เป็นเวลากว่า 25 ปีแล้ว ตั้งแต่เรย์ แอนเดอร์สัน อดีตผู้บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท

Interface ได้ตั้งพันธกิจ Mission Zero

เป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ท้าทายที่สุดที่ภาคอุตสาหกรรมเคยมีมา

 
ในปี 1973 โดยชายหนุ่มผู้สั่งสมประสบการณ์จากธุรกิจพรมระดับท้องถิ่นได้ก่อตั้ง Interface และนำพาบริษัทเติบโตเป็นผู้นำด้านการผลิตพรมแบบแผ่น (Modular Carpet) อันดับหนึ่งของโลก โดยในปี 2018 Interface มีรายได้ราว 1,200 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ และมีพนักงานกว่า 4,000 คนทั่วโลก 
 
จุดเริ่มต้นเส้นทางธุรกิจที่ยังยืนของ Interface เกิดขึ้นในปี 1994 เมื่อลูกค้าได้ตั้งคำถามถึงนโยบายด้านความยั่งยืนของบริษัท “เรามีหรือเปล่านะ?” นั้นคือสิ่งที่เรย์ตอบและร้องขอให้ทีมงานช่วยหาหนังสือเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมให้แก่เขาเป็นการด่วน หนังสือ The Ecology of Commerce โดยพอล ฮอว์เคน กล่าวถึงใจความสำคัญที่ว่าหากโลกอยู่ไม่ได้ ธุรกิจก็ไม่อาจอยู่ได้และภาคอุตสาหกรรมนั่นเองที่มีอิทธิพลมากพอที่จะสามารถการสร้างการเปลี่ยนแปลง และนำมนุษยชาติออกจากปัญหาดังกล่าว ซึ่งหนังสือเล่มนี้เองที่มีบทบาทต่อการทบทวนจุดยืนด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทและผลักดันให้เรย์ปฏิวัติวิสัยทัศน์ของ Interface ในที่สุด
 

Mission Zero พันธกิจที่เป็นไปไม่ได้

เรย์ แอนเดอร์สัน เริ่มคิดถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตพรม แม้พรมจะไม่ใช่สาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในขั้นตอนการผลิตนั้นสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมไม่น้อยเลย วัตถุดิบหลักที่ใช้ผลิตพรม เช่น ไนลอน โพลีเอสเตอร์ และอะคริลิค ต่างเป็นผลผลิตจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ขณะที่วัตถุดิบอื่นๆ เช่น สีย้อม กาวและวัสดุรองพรม มีส่วนประกอบของสารเคมีที่นอกจากจะไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพในขั้นตอนการใช้งาน เพราะวัสดุเหล่านั้นจะปล่อยสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds: VOCs) และหากพิจารณาไปจนถึงการจัดการพรมหลังหมดอายุการใช้งานจะพบว่าพรมส่วนใหญ่ถูกนำทิ้งยังหลุมฝังกลบ ซึ่งแน่นอนว่าใช้เวลาในการย่อยสลายหลายร้อยปี
 
ในปี 1994 นั้นเอง ที่เรย์ตัดสินใจประกาศ Mission Zero เป็นพันธกิจหลักของบริษัท โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2020 Interface จะต้องไม่สร้างผลกระทบภายนอกต่อสิ่งแวดล้อมเลย เรย์สร้างคณะทำงาน Eco Dream Team ที่รวบรวมบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญจากจากหลากหลายสาขาอาชีพ เพื่อวางแผนและแนวทางความยั่งยืนของบริษัท เรย์ได้ให้นิยามภารกิจนี้ว่าเป็น “การปีนขึ้นสู่ยอดเขาแห่งความยั่งยืน” ซึ่งเป็นภารกิจที่หนักหนาสาหัสกว่าการพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสเสียอีก
 

ภาพสเก็ชท์ Mission Zero ของเรย์ แอนเดอร์สัน
ที่มา: Lessons for the Future: The Interface guide to changing your business to change the world 
 

Eco Dream Team ได้เสนอ “The Seven Fronts of Sustainability”

กรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของธุรกิจใน 7 ด้าน ครอบคลุมเรื่องการลดของเสีย การลดมลพิษ การเปลี่ยนสู่พลังงานทดแทน การปิดวงจรผลิตภัณฑ์ การปรับปรุงการขนส่งการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการทบทวนแผนธรุกิจ โดย The Seven Fronts of Sustainability ได้นำไปสู่การตกผลึกเป็นเป้าหมายการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เป็นศูนย์หรือ Mission Zero นั่นคือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นการกำจัดขยะด้วยวิธีฝังกลบการใช้พลังงานฟอสซิล การปล่อยน้ำเสีย และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะต้องลดลงจนเหลือศูนย์ภายในปี 2020 นอกจากนี้บริษัทได้พัฒนาชุดตัวชี้วัด EcoMetrics ที่ไม่ได้จำกัดการใช้เฉพาะติดตามผลภายในองค์กรเท่านั้น แต่สามารถเผยแพร่พัฒนาการที่สำคัญสู่สาธารณะให้รับทราบอีกด้วย 

 ตัวชี้วัด Ecometrics ปี 2018 ของ Interface
ที่มา: http://interfaceinc.scene7.com/is/content/InterfaceInc/Interface/EMEA/WebsiteContentAssets/Documents/Infographics/wc_eu-2018ecometricsinfographic-en.pdf
 


เส้นทางพิชิตยอดเขาแห่งความยั่งยืน 

การวิเคราะห์วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ทำให้ทราบว่าไนลอนปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดถึง 45 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กิจกรรมและวัตถุดิบอื่นๆ คิดเป็นราว 10 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้ Interface จึงมุ่งแก้ปัญหาที่วัตถุดิบหลักเป็นลำดับแรก ๆ
โดยพิจารณาทางเลือกในการจัดการกับไนลอน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ลดปริมาณการใช้วัตถุดิบลง
 
การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อการนำไปใช้ซ้ำหรือรีไซเคิลและการวิจัยและพัฒนาวัตถุดิบทางเลือก บริษัทประสบความสำเร็จในการแก้โจทย์ท้าทายดังกล่าว และสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่ลดทอนคุณภาพผลิตภัณฑ์ลง
 
Interface ได้ร่วมมือกับสมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน (Zoological Society of London) และ Aquafil (บริษัทที่ขายไนลอนให้กับ Interface) ก่อตั้งเครือข่าย Net-Works™ ทำงานร่วมกับชุมชนประมงชายฝั่งในประเทศกำลังพัฒนา โดย Interface ทำการซื้อเครื่องมือประมงที่หมดอายุการใช้งาน รวมถึงส่งเสริมให้ชาวประมงเก็บเครื่องมือประมงที่ถูกทิ้งในทะเล (ghost gears) กลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง เครื่องมือประมงเหล่านี้ใช้เวลาในการย่อยสลายหลายร้อยปีและสามารถแตกตัวเป็นไมโครพลาสติกเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร ซึ่งสร้างความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นกับมนุษย์ได้
 
นอกจากนี้เครื่องมือประมงยังเป็นขยะทะเลที่พบได้บ่อย ทำอันตรายต่อสัตว์น้ำหลายชนิด และสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล Net-Works™ เริ่มขึ้นครั้งแรกที่ฟิลิปปินส์ในปี 2012 ต่อมาในปี 2015 ได้ขยายผลไปยังแคมเมอรูนและในปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดตั้งเครือข่ายที่อินโดนีเซีย โดยสามารถนำเครื่องมือประมงที่ไม่ได้ใช้งานกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตได้มากกว่า 224 ตัน และสร้างรายได้ให้ชุมชนประมงกว่า 2,200 ครอบครัว โครงการนี้นอกจากจะสร้างผลกระทบทางบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมแล้วยังประสบความสำเร็จด้านธุรกิจอีกด้วย พรมที่ผลิตด้วยไนลอนจากอวนรีไซเคิลได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้าและต่อยอดความสำเร็จต่อจาก Biosfera พรมรุ่นแรกของโลกที่ผลิตจาก “ไนลอนรีไซเคิล 100%” หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ขายดีที่สุดของบริษัท 
 
ครั้งหนึ่งเรย์มอบหมายงานให้กับ เดวิด โอ๊คกี้ หัวหน้าฝ่ายออกแบบให้พัฒนาพรมที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ และต้องผลิตมาจากวัสดุรีไซเคิล แม้เดวิดจะตอบกลับไปว่าเป็นไปได้ แต่เรย์ก็ยืนยันอย่างหนักแน่นว่ามันต้องเป็นไปได้
 
การจัดการของเสียนับเป็นปัญหาที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการจัดการวัตถุดิบเลย Interface เริ่มต้นด้วยการปรับมุมมองว่า
“ของเสียเกิดนั้นขึ้นจากกระบวนการผลิตที่ขาดประสิทธิภาพ” ซึ่ง Interface ได้แก้ปัญหาด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในการผลิตและปรับปรุงประสิทธิภาพการขนส่งเทคโนโลยีการตัดเหนือเสียงแบบเดียวกับที่ใช้ในองค์กรนาซ่าสามารถลดเศษพรมลงได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ หรือกว่า 300 ตันต่อปี ขณะที่การลดการขนส่งข้ามทวีปและการจัดการขนส่งให้รถบรรทุกมีปริมาณบรรจุไม่น้อยกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ สามารถประหยัดต้นทุนและลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้
 
ความพยายามในการจัดการของเสียของ Interface ยังครอบคลุมถึงการจัดการกับผลิตภัณฑ์เมื่อสิ้นอายุ บริษัทได้พัฒนาระบบ ReEntry™ เพื่อนำพรมที่หมดอายุการใช้งานมาเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบและผลิตเป็นพรมผืนใหม่ ตั้งแต่ปี 1995 บริษัทได้นำพรมเก่ากว่า 100 ล้านกิโลกรัมกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตอีกครั้งและมีเป้าหมายที่จะเก็บพรมเก่าที่เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทให้ได้ 100% ภายในปี 2020 อย่างไรก็ดี บริษัทเผชิญความท้าทายไม่ว่าจะเป็นข้อกำหนดทางกฎหมายในบางประเทศทำให้ไม่สามารถขนส่งพรมใช้แล้วข้ามประเทศมายังโรงงานรีไซเคิลได้หรือการไม่มีกฎหมายควบคุมการกำจัดพรมในระดับครัวเรือนทำให้พรมส่วนใหญ่ถูกส่งไปยังหลุมฝังกลบ ซึ่งทำให้การเก็บกลับมารีไซเคิลทำได้ยากขึ้นไปอีก
 

นวัตกรรมจากชีวลอกเลียน

นอกจากบริษัทจะประสบความสำเร็จในการปรับปรุงการใช้ไนลอนและการจัดการผลิตภัณฑ์หมดอายุ บริษัทยังนำแนวคิดชีวลอกเลียน (biomimicry) มาออกแบบนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่า TacTiles
ที่เลียนแบบเท้าของจิ้งจกที่ใช้ขนเล็กๆ นับล้านในการปีนผนังเกิดเป็นวิธีการติดตั้งพรมแบบใหม่ที่เชื่อมพรมแต่ละแผ่นด้วยพลาสติกใสขนาดเล็กแทนการยึดพรมติดกับพื้นไม่จำเป็นต้องใช้กาวในการติดตั้งจึงไม่เกิดความเสี่ยงจากสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายและไม่สร้างความเสียหายแก่พื้นผิวทั้งยังง่ายต่อการซ่อมแซมและนำกลับมารีไซเคิลอีกด้วยผลิตผลจาก

Tac Tiles นวัตกรรมการติดตั้งพรมของ Interface ที่เลียนแบบเท้าของจิ้งจกในการปีนผนัง
ที่มา: http://www.interface.com/US/en-US/about/modular-carpet-tile/Biomimicry
 
ชีวลอกเลียนอีกอย่างหนึ่งคือ Random Design ที่เลียนแบบความสวยงามของธรรมชาติ เช่น กองใบไม้ที่ร่วงปกคลุมดิน ก้อนกรวดบริเวณชายหาด เกิดเป็นพรมที่สามารถวางเชื่อมต่อกันได้ทุกทางโดยไม่ต้องจัดเรียงตามทิศทางหรือสี ซึ่งช่วยลดเศษพรมจากการปูพื้นห้องลงจาก 12 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 1-2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
  
 
Tac Tiles นวัตกรรมการติดตั้งพรมของ Interface ที่เลียนแบบเท้าของจิ้งจกในการปีนผนัง
ที่มา: http://www.interface.com/US/en-US/about/modular-carpet-tile/Biomimicry

ปีที่ 25 และความท้าทายใหม่

เมื่อต้นปี 2019 Interface ได้รายงานความคืบหน้าของ Mission Zero เป็นอีกครั้งที่บริษัทแสดงผลลัพธ์จากที่น่าพอใจจากการทำงานอย่างหนักในการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานที่สำคัญ เช่น
ลดการปลดปล่อยคาร์บอนในผลิตภัณฑ์พรมแผ่น 69%
ลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 96%
พลังงานที่ใช้ในโรงงานผลิตทั่วโลกมากจากพลังงานหมุนเวียน 89%
โดยไฟฟ้ามาจากพลังงานหมุนเวียน 100%
พลังงานที่ใช้ในโรงงานที่อเมริกาและยุโรปมากจากพลังงานหมุนเวียน 99%
ลดการใช้พลังงานต่อหน่วยผลิตลง 46%
ลดปริมาณน้ำที่ใช้ต่อหน่วยผลิตลง 89%
ลดปริมาณขยะที่นำไปฝังกลบลง 92%
 
ความพยายามในการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิต (กอปรกับการชดเชยก๊าซเรือนกระจกที่เหลืออยู่) ทำให้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มปูพื้น ได้แก่ พรมแผ่น พื้นไวนิล และยางแผ่น มีการปลดปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (carbon neutral) แต่ดูเหมือนว่า Interface จะยังไม่พอใจกับความสำเร็จทั้งหมดที่เกิดขึ้น ในปี 2016 บริษัทจึงได้ประกาศเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ท้าทายกว่าเดิม “Climate Take Back” เป็นพันธกิจที่มีเป้าหมาย reverse global warming หรือปฏิบัติการณ์เพื่อให้โลกเย็นลงบริษัทมองว่าผลิตภัณฑ์ที่ไม่สร้างผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อมเลยนั้นยังไม่ดีพอแต่ต้องสร้างผลกระทบทางบวกด้วย นั่นหมายความว่าต้องมีการปล่อยคาร์บอนเป็นลบ (carbon negative) และนี่คือเป้าหมายที่ Interface ตั้งใจจะทำให้สำเร็จภายในปี 2040 เรื่องราวของ Interface เป็นบทพิสูจน์ว่าธุรกิจสามารถสร้างมูลเพิ่มได้จากกลยุทธ์ที่ยั่งยืน การปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีความยั่งยืนและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่การลงทุนที่สูญเปล่าบริษัทยังคงเติบโตเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมและเป็นผู้นำ ด้านความยั่งยืนในระดับโลก ยิ่งไปกว่านั้น Interface ทราบดีว่าไม่สามารถเปลี่ยนโลกโดยลำพังได้ บริษัทจึงได้จัดทำรายงาน “Lesson for the Future” สรุปบทเรียนกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมาเผยแพร่ให้องค์กรต่างๆ นำไปปรับใช้ โดยมุ่งหวังว่ารุ่นน้องที่เดินตามมาในเส้นทางเดียวกันนี้จะไม่ต้องใช้เวลาถึง 25 ปีในการพิชิต “ยอดเขาแห่งความยั่งยืน”
อ้างอิง
https://www.greenbiz.com/article/how-interface-realized-carpet-business-usual-wasnt-sustainable
https://www.interface.com/SEA/en-SEA/sustainability/our-journey-en_SEA
http://interfaceinc.scene7.com/is/content/InterfaceInc/Interface/Americas/WebsiteContentAssets/Documents/
https://sustainablebrands.com/read/product-service-design-innovation/25-years-on-lessons-learned-from-interface-s-ongoing-sustainability-journey
Sustainability%2025yr%20Report/25yr%20Report%20Booklet%20Interface_MissionZeroCel.pdf
http://www.salforest.com/blog/interface-sustainable
 
 
เรียบเรียงโดย กรณิศ ตันอังสนากุล Co-Founder, Rereef