Prototype, และ Test โดยขั้นตอนที่หนึ่ง หรือ Empathize นั้น เป็นขั้นตอนที่นักออกแบบจะนำตัวเองเข้าไปอยู่ในปัญหานั้นๆ เพื่อทำความเข้าใจและตีความปัญหาที่ต้องการหาทางออกอย่างลึกซึ้ง เหมือนการ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” เพื่อที่จะเข้าใจในต้นตอของปัญหาที่ผู้อื่นกำลังเผชิญอยู่นั่นเอง โดยกระบวนการช่วง Empathize นับว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะนำไปสู่การพัฒนาคอนเซปต์ที่ใช่และตอบโจทย์ผู้ใช้ได้อย่างแท้จริง จึงถือเป็นก้าวแรกของความสำเร็จ โดยจากผลวิจัยในช่วงปี 2000 พบว่า 90% ของนวัตกรรมที่ไม่ประสบความสำเร็จในโลกนี้ เกิดจากความผิดพลาดตั้งแต่ช่วง Empathize เหตุเพราะผู้ผลิตนวัตกรรมเหล่านั้นไม่ได้ทำความเข้าใจผู้ใช้อย่างเพียงพอ หรือขาดความต้องการที่จะเข้าถึงปัญหานั้นจริงๆ จึงไม่สามารถสร้างแนวทางเพื่อแก้ปัญหาขึ้นได้ 

การ Empathize หรือความพยายามเข้าใจและตระหนักถึงปัญหาของผู้อื่นด้วยใจจริง แท้จริงแล้วอาจมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “น้ำใจ” ในบริบททางสังคมที่เราใช้กัน จึงไม่น่าแปลกใจที่ว่า จุดเริ่มต้นจากความปรารถนาดีอย่างจริงใจและเข้าใจนั้น มักนำมาซึ่งทางออกที่เหมาะสมเสมอ ความเป็นไทยและน้ำใจไทย จึงไม่ได้เป็นแค่เพียง “ภาพลักษณ์” ของประเทศที่เราต้องหวงแหนและรักษาไว้ แต่หลายครั้งที่ “น้ำใจ” ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะได้ลงมือทำในสิ่งที่ดีต่อกัน เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมของเราไปในทางที่ดีขึ้นได้นั่นเอง 

ที่มาภาพ: startupstockphotos.com

กิตติรัตน์ ปิติพานิช
บรรณาธิการอำนวยการ