ประโยคที่คุ้นหูสำหรับสังคมไทย “เรียนเก่งใช่ว่าจะทำงานเป็น” คือประโยคที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของระบบการศึกษา ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ว่าเราเรียนกันไปเพื่ออะไร หรือการศึกษาคงการันตีไม่ได้ว่าเราเรียนจบไปแล้ว เราจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างไร แม้การลงทุนทางการศึกษาของพ่อแม่ผู้ปกครองจะแลกมาด้วยราคาค่าเทอมที่สูงยิบตา แต่ก็ไม่สามารถการันตีเงินเดือนที่ลูกจะได้รับหลังจากเรียนจบ ไม่แม้แต่บอกได้เลยว่า หลังจากเรียนจบไปนั้นลูกหลานของเราจะมีงานที่รองรับพวกเขาได้หรือไม่ แล้วแท้จริงหนทางสู่การประสบความสำเร็จในชีวิตจากการศึกษาคืออะไร นี่คือบางตัวอย่างที่ถูกสะท้อนออกมาผ่านสื่ออย่างหนังสือและภาพยนตร์

©medium.com
 

สารคดีเรื่อง Most Likely to Succeed โดย Greg Whiteley
ความล้มเหลวของระบบการศึกษาไม่ได้มีแค่ประเทศไทยที่กำลังเผชิญอยู่ แต่สารคดีเรื่องนี้กำลังพูดถึงระบบการศึกษาที่ล้มเหลวของสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่แตกต่างจากประเทศไทยเท่าไหร่นัก สารคดีพาเราไปสู่ระบบของการศึกษารูปแบบเก่า ที่ให้นักเรียนท่องจำแต่บทเรียนเดิมๆ โดยไม่มีการคิดวิพากษ์ กลายเป็นปัญหาที่เราคงเข้าใจกันดีว่า “เรียนไปแล้วก็ลืม พอสอบเสร็จก็คืนอาจารย์” ซึ่งระบบการเรียนการสอนที่ไม่ได้สร้างคุณค่าอะไรให้แก่นักเรียนนอกจากคะแนนนั้น ยังทำให้นักเรียนเองไม่เข้าใจถึงสิ่งที่คุณครูหรือบทเรียนพยายามจะสอนอีกด้วย 

กรณีศึกษาในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่พัฒนาการเรียนรูปแบบใหม่ที่ไม่มีขอบเขตของระยะเวลาในการสอน การถามตอบ และไม่มีการสอบ ซึ่งสอนให้นักเรียนได้วิพากษ์ พูดคุย และฝึกการทำงานเป็นกลุ่ม โดยไม่ต้องแข่งขันกันเพื่อสอบ หรือการทำคะแนนสูงๆ แต่เน้นการทำความเข้าใจกับเรื่องที่เรียนรู้ ซึ่งทำให้เห็นพัฒนาการทางการเรียนรู้ที่เพิ่มมากขึ้นของนักเรียนที่แตกต่างจากการเรียนในรูปแบบเดิม

©college.harvard.edu
 

อย่างไรก็ตาม สารคดีเรื่องนี้ยังชี้ให้เห็นว่า แต่ละระบบต่างมีข้อเสียและข้อดีในตัวของมันเอง ซึ่งนักเรียนแต่ละคนก็อาจจะมีความเหมาะสมกับระบบการเรียนที่แตกต่างกัน เพียงแต่ในระบบการศึกษาแบบเก่า เราไม่สามารถจัดรูปแบบการศึกษาได้อย่างเหมาะสมกับนักเรียน เพื่อที่จะสามารถรองรับการทำงานในอนาคตของพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้นเอง

©gth.co.th
 

ภาพยนตร์เรื่อง มหาลัยเหมืองแร่ โดย จิระ มะลิกุล
“มหาลัยสอนให้รักชาติ เหมืองแร่สอนให้รักชีวิต” จากบทเรียนของชีวิตที่ในมหาวิทยาลัยไม่มีสอน แต่ในชีวิตการทำงานจริงต้องพบเจอ ถูกถ่ายทอดผ่านเรื่องราวของ “อาจินต์ ปัญจพรรค์” ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี 2534 ซึ่งถูกรีไทร์จากมหาวิทยาลัย และได้เดินทางออกไปทำงานที่เหมืองขุดแร่ในจังหวัดพังงา เขาได้ทำงานอยู่ที่เหมืองนี้เป็นเวลา 4 ปี เช่นเดียวกับระยะเวลาการเรียนในมหาวิทยาลัย “ผมเอาชีวิตไปหั่นไว้ในเหมืองแร่ถึง 4 ปีเต็ม เป็น 4 ปีที่คนธรรมดาจะเรียนจบมหาวิทยาลัยได้สบายๆ แต่ที่เหมืองแร่สำหรับผมแล้ว มันไม่มีใบคู่มือรับรองใดๆ เลย นอกจากแผลคู่มือ ที่คนอื่นไม่มีทางรู้เลยว่ามันเกิดจากอะไร”

©gth.co.th
 

ภาพยนตร์ไทยที่ได้รับการยกย่องด้วยรางวัลต่างๆ มากมายในปี พ.ศ. 2548 คือภาพยนตร์ที่บอกเล่าการใช้ชีวิตอันยากลำบากในเหมืองแร่ทุรกันดาร การเดินทางยากลำบาก และไม่มีเทคโนโลยีเหมือนในปัจจุบัน อุปสรรคเรื่องราวต่างๆ จึงเปรียบเหมือนบทเรียนที่สอนตัวเอกของเรื่องไม่ต่างจากบทเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย และทำให้เขาได้รู้ซึ้งถึงการมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่า และพร้อมที่เลือกจะเดินในหนทางที่ตัวเองต้องการอย่างแท้จริง

หนังสือเรื่อง “Future” ปัญญาอนาคต โดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรม
อนาคตสำหรับเยาวชนในปัจจุบันดูจะเป็นเรื่องที่น่ากลัวขึ้นทุกวันๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบเศรษฐกิจอันโหดร้าย สภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม ปัญหาสังคมต่างๆ นานา หรือระบบการศึกษาที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ทำให้การคาดเดาโชคชะตาในอนาคตของเด็กทุกวันนี้ยากขึ้นทุกที การปรับตัวเพื่อเข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน และตั้งรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต เป็นสิ่งที่เยาวชนทุกคนต้องทำ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราต้องทำอะไรบ้าง

แนวคิดปัญญาอนาคต ของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรม ทำให้เราเห็นว่า เยาวชนสามารถปรับตัวได้อย่างไรบ้างในปัจจุบัน เพื่อที่จะตั้งรับกับอนาคตที่จะเจอโดยการรู้จักตัวตนของตัวเอง สร้างจุดแข็งและอัตลักษณ์ของตัวเอง ไปจนถึงการออกแบบอนาคตด้วยวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจ ผ่านแนวคิดและมุมมองของบุคคลสำคัญต่างๆ ของโลก เช่น Lee Kuan Yew, Peter F. Drucker, Winston Churchill ผู้ที่สามารถออกแบบอนาคตของตัวเอง เลือกทางเดินในการใช้ชีวิต และทำในสิ่งที่อยากจะทำได้ โดยไม่รอให้ระบบการศึกษาได้รับการแก้ไข เพราะนั่นคงจะสายเกินไป กว่าที่ลูกหลานของเราจะพร้อมรับมือกับอนาคตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทุกขณะ 

เรื่อง: พฤฒ มิ่งศุภกุล