ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 จิตแพทย์ชาวอเมริกันโธมัส สตอรี เคิร์กไบรด์ (Thomas Story Kirkbride) ริเริ่มการออกแบบโรงพยาบาลจิตเวชให้เป็นทรงตัว V เพื่อให้พื้นที่มีส่วนรับแสงธรรมชาติและอากาศสดชื่นได้มากที่สุด เพราะเขาเชื่อว่าธรรมชาติจะช่วยรักษาผู้ป่วยจิตเวชให้ดีขึ้นได้ ไล่เรียงมาถึงปัจจุบันที่สตูดิโอ Snøhetta ศูนย์บำบัดเรือนไม้กลางป่าหรือ Outdoor Care Retreat ในนอร์เวย์ กลายเป็นพื้นที่พักฟื้นสำหรับผู้ป่วยทางกายและจิตให้ได้ใกล้ชิดกับการสั่งจ่ายยาที่เรียกว่า ‘ธรรมชาติ’

ลักษณะของภาพจำร่วมที่ผู้คนมีต่อโรงพยาบาลหรือสถานรักษาโรคโดยทั่วไป คือมักมีไฟนีออนสีขาวสว่าง กลิ่นยาฆ่าเชื้อ และผนังสีขาวซีด ส่งผลให้เป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้เข้ามาใช้บริการ พนักงาน รวมถึงญาติที่เดินทางไปเยี่ยมเยียน เกิดความเครียดหรือความวิตกกังวล ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จึงเริ่มมีการออกแบบที่มีเป้าหมายเพื่อการรักษาโรค (Therapeutic Design) ที่ไม่ได้หมายถึงการตกแต่งภายในอาคารเพื่อความสวยงาม แต่เป็นการออกแบบบรรยากาศโดยรวมให้เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาหรือการบำบัดผู้ป่วย รวมถึงสร้างความรู้สึกที่ดีไม่ใช่เฉพาะสำหรับคนไข้ แต่ยังรวมถึงครอบครัวหรือผู้ดูแลด้วย

การสร้างบรรยากาศหรือสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลผู้ป่วยได้ดีที่สุด สถาปนิก นักออกแบบตกแต่งภายใน และนักวิจัย จะต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้งานออกแบบนั้นบรรลุผลตาม 4 องค์ประกอบหลัก คือลดความเครียดหรือความกังวลด้วยสภาพแวดล้อม นำเสนอสิ่งจูงใจเชิงบวก มีพื้นที่รองรับกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง และให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว ทั้งหมดนี้สามารถออกแบบผ่านองค์ประกอบต่างๆ ได้ทั้งภายในและภายนอก ตั้งแต่ช่องแสงธรรมชาติ สีที่เลือกใช้ การแสดงผลงานศิลปะ กลิ่นหอม การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ พื้นผิวและวัสดุ ลักษณะการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ และพื้นที่สีเขียวทั้งภายนอกและภายในอาคาร เพราะความสัมพันธ์ระหว่างสภาพความเป็นอยู่และสุขภาพที่ดีกับธรรมชาติ เป็นหนึ่งในหลักการสำคัญของการออกแบบเพื่อบำบัดอาการป่วยไข้ 

Therapeutic Design มีขั้นตอนสำคัญคือการกำหนดแผนที่อารมณ์ (Emotional Mapping) ซึ่งเป็นเสมือนพิมพ์เขียวที่จะทำให้ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาและนักออกแบบสามารถหาหนทางร่วมในการจัดการอารมณ์ ความรู้สึก และสภาพอารมณ์ของผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบพื้นที่ของศูนย์ดูแลสุขภาพ กระบวนการเริ่มจากการระบุอารมณ์ของผู้เข้ามาใช้งานในแต่ละพื้นที่หรือหน่วย ด้วยการกำหนดแผนชุดสีที่จะถูกใช้ในพื้นที่ต่างๆ ตั้งแต่บริเวณการดูแลผู้บาดเจ็บ การรักษา ศูนย์รับผู้ป่วยอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ห้องนั่งรอ ห้องบำบัด พื้นที่รับประทานอาหาร พื้นที่เล่น พื้นที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาอย่างห้องละหมาด ตลอดจนพื้นที่ร้านค้า โดยจะมีการเปรียบเทียบสีกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ เช่น ห้องรักษาคนไข้เด็กอาจเป็นสีเหลืองเพื่อส่งเสริมความสุข หรือห้องละหมาดควรเป็นสีม่วงอ่อนเพื่อสร้างความรู้สึกสงบ นอกจากนี้ยังมีการเลือกใช้ภาพให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เพื่อช่วยลดผลกระทบจากอารมณ์เชิงลบและสร้างอารมณ์เชิงบวกให้แก่ผู้ป่วย

การออกแบบเพื่อการรักษาโรคนี้ยังเกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรมสาขา Humanistic Architecture หรือสถาปัตยกรรมที่คำนึงถึงความเป็นมนุษย์ การสร้างความสุขและความรู้สึกสบายใจด้วยศิลปะและวิทยาศาสตร์ของการสร้างอาคารและการจัดการพื้นที่สภาพแวดล้อม โดยมีเป้าหมายเพื่อการรักษาและสนับสนุนการดูแลผู้ป่วย เนื่องจากสถาปัตยกรรมสาขานี้มีแนวคิดว่า อาการหรือพฤติกรรมของผู้ป่วยนั้นมีความเกี่ยวข้องกับสภาพที่อยู่อาศัย ดังนั้น การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งในการรักษาโรคให้แก่ผู้ป่วยที่ต้องการรักษาและฟื้นฟูสุขภาพให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรคที่จำเพาะหรือเพื่อแก้ปัญหาด้านพฤติกรรม

การออกแบบที่มีเป้าหมายเพื่อการรักษาโรคจึงเป็นอีกหนึ่งทางออกในการบำบัดรักษาอาการทั้งทางร่างกายและโดยเฉพาะจิตใจ ที่ประกอบขึ้นจากศาสตร์การออกแบบและความมุ่งมั่นที่เกิดขึ้นภายใต้วิสัยทัศน์ของสถานรักษาพยาบาล เพราะการเปิดพื้นที่ให้งานดีไซน์ได้เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยบำบัดให้ผู้ป่วยหายดี ผ่านสภาพแวดล้อมที่ออกแบบไว้อย่างถูกหลัก นอกจากจะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาแข็งแรงทั้งใจและกายได้อีกครั้ง ยังเป็นการสะท้อนถึงพลังของการออกแบบที่ส่งตรงถึงจิตใจของผู้คนในสังคมได้เป็นอย่างดีอีกด้วย 

ที่มาภาพ : snohetta.com

เรื่อง : กมลกานต์ โกศลกาญจน์