เมื่อพูดถึงแซลมอนสด รองเท้าเต้นแท็ป วันฝกตก…คุณนึกถึงอะไร

แน่นอนว่าแซลมอนสดกับไม่สด สีมันก็ต่างกัน และเมื่อพูดถึงวันฝนตก คุณจะไม่เพียงนึกถึงสีของมันได้ลางๆ แต่คุณอาจรู้สึกถึงมันไม่ยากเลย

ไม่แปลกที่ผู้คนจะสื่อสาร รวมถึงกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกผ่านสี ไม่ว่าจะสุข เศร้า เหงา รัก ไปจนถึงความมัวซัวของวันฝนตกนั่นแหละ

สีนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์มานมนาน เอาแค่ในศตวรรษที่ 20 สีก็ทิ้งความทรงจำเอาไว้มากมาย

©commons.wikimedia.org
 

ไม่ว่าจะเป็น “สีแดง” ที่อยู่บนเสื้อแจ็กเก็ตของเจมส์ ดีน ซองบุหรี่มาร์ลโบโร่ สัญลักษณ์ของรถไฟใต้ดินกรุงลอนดอน นิตยสารไลฟ์ ไปจนถึงรถยนต์ฟอร์ดมัสแตง

ในขณะที่ความโด่งดังของภาพยนตร์ Ocean's 11 (1960) ทำให้ “สีส้มแทนเจอรีน” แบบเสื้อไหมพรมที่แฟรงก์ ซินาตร้า สวมใส่ ติดเป็นสีประจำตัวเขาไปนานเช่นกัน

©bamfstyle.com
 

หากพูดถึงสีกับภาพยนตร์ ผู้กำกับที่เล่นกับสีได้อย่างน่าสนใจในศตวรรษที่ 20 คงหนีไม่พ้นเจ้าพ่อหนังระทึกขวัญอย่างอัลเฟรด ฮิตช์ค็อก

ในปีเดียวกันกับที่ภาพยนตร์ Ocean’s 11 ออกฉาย ภาพยนตร์ Psycho ของฮิตช์ค็อกก็ออกฉายเช่นกัน

ความเจ๋งสุดๆ ไปเลยก็คือ เขาได้ใช้สีในการสื่อถึงสภาวะทางจิตที่เปลี่ยนแปลงไปของนางเอก สะท้อนผ่านเสื้อชั้นในและกระโปรงสลิปที่เธอสวมใส่

หมายเหตุว่า Psycho นั้นเป็นภาพยนตร์ขาว-ดำ!

ภาพจากเรื่อง Vertigo (1958)
©ascmag.com
 

ส่วนภาพยนตร์อีกเรื่องที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันของเขา นั่นคือ Vertigo (1958) ฮิตช์ค็อกทำมากกว่านั้น โดยเขาใช้สีเชื่อมโยงกับคาแรกเตอร์ในภาพยนตร์ และสะท้อนความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปของตัวละคร โดยมีสีหลักคือแดงกับเขียว

สำหรับเราส่วนใหญ่ที่เกิดไม่ทันฮิตช์ค็อก ลองนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง Her (2013) ดู ก็คงจะพบอะไรที่ไม่ต่างกันนัก ไม่เพียงแต่สีเสื้อเชิ้ตที่พระเอกสวมใส่ แต่องค์ประกอบสีแดงที่อยู่ในทุกเฟรม ก็คืออารมณ์ที่สะท้อนถึงภาพยนตร์ได้โดยแทบไม่ต้องอธิบาย 

แม้เนื้อเรื่องที่เชื่อมโยงกับโลกที่เรากำลังจะเดินไปนั้นจะจับใจคนดูได้ไม่ยาก แต่สำหรับอีกหลายคน อารมณ์ของภาพยนตร์ในสไตล์สะท้อนอนาคต ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากทศวรรษ 1960-70 นั้นฝังความรู้สึกลงไปมากกว่า แน่นอนว่าเครื่องมือสำคัญก็คือสีที่สะท้อนความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างนี่เอง

©japanprint.com
 

กลับมาที่แซลมอนของเรา ในความเป็นจริง เมื่อคุณเลือกใช้สีตามแพนโทน นอกจากแซลมอนสด (รหัสแพนโทน 16-1542) มันยังมีแซลมอนเฉยๆ (14-1323) แซลมอนสีอมเหลือง (14-1135) และแซลมอนสีอมชมพู (15-1626) อีกด้วย
ส่วนแซลมอนสด รองเท้าเต้นแท็ป วันฝกตก ก็คือสีแพนโทนที่ใช้สำหรับอุตสาหกรรมแฟชั่นและการตกแต่ง ซึ่งอาจไล่ตั้งแต่สีของผ้า เครื่องสำอาง ไปจนถึงวอลล์เปเปอร์

ลองนึกภาพนักออกแบบภายในสื่อสารเรื่องสีของวอลล์เปเปอร์กับลูกค้าที่เป็นเจ้าของร้านอาหาร การอ้างอิงสีแซลมอนจึงเป็นทั้งการสื่อสารแบบคนที่พูดจาในเรื่องเดียวกัน และเป็นทั้งการใส่คอนเซ็ปต์ให้กับร้านอาหารไปในตัว
เช่นเดียวกับดีไซเนอร์ที่จะออกแบบชุดสูทที่ไปด้วยกันกับรองเท้าเต้นแท็ปวาววับ

หันมาที่แวดวงนิตยสาร หากนิตยสารในตำนานอย่างไลฟ์เลือกที่จะสะท้อนตัวตนผ่านสีแดง สำหรับเนชั่นแนลจีโอกราฟิก มันคือกรอบรูปสีเหลืองที่อยู่บนปกนิตยสารมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950s แม้ว่าตัวนิตยสารเองจะมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1888

ด้วยความที่นิตยสารหัวนี้ต้องการถ่ายทอดเรื่องราวของโลกและธรรมชาติ จึงเลือกใช้สีของดวงอาทิตย์เป็นสัญลักษณ์นั่นเอง

แต่เมื่อมาถึงตอนนี้ เราอาจไม่รู้สึกว่าสีเหลืองที่เป็นกรอบสี่เหลี่ยมนั้นเป็นสีของดวงอาทิตย์สักเท่าไร มันคือสีที่สะท้อนความเป็นเนชั่นแนลจีโอกราฟิกต่างหาก!

©press.nationalgeographic.com
 

เมื่อเรานึกถึงเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก สีเหลืองอาจผุดขึ้นมาในความรู้สึกก็จริง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ในชีวิตประจำวัน เราจะเอาเวลามานั่งไล่ชื่อสีที่สายตามองเห็นตลอดเวลา

เช่นเดียวกับที่คนมากกว่าหนึ่งคนมองเห็นสีเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าเขามองมันเป็นสีเดียวกัน

นั่นคือสาเหตุที่ระบบเทียบสีมาตรฐาน กลายเป็นนวัตกรรมที่ทำให้คนทั้งโลก หรือจะพูดให้ถูกคือทุกคนในกระบวนการผลิตซึ่งรวมถึงลูกค้า สามารถอ้างอิงถึงสิ่งซึ่งนิยามได้ยากอย่างสีที่ต้องการ ให้เข้าใจตรงกันอย่างเป็นรูปธรรมได้

พูดให้ง่ายกว่านั้น มันคือภาษาสีสากลที่คนทั้งโลกเข้าใจตรงกัน

โดยเฉพาะระบบเทียบสีที่เรียกว่า PMS (Pantone Matching System) ของแพนโทน ธุรกิจสัญชาติอเมริกันที่พัฒนาขึ้นโดยลอเรนซ์ เฮอร์เบิร์ต ในทศวรรษ 1950s

แต่นั่นไม่ได้หมายความเพียงแค่การผลิตดัชนีสีเพียงชุดเดียวแล้วจบ ในวันที่แพนโทนเริ่มแนะนำให้โลกรู้จักกับระบบเทียบสี ด้วยการใช้หมายเลขในการเรียกสีเป็นพันๆ สีนั้น พวกเขาอาจเริ่มต้นจากการอำนวยความสะดวกให้กับอุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะสำหรับงานออกแบบกราฟิก แต่เพียงไม่นาน แพนโทนก็เริ่มแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ไปสู่อุตสาหกรรมแฟชั่นและการตกแต่ง

และเมื่อโลกเปลี่ยนเข้าสู่การแสดงผลทางหน้าจอมากขึ้น แพนโทนที่เดิมใช้ระบบสี CMYK (ฟ้าอมเขียว แดงอมม่วง เหลือง ดำ) เป็นหลัก จึงพัฒนาระบบ RGB (แดง เขียว น้ำเงิน) ขึ้นเพื่อการเทียบสีที่ถูกต้องสำหรับหน้าจอมากกว่า CMYK ที่ใช้สำหรับเครื่องพิมพ์

©designboom.com
 

ในปัจจุบัน ผู้ใช้งานสำหรับหน้าจอยังสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของแพนโทนได้อย่างง่ายดาย ด้วยการจ่ายเงินเพียง 10.99 เหรียญ ซื้อแอพพลิเคชัน MyPantone 

คำถามก็คือ แพนโทนไม่ใช่ธุรกิจรายเดียวที่ทำแคตตาล็อกสี แต่ทำไมมันจึงได้รับการยอมรับนัก?

“เวลาผมมองดูแพนโทน สิ่งที่ผมเห็นก็คือบริษัทที่เปี่ยมดัวยยุทธศาสตร์และตรรกะ…แน่นอนว่าการใช้สีของพวกเขานั้นสำคัญ แต่แพ็กเกจของแพนโทนก็ได้รับการออกแบบให้ง่ายและเป็นมิตร ทั้งจากมุมของนักออกแบบและลูกค้าโดยทั่วไป” 

คือคำกล่าวของ Youngsik Oh ซีอีโอและหัวหน้าฝ่ายออกแบบของสตูดิโอออกแบบสัญชาติเกาหลี Total Impact ผู้ออกแบบบัตรเครดิตให้กับฮุนไดการ์ด ที่มีเอกลักษณ์ด้วยการใช้สีต่างๆ

“สีทวีความสำคัญมากขึ้นทุกทีสำหรับสื่อวิดีโอ ผู้คนกำลังก้าวพ้น CYMK และหันไปหา RGB ผมตื่นเต้นที่จะติดตามยุทธศาสตร์ที่แพนโทน ในฐานะยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมจะไปต่อในบรรยากาศใหม่นี้”

©blog.making-spaces.net
 

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ หากความสำเร็จของธุรกิจแพนโทนในอดีตคือการประดิษฐ์ภาษาสากลสำหรับผู้คนในการสื่อสารเรื่องสี หรือการเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดที่ต่างกันของแต่ละคนให้เป็นสินค้ามาตรฐานที่ทุกคนมองเป็นสิ่งเดียวกัน โอกาสของแพนโทนในอนาคตอาจเป็นการทำให้มันกลับไปเป็นเรื่องของการสร้างความรู้สึกมากขึ้น

ไม่น่าแปลกใจที่บุคลากรสำคัญของสถาบันสีแพนโทนในปัจจุบัน อาจไม่ใช่นักเคมีที่เชี่ยวชาญในการผสมสีเหมือนในอดีต แต่เป็น “นักเศรษฐศาสตร์สี” และ “นักจิตวิทยาสี” หรือเราอาจจะเรียกรวมๆ ว่านักวิจัยสีก็คงไม่ผิดนัก

สิ่งที่บุคลากรที่มีชื่อเรียกแปลกใหม่นี้ทำก็คือ พวกเขาจะเดินทางไปรอบโลกเพื่อศึกษาและทำการพยากรณ์แนวโน้มสำหรับสี  ในเวลาเดียวกันก็จะมีทีมอีกส่วนที่ให้การปรึกษาเรื่องสีแก่ธุรกิจองค์กรที่เป็นลูกค้า

ไม่ว่าจะเป็นการสรรหาสีเฉพาะสำหรับการสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ วิธีการใช้สีที่ทรงพลัง แนวโน้มสีที่ควรจะใช้สำหรับการพัฒนาสินค้าและบริการ เป็นต้น

ศิลปินบางรายถึงกับจ้างแพนโทนให้สร้างสีที่เป็นลายเซ็นของตนเอง นั่นรวมถึง Jay-Z Blue สีที่ใช้สำหรับอัลบั้ม The Blueprint ของศิลปิน Jay-Z

นับแต่ปี 2000 ธุรกิจแพนโทนมีการประกาศ “สีแห่งปี” เพื่อสะท้อนสิ่งที่แพนโทนใช้คำอธิบายว่า Pulse of the public หรือชีพจรของสาธารณะในแต่ละช่วงเวลา (เช่น มีความต้องการสีใดสีหนึ่งมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด เป็นต้น)

©bigchill.com
 

มันไม่ใช่เรื่องของสีอย่างเดียว แต่เป็นความเคลื่อนไหวทางสังคมด้วย เช่นการเลือกสีพาสเทลที่สะท้อนถึงสันติภาพในวันที่โลกปราศจากอคติทางด้านเพศสำหรับปี 2016 (Rose Quartz และ Serenity Blue)

ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ว่า เมื่อมีการประกาศสีแห่งปี แพนโทนก็สามารถทำรายได้จากการทำงานร่วมกับลูกค้าธุรกิจในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อรองรับสีที่ว่านั้น

จนบางที เราก็ไม่แน่ใจว่า สีแห่งปี เป็นสีที่สะท้อนถึงสิ่งที่กำลังจะเดินไปหรือเป็นสีที่ชี้นำทางที่ทุกคนจะเดินไปกันแน่

ไม่แปลก หากอ่านมาถึงตอนนี้ เราจะอดนึกถึงเจ้าแม่แฟชั่นของโลกอย่างแอนนา วินทัวร์ ไม่ได้

อย่างที่บทความจากสำนักข่าวบลูมเบิร์กเคยว่าไว้นั่นแหละ แพนโทนก็เป็นไม่ต่างจากที่แอนนา วินทัวร์ เป็นในโลกของแฟชั่น นั่นคือ ในทางหนึ่งเป็นผู้กำหนดเทรนด์ อีกทางก็ใช้อิทธิพลบังคับให้ทุกอย่างเป็นไปตามนั้น

 

Did you know?

  • ไม่ใช่ทุกสีของแพนโทนจะมีชื่อเรียกแบบ Fresh Salmon หากแต่เป็นรหัสที่ประกอบด้วยตัวเลขหลายหลัก
     
  • ระบบเทียบสีแพนโทนที่ใช้สำหรับสื่อสิ่งพิมพ์ จะมีรหัสตัวอักษร C และ U หลังตัวเลข โดย C ใช้สำหรับกระดาษที่มีการเคลือบ ส่วน U ใช้สำหรับกระดาษที่ไม่มีการเคลือบ
     
  • ส่วนระบบเทียบสีแพนโทนที่ใช้สำหรับงานออกแบบแฟชั่นและการตกแต่ง จะมีรหัสหลังตัวเลขเป็น TPX และ TCX ซึ่งใช้สำหรับการพิมพ์ลงบนสิ่งทอที่เป็นกระดาษและสิ่งทอที่มาจากฝ้ายตามลำดับ
     
  • แม้สีฟ้าของทิฟฟานี (Tiffany Blue) จะเป็นที่คุ้นเคยกันดี แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเลือกใช้สีที่สะท้อนถึงสีฟ้าของทิฟฟานีได้อย่างถูกต้อง ในปี 2001 ทิฟฟานีจึงจ้างแพนโทนให้คิดค้นค่าสีมาตรฐานสำหรับสีฟ้าแสนพิเศษนี้ ผลลัพธ์ก็คือสีที่เรียกว่า 1837 Blue ซึ่งเป็นตัวเลขปีที่ธุรกิจทิฟฟานีเริ่มก่อตั้งนั่นเอง
     

 

 
ที่มา : นิตยสาร B (Brand.Balance) : Pantone มีให้อ่านในห้องสมุดเพื่อการออกแบบ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC)
 
เรื่อง : Little Thoughts