คนค้าคนขายช่วงนี้อาจบ่นอุบกับจำนวนลูกค้าหน้าร้านที่หายไป แต่รู้ไหมว่าแม่ค้าพ่อค้าออนไลน์กลับโตเอา ๆ พุ่งแรงตอบรับกระแสโควิด-19 กันไม่หวาดไม่ไหว ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าเส้นทางจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะปัญหาประจำของการขายของก็คือการบริหารจัดการสต็อกสินค้า ที่กลายเป็นความยุ่งยากสำหรับหลายคนจนจดจ่ออยู่กับการขายไม่ได้ดีเท่าที่ควร 

เราสบโอกาสพูดคุยกับ คุณเมฆ - นิธิ สัจจทิพวรรณ กรรมการผู้จัดการของ MyCloud Fulfillment คลังสินค้าออนไลน์สำหรับธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ที่ไม่ได้คุยแค่เรื่องระบบการบริหารจัดการคลังสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังเล่าถึงภาพความเป็นจริงของวงการเอสเอ็มอี ประกอบกับข้อคิดทางการตลาดจากประสบการณ์จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงโรคระบาดโควิด-19 ที่สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง

©MyCloud Fulfillment

คลังสินค้า ≠ พื้นที่เก็บของ
“บริการของเราคือคลังสินค้าออนไลน์ โดยให้คนที่ขายของเอาสินค้ามาเก็บกับเรา และเราก็มีระบบจัดการให้ทั้งหมด เช่น สามารถเก็บของ แพ็กของ และส่งของไปตามที่จัดส่งต่าง ๆ โดยมีระบบจัดการที่เชื่อมต่อกับช่องทางการขายได้โดยตรง อย่างพวกมาร์เก็ตเพลซ Lazada หรือ Shopee ทำให้เมื่อลูกค้าได้รับออร์เดอร์ คลังของเราก็สามารถอัปเดตสต็อกกลับไปอัตโนมัติได้ทันที” เหล่านี้คือจุดประสงค์ที่ชัดเจนของ MyCloud Fulfillment คือช่วยให้ร้านค้าขายได้โดยไม่สะดุด ฉะนั้นทุกอย่างที่ทีมงานทำก็คือการทำให้ร้านค้าจัดการได้ง่ายและเติบโตได้อย่างยั่งยืน  

“ความหมายของคำว่าคลังสินค้าไม่ใช่แค่พื้นที่เก็บของนะครับ คลังสินค้าต้องทำทุกอย่างเพื่อตอบโจทย์ให้ธุรกิจค้าปลีกหรือร้านขายของ ซึ่งธุรกิจพวกนี้ก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อตอบโจทย์ให้กับลูกค้าหรือผู้บริโภคอีกที ฉะนั้นแล้ว ถ้าพูดให้ถูก คลังสินค้าต้องทำเพื่อผู้บริโภคไม่ใช่มีไว้เพื่อเก็บของ” คุณเมฆอธิบายต่อว่า “คลังที่ดีคือคลังที่ไม่มีของเยอะ ของเข้ามา 100 ชิ้น ควรออก 100 ชิ้น” นี่เป็นคำนิยามของคำว่าคลังสินค้าในแบบของเขาที่อาจแตกต่างไปจากคลังสินค้าอื่น ๆ ที่มีไว้เพื่อให้เช่าเก็บของระยะยาวและเก็บเป็นจำนวนมาก

4 ขั้นตอนใช้บริการ “เก็บ แพ็ก ส่ง” 
1. Inbound/Storage นำสินค้ามาเก็บที่คลัง 
2. Software ส่งออร์เดอร์ผ่านระบบหรือเชื่อมต่อ API 
3. Pick&Pack บริการหยิบและแพ็กสินค้า 
4. Ship จัดส่งสินค้าตามช่องทางที่ต้องการ


โตขึ้น 3 เท่าใน 3 เดือน 
วลีนี้คือภาพความเป็นจริงของธุรกิจ MyCloud Fulfillment ในวันนี้ ด้วยเหตุเพราะโรคระบาดจากโควิด-19 จึงบีบบังคับให้ทุกคนย้ายช่องทางการขายมาอยู่บนออนไลน์ แม้แต่คนที่ไม่เคยก้าวเข้ามาเลย “เพราะทุกคนต้องขึ้นมาออนไลน์หมด ถึงจะขายได้ มันไม่มีทางเลือกอื่น ไปห้างก็ไม่ได้ ไปซื้อของตามปกติก็ไม่ได้” เหตุการณ์นี้จึงเปรียบเหมือน “ตัวเร่ง” ให้ทุกอย่างเกิดไวขึ้น

©MyCloud Fulfillment

“อะไรขายดี อะไรขายไม่ดี” จากมุมมองผู้ควบคุมคลังสินค้า 
สินค้าที่ขายดี เครื่องสำอาง ถือเป็นสินค้าปัจจัยสี่ของสาว ๆ ที่ต้องกักตุนไม่แพ้ข้าวของจำเป็นอื่น ๆ / เครื่องใช้ในบ้าน อย่าง อุปกรณ์ทำอาหาร / อุปกรณ์เพื่อความบันเทิง เช่น ตู้เกม วีอาร์ เครื่องชาร์จแบต คอมพิวเตอร์ หูฟัง / เฟอร์นิเจอร์ ชิ้นเล็กชิ้นน้อย เช่น กรอบรูป ต้นไม้ แม้แต่อุปกรณ์ทำความสะอาดบ้าน ที่ตอบกับไลฟ์สไตล์ของคนที่อยู่บ้านเป็นหลัก
สินค้าที่ขายไม่ดี แฟชัน เมื่อการดูดีในสายตาคนอื่นไม่จำเป็นสำหรับการอยู่แต่บ้าน คนจึงจับจ่ายข้าวของแฟชั่นน้อยลง 

หมายเหตุ : ข้อมูลการวิเคราะห์สินค้าอ้างอิงจากคลังของ MyCloud Fulfillment

 

ใช้หลักการกระจายแก้ไขปัญหา
เมื่อเราไม่ได้ตั้งตัวรับกับเหตุการณ์กะทันหันนี้มาก่อน แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบไม่ดีกับธุรกิจไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คุณเมฆเล่าว่า “เคอร์ฟิวทำให้พนักงานอยู่ทำงานได้แค่ 1 ทุ่มเต็มที่ จากเดิมที่คลังสินค้าเราทำงานกัน 3 กะ ตอนนี้เหลือแค่ 2 กะ ทำให้เวลาที่ออร์เดอร์ทะลักเข้ามา เราจำเป็นต้องเพิ่มพนักงานในแต่ละกะให้มากขึ้น ซึ่งก็ตามมาด้วยปัญหาพื้นที่ทำงานมีไม่พอกับจำนวนคน” ฉะนั้นสิ่งที่กระทบกับธุรกิจของ MyCloud Fulfillment ขณะนี้ก็คือความยืดหยุ่นในการจัดการคนและสินค้า

“เดิมทีเรามีอยู่ 2 คลัง ที่สามารถโยกย้ายคนไปมาระหว่างคลังได้ แต่พอเกิดโควิด-19 เราก็ต้องพยายามไม่ให้คนเจอกัน ไม่โยกคนข้ามคลัง ทำให้เราไม่สามารถยืดหยุ่นเรื่องแรงงานได้อย่างเคย” นี่เป็นมาตรการของทางบริษัทที่ถูกนำมาใช้ในระหว่างวิกฤตโรคระบาด รวมไปถึงการจัดการภายในที่รัดกุมมากขึ้น เช่น การเว้นระยะห่างระหว่างพนักงานอย่างน้อย 2 เมตร การคัดแยกคนนอกเวลาเข้ามาในพื้นที่ หรือการแยกเวลาพักกินข้าว รวมถึงการตรวจวัดไข้ ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ และใส่ถุงมือ ที่กลายมาเป็นมาตรการขั้นพื้นฐานของคลังสินค้า ซึ่งแม้จะเป็นการเพิ่มขั้นตอนมากขึ้นในการทำงาน แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อแก้ไขและป้องกันการติดต่อจากเชื้อโควิด-19 ในเวลานี้ 

“ภาพใหญ่เลยคือเราทำงานได้ช้าลงและน้อยลง ตอนช่วงพีกก็จะมีปัญหาส่งของไปให้ลูกค้าช้าลง เราจึงต้องใช้วิธีที่ดีที่สุด นั่นคือการสื่อสารมาช่วยอธิบายกับลูกค้าปลายทางว่ามันเกิดปัญหาอะไรขึ้น” เมื่อมองเห็นปัญหาแล้ว คุณเมฆก็เริ่มวางแผนจัดการแก้ปัญหานี้อีกทางโดยการขยายคลังสินค้าเพิ่ม เพื่อให้กระจายสินค้าได้มากขึ้นและรวดเร็วขึ้น “เดิมทีมันคือการกระจุกครับ ของทุกอย่างกระจุกอยู่ที่เดียว คนก็กระจุกอยู่ที่เดียว ตอนนี้เราจึงไปเปิดคลังเพิ่ม แล้วจัดคนอีกชุดไปทำงานตรงนั้น แม้จะทำงานได้เวลาเท่ากัน แต่อย่างน้อยเราก็ได้ขยับขยายพื้นที่ไปได้มากขึ้น” 

ขณะที่จุดสำคัญอีกอย่างของการแก้ปัญหาในธุรกิจช่วงนี้ก็คือ เรื่องการจัดการพนักงานให้มาเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนบริษัท คุณเมฆอธิบายว่าพนักงานที่ทำงานหน้างานยังดำเนินงานต่อไปได้ แต่พนักงานส่วนงานบริหารต้องจำกัดลง เป็นการเปลี่ยนแปลงที่บริษัทพยายามทำให้ระบบแบบ ‘ล่างขึ้นบน (Bottom Up)’ มากขึ้น “เดิมทีเราใช้การบริหารจัดการแบบ ‘บนลงล่าง (Top Down)’ แต่ตอนนี้เราต้องกลับหันไปมองคนข้างล่างว่าเขาทำงานทันไหม ต้องการอะไรหรือเปล่า ต้องพยายามผลักดันและให้กำลังใจเพื่อให้เขาจัดการหน้างานได้ดีขึ้น เพราะว่าทุกอย่างถูกจำกัดด้วยเวลาและกฎระเบียบที่มากขึ้น”

©MyCloud Fulfillment

เอสเอ็มอีโชคดีเพราะโควิด-19
หากอยู่ในวงการเอสเอ็มอีจะรู้ว่าเศรษฐกิจแย่มานานแล้ว “ที่แย่สุด ๆ คือปีที่แล้ว เพราะเดิมเราทำคลังสินค้าเพื่อช่วยเอสเอ็มอี 100% แต่ปีที่แล้วพวกมาร์เก็ตเพลซทำโปรโมชันหนักมาก ทำให้พฤติกรรมการซื้อของคนเปลี่ยนไป” คุณเมฆยกตัวอย่างว่า ปกติร้านค้าจะขายดีในช่วงเทศกาลอย่างสงกรานต์ เขาก็จะรู้แล้วว่าต้องสต็อกของช่วงนั้น แต่หลัง ๆ ยอดขายกลับมาถล่มทลายในช่วง 11.11 หรือ 12.12 ทำให้คนที่สต็อกของไว้ช่วงสงกรานต์เจอภาวะเงินจมเข้าขั้นวิกฤต และกระทบมาถึงธุรกิจคลังสินค้าไปด้วย “แต่พอโควิด-19 มา มันกลายเป็นว่าเรากลับพลิกขึ้นมาใหม่ครับ จากที่เราอยู่ในจุดที่มันกำลังเป็นขาลงด้วยซ้ำ อยู่ดี ๆ เอสเอ็มอีที่มีหน้าร้านก็ขายดีขึ้นมาใหม่ เพราะปรับตัวได้เร็วกว่าบริษัทใหญ่ แต่ในระยะยาวถ้าเอสเอ็มอีอยากจะไปต่อ ก็จำเป็นต้องวางรากฐานให้ดีในการเติบโตในอนาคต” 

ปัญหาใหญ่ที่สุดของเอสเอ็มอีคือการชอบทำทุกอย่างด้วยตัวเองและไม่กล้าเสี่ยง แต่คุณเมฆมีมุมมองที่ต่างออกไป “ตอนนี้ยิ่งมีวิกฤต ยิ่งต้องเสี่ยงครับ หลายคนคิดว่ามีวิกฤตแล้ว เราต้องปกป้องตัวเองมากขึ้น แล้วถ้าทุกคนคิดแบบนั้น เรายิ่งต้องเสี่ยงในเวลานี้เลยครับ” ฉะนั้นโจทย์ต่อไปของร้านค้าคือการจะทำอย่างไรให้คนติดและผูกพันอยากซื้อต่อ ซื้อซ้ำ และบอกต่อ เพราะตอนนี้อี-คอมเมิร์ซเปรียบเสมือนเรือใหญ่ที่ออกสู่น่านน้ำไปเรียบร้อยแล้ว “อี-คอมเมิร์ซจะเป็นแค่ช่องทางในการจ่ายเงินเพื่อให้เราได้ของ แต่สุดท้ายแล้ว แบรนด์ที่ดีต้องอยู่ในไลฟ์สไตล์ของคนที่มันเปลี่ยนมากกว่า” คุณเมฆกล่าวเสริม

ข้อมูลชั้นดี = หมอดูชั้นยอด
“ผมว่าชาเลนจ์ที่ใหญ่ที่สุดของการขายของก็คือ ถ้าเราซื้อของมาร้อยชิ้น ขายได้ร้อยชิ้น ธุรกิจเติบโตแน่นอน แต่ปัญหาคือส่วนใหญ่เราซื้อของมาร้อยชิ้น แต่ขายได้แค่ห้าสิบชิ้น อีกห้าสิบมันค้างสต็อก ทำให้เงินจม ยิ่งทำไปเรื่อย ๆ ก็จนลงเรื่อย ๆ เพราะขายไม่ได้สักที นั่นเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุด สิ่งที่เราต้องการที่สุดตอนนี้คือ ‘หมอดู’ คือดูว่าควรจะซื้ออะไร หรือสินค้าอะไรที่จะขายได้ ไม่อย่างนั้นจะเป็นเหมือนทุกวันนี้ ที่ยิ่งทำธุรกิจแล้วสต็อกก็บวมไปเรื่อย ๆ เพราะกะเกณฑ์สต็อกไม่ถูก” แต่หมอดูที่แม่นยำของคุณเมฆนั่นก็คือการมีข้อมูลที่ดี “การที่เรามีดาต้าที่ดี ก็เหมือนเรามีหมอดูที่สามารถบอกได้ว่าอนาคตเราจะเจออะไร หรือทำนายได้ว่าอะไรจะขายได้ดี” 

เป้าประสงค์ต่อไปของธุรกิจคลังสินค้าของคุณเมฆคือทำอย่างไรก็ได้ให้คลังไม่ใช่แค่คลัง นั่นคือการต่อยอดไปเป็นหมอดู “ต้องยอมรับครับว่ามีคนสนใจมากจริง ๆ ว่าอะไรที่ทำให้ขายของได้ดี ฉะนั้นเราก็จะมีดาต้าที่สามารถบอกได้ว่าคุณควรขายอะไร หรือไม่ควรขายอะไร นี่คือสิ่งที่เราจะทำต่อไป” และนี่อาจกลายเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่สำคัญในอนาคตของธุรกิจผู้บริหารคลังสินค้าของ MyCloud Fulfillment ที่ยังคงพยายามเข้าใจและตอบโจทย์ลูกค้าจนเม็ดสุดท้าย

เตรียมตัว “กลับหลัง-หัน” 
“ตอนนี้คนรู้แล้วว่าสิ่งที่น่ากลัวในการทำธุรกิจไม่ได้มีแค่คู่แข่งทางการค้าหรือการแข่งขันระหว่างประเทศ แต่โรคระบาดที่เกิดขึ้นนี้พร้อมจะฆ่าทุกคน และอนาคตเราอาจจะไม่ได้มีแค่โรคระบาด อาจจะเป็นอุกกาบาตหรือภาวะโลกร้อนก็ได้ ผมกำลังหมายถึงว่าคนเราต้องเตรียมตัวรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันตลอด พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ถามว่าเราวางแผนอะไรได้บ้าง คำตอบคือเราวางแผนไม่ได้หรอกครับ เพราะเราไม่รู้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นอีก ฉะนั้นที่ทุกบริษัทต้องทำก็คือการทำตัวให้ยืดหยุ่น” สำหรับบริษัทก็อาจไม่ลงทุนกับสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง หรือถ้ามีคนที่เก่งกว่ามาทำให้ได้ก็ทำ อย่างการจ้างเอาต์ซอร์สเก่ง ๆ มาช่วย สุดท้าย การวางแผนอนาคตคือต้องสั้นและเร็ว 

“เพราะการดิสรัปต์มันไม่ได้เกิดในเวลาที่เราพร้อม แต่มันเกิดขึ้นทันที แล้ววันที่มันเกิดขึ้น เราก็จะไม่รู้ ฉะนั้นเราต้องเดินไปข้างหน้าโดยคิดเสมอว่าทางข้างหน้ามันมีหลุม ต้องเดินด้วยความระมัดระวัง และหลบหลีกได้เร็ว ไม่ใช่วิ่งไปตรง ๆ หรือเดินไปตัวใหญ่ ๆ ฉะนั้นสิ่งที่ธุรกิจต้องทำคือ ต้องกระจายให้มากที่สุดและแตกให้เล็กที่สุด พนักงานทุกคนก็ต้องทำงานได้หลายอย่างด้วย” การไม่ยึดติดกับค่าของการขายของแบบเดิม ๆ เป็นอีกเรื่องที่คุณเมฆกล่าวย้ำ เขายกตัวอย่างหนังสือ Who moved my cheese? ที่พูดถึงการปรับตัวรับมือความเปลี่ยนแปลงเสมอและบอกกับเราว่า “ทุกคนคิดว่าของจะกลับมาขายดี แต่มันจะไม่มีแล้วครับ ที่เคยคิดว่าไทยคือประเทศท่องเที่ยว มันก็ไม่ใช่แล้วครับ มันจะเปลี่ยนไปหมด เพราะอย่างนั้นเราอย่ายึดติดเลยครับ เตรียมตัวหาช่องทางสร้างรายได้ใหม่ ๆ จะดีกว่า”

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ : mycloudfulfillment.com
หมายเหตุ : ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผ่านวิดีโอคอลเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2563

เรื่อง: วนบุษป์ ยุพเกษตร