ในวันที่หลายคนอาจจะอยากมีกิจการเล็ก ๆ เป็นของตัวเอง และอาจจะฝันถึงการได้เปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ ในบรรยากาศอบอุ่นนั่งสบายคล้ายอยู่บ้าน เคล้าไปด้วยเสียงบดเมล็ดกาแฟ ได้กลิ่นกาแฟหอม ๆ ได้ใช้ชีวิตระเรื่อยล่องในท่วงทำนองแบบสโลว์โมชั่น แต่ในยุคที่มีร้านกาแฟเกิดใหม่ทั่วทุกหัวระแหง แต่ละร้านพยายามออกแบบตกแต่งร้านอย่างสวยงามเพื่อดึงดูดใจลูกค้า อัตราการแข่งขันในธุรกิจนี้สำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่นับว่าสูงและเสี่ยงมาก การดำรงคงอยู่อย่างยาวนานของร้านกาแฟหนึ่งร้านเกิดขึ้นได้ไม่ง่ายนัก จึงจะเห็นได้ว่าในตลาดที่มีการแข่งขันสูงแบบนี้หลายร้านได้ค่อยๆ ทยอยปิดตัวลงไป หากยังมีร้านเล็ก ๆ ของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ไฟแรงอยู่อีกหนึ่งร้านที่สามารถนำพาร้านกาแฟเล็ก ๆ ของพวกเธอให้ยืนยงอยู่ได้ยาวนานและเติบโตพอจนสามารถเปิดสาขาที่สองได้สำเร็จในวันนี้

แว่บแรกที่ได้พบกับพี่น้องสองสาวคุณฟ้า ไอริณ และ คุณน้ำ เอริน ชุติธาดา บัณฑิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เจ้าของและผู้ร่วมก่อตั้งร้าน Eights A Day ด้วยหน้าตาที่ดูสดใสอ่อนเยาว์ ปราศจากเครื่องสำอาง ทีท่าคล่องแคล่วทะมัดทะแมง และรอยยิ้มกว้างจริงใจในการต้อนรับขับสู้ลูกค้าของพวกเธอนั้น ทำให้นึกไม่ออกเลยว่า “น้อง ๆ” สองคนนี้จะเป็นเจ้าของกิจการและผู้บริหารร้านกาแฟและอาหารเช้า Eights a Day ที่เลื่องชื่อ จนได้เปิดสาขาที่สองแล้วในวันนี้ที่สาขาหลักเมือง ในขณะที่คุณน้ำ ดูแลการชงกาแฟแบบ Slow Bar ให้เราได้ชิม คุณฟ้า ไอริณได้นั่งเล่าเรื่องราวความตั้งใจ แนวคิด และความหลงใหลของเธอเมื่อแรกเริ่มในการทำธุรกิจร้านกาแฟ Eights A Day แห่งที่สองนี้ 

ก่อนอื่นขอถามเรื่องชื่อร้านก่อน Eights A Day หมายถึงอะไร และทำไมเลข 8 (Eight) ถึงเป็นต้องเป็นรูปพหูพจน์ (Eights)
มันมาจากคำว่า “Drink eight glasses a day” คือ ให้ดื่มน้ำแปดแก้วต่อวัน คือเราตั้งใจว่าจะทำร้านนี้เป็นร้านเพื่อสุขภาพ เลยนึกถึงว่าถ้าเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพคนไทยจะคิดถึงอะไรก่อน อันนี้ก็เป็นเหมือนสโลแกนที่คุ้นเคยของคนไทยว่า “ถ้าอยากมีสุขภาพดีเราควรดื่มน้ำแปดแก้วต่อวันนะคะ” เลยมาตัดให้มันสั้นลงเหลือแค่ eights a day เป็นชื่อที่คิดไว้ตั้งแต่เปิดสาขาแรกเลย ซึ่งสาขาแรกตรงนั้นก็เปิดมาได้สี่ปีแล้ว ส่วนสาขานี้ (สาขาหลักเมือง) เพิ่งเปิดได้ 5 วันค่ะ (หัวเราะ)

Eights A Day เกิดขึ้นมาได้อย่างไร
เราเปิด Eights a Day สาขาแรกที่กังสดาล ใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดกับน้องสาว (คุณน้ำ เอริณ) ที่เลือกเปิดที่แรกอยู่ตรงนั้นเพราะพวกเราเป็นเด็กขอนแก่น เป็นเด็ก มข. และเรียนสถาปัตย์กันทั้งคู่ เราคุ้นเคยกับที่ตรงนั้นและอยากเริ่มทำอะไรเป็นของเราเองก็เลยเลือกสถานที่ที่เราคุ้นเคยก่อน

จบสถาปัตย์มา แล้วได้ทำงานเกี่ยวกับทางสถาปัตย์บ้างไหม
ทำมาค่ะ ก็ทำ freelance และก็ไปเรียนสถาปัตย์ปริญญาโทต่อที่อังกฤษที่ UCL ลอนดอน ตอนที่เรียนจบ สถาปัตย์มาใหม่ๆ ตอนนั้นอยากไปเรียนอังกฤษมากเพราะว่าชอบงานออกแบบมาก อยากไปเรียนด้าน Architecture Design ที่เกี่ยวกับการออกแบบสถาปัตย์เลยโดยตรง ได้ไปอยู่ที่นั่นประมาณสองปี แต่พอไปเรียนจริง ๆ แล้วก็พบว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองอยากทำ ทั้งที่ตอนแรกตั้งใจมาก มหาวิทยาลัยที่เลือกนี่ก็ติดอันดับ Top เข้าไปเรียนได้ยากมาก เพราะเราอยากรู้ว่ามันจะไปสุดทางยังไง แต่พอเรียนแล้วรู้สึกว่ามันไกลมาก อย่างบ้านเราสถาปัตย์คือเรียนว่าจะออกแบบอาคารใช่ไหมคะ แต่ของเขาคือทุกอย่าง คือออกแบบพื้นที่ ออกแบบรูปทรง สถาปัตยกรรมมีคอนเซปต์มาจากการเคลื่อนไหวของนักเต้นบัลเลต์ รู้สึกว่ามันไกลมาก เป็นนามธรรมไปแล้ว เราเลยมาคิดว่าเราจะทำด้านนี้จริง ๆ หรือเปล่า ถ้าเรียนขนาดนั้นต้องไปเป็นอาจารย์ หรือต้องทำบริษัท ซึ่งเราก็ไม่ได้ชอบกระบวนการทั้งหมดของการเป็นสถาปนิก คือต้องออกแบบ เขียนแบบ ดูการก่อสร้าง พอเรียนไปแล้วเรารู้สึกว่าไม่เห็นว่าเป้าหมายคืออะไรและค่าเรียนแพงมาก เราคิดว่าถ้าเราไปต่อและเราไม่ได้อยากจะทำมัน มันจะคุ้มค่าที่จะต้องลงทุนไหม สุดท้ายพอเรียนไปแล้วประมาณปีนึง ก็เลยตัดสินใจลาออก

เหมือนจะเป็นการตัดสินใจและจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากเลย
มันทำให้ได้รู้ว่าตัวเองไม่ได้อยากกลับไปเป็นสถาปนิก ไม่อยากอยู่กรุงเทพ ตั้งใจตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่อยากอยู่กรุงเทพ รู้สึกว่าชีวิตมันไม่มีความสุข มันเร่งรีบไปหมด คนก็เยอะ ไม่ชอบสภาพการใช้ชีวิตแบบนั้น รู้แต่ว่าอยากกลับมาที่บ้านเกิดตัวเองและทำอะไรที่ขอนแก่นยังไม่มี ตอนแรกก็ยังไม่รู้ว่าเราจะทำอะไร แต่คิดว่าถ้าเราไปสุดทางเราอยู่ที่ไหนก็ได้ 

ประสบการณ์ที่ต่างประเทศสร้างความเปลี่ยนแปลงทางความคิดให้กับเราอย่างไรบ้าง
เราได้ไปเจอโลกภายนอก ที่นั่นมี street art มีงานศิลปะที่เราชอบมาก มีให้ดูหลากหลาย มีพื้นที่สร้างสรรค์อย่างพื้นที่ในมหาวิทยาลัยที่นั่นที่เคยเข้าไปสังเกตการณ์ดู คณะที่เขาเรียนแฟชั่น เขาก็ไม่ได้แต่งตัวธรรมดาเข้าไปเรียนนะคะแต่งตัวกันเหมือนกับว่าเขาเดินรันเวย์อยู่ มันมีพื้นที่ให้เขา หรืออย่างเราไปตามพื้นที่สาธารณะเจอคนเล่นดนตรีเยอะมาก มี street art เยอะมาก และจะมีตึกที่จะมีแต่ศิลปินเท่านั้นที่เช่าพื้นที่ได้เหมือนเป็นสตูดิโอให้ศิลปินขายงานตัวเองได้ เราเห็นสภาพแวดล้อมที่มีศิลปะแทรกตัวอยู่ในชุมชน และก็คิดว่ามันน่าจะมีอะไรแบบนี้ที่นี่บ้าง ที่เมืองไทยไม่มีคนอยากเดินข้างถนนด้วยซ้ำ ทุกคนขี่รถผ่านเฉยๆ ไม่สนใจอะไรเลยกับสภาพแวดล้อม มันไม่มีที่เดิน เดินไปก็ไม่เห็นอะไร ไม่มีอะไรให้ดูระหว่างทาง ไม่มีกิจกรรมอะไรเลย

ตอนแรกที่เริ่มทำร้าน เราก็ยังไม่รู้เรื่องกาแฟมากนัก เราแค่อยากให้คนขอนแก่นมีที่ที่จะไปแล้วได้มีโอกาสใกล้ชิดกับศิลปะมากขึ้น โลกเปิดกว้างมากขึ้น เพราะคนขอนแก่นอย่างเสาร์อาทิตย์นี่ ไม่รู้จะไปไหนไม่รู้จะทำอะไร ก็เลยไปห้าง เราเห็นแบบนั้นมาตั้งแต่เด็ก ๆ  ก็เลยอยากให้มีพื้นที่ที่สร้างสรรค์มากขึ้น เหมือนที่เราไปเห็นมา ก็เลยอยากให้มีพื้นที่แบบนั้น

แสดงว่ากลับมาเมืองไทยก็มาทำร้านกาแฟเลย
ตอนที่เรียนอยู่ที่โน่น ช่วงนั้นน้องก็เปิดร้านนมอยู่ที่นี่ชื่อ Bike on the Bear มีรูปหมีแบกจักรยานอยู่หน้าร้าน และเรากับน้องก็เคยเล่นวงโยธวาทิตที่โรงเรียน รู้จักนักดนตรี ก็เลยเอาวงดนตรีแจ๊สมาเล่นในร้านตอนกลางวัน ตอนนั้นก็คิดว่าทำไมคนจะฟังดนตรีต้องไปตอนกลางคืน คนที่อยากเสพดนตรีแต่ไม่อยากไปฟังตอนกลางคืนมันก็ต้องมีแหละ สรุปคือ....เละไม่เป็นท่า ลูกค้าไม่ได้ตอบรับดีขนาดนั้น คือมันเสียงดังไงคะ ร้านที่อยู่ใกล้มหาลัยส่วนมากคือเด็กเขามานั่งอ่านหนังสือกัน เราก็เลยได้เรียนรู้มา พอกลับมาจากอังกฤษก็เลยคิดว่ามาเริ่มกันอีกสักที

ตอนแรกเริ่มที่ยังไม่ค่อยมีความรู้เรื่องกาแฟ แล้วเริ่มต้นยังไง
เริ่มตั้งแต่ตอนอยู่อังกฤษ ช่วงนั้นเริ่มดื่มกาแฟเพราะตอนเรียนกับเพื่อนก็ทำงานกันดึก เพื่อนก็ไปซื้อหม้อต้มกาแฟมา ซื้อเมล็ดกาแฟมา ซึ่งมันมีหลายรส มีรสผลไม้อะไรต่าง ๆ เพื่อนก็เอาใส่หม้อแล้วก็ต้มกิน เราชิม ก็ไม่เห็นขมนี่ อร่อยดี เลยเริ่มเหมือนออกไปหาดูตามร้านต่าง ๆ เพราะเราเรียนสถาปัตย์ด้วย เราเลยชอบพื้นที่ที่มันแปลกๆ ไปดูว่าเขาทำอะไรกันอยู่ในพื้นที่แบบนั้น บางร้านก็มีงานศิลปะแทรกเข้าไปด้วย มีขายของหารายได้ และสอดแทรกตัวตนเจ้าของร้านออกมาได้ชัดเจนมาก เราเห็นได้เลยว่าเขาสนใจอะไร ชอบอะไร อย่างบางร้านเป็นร้านจักรยานที่เป็นร้านกาแฟด้วย เขาขายอุปกรณ์จักรยานอะไรต่าง ๆ แต่กาแฟก็ไม่ได้ด้อย เราก็อยากทำร้านที่เป็นพื้นที่ให้คนมาใกล้ชิดกับศิลปะ เลยคิดว่าร้านกาแฟก็น่าจะเหมาะ

แล้วตอนจะเริ่มทำร้านของตัวเองมีการทำการบ้าน การวางแผน หรือการวิเคราะห์ตลาดอย่างไรบ้าง
ไม่มีการวิเคราะห์อะไรทั้งนั้นเลยค่ะ (หัวเราะ) ไม่รู้เรื่องธุรกิจอะไรเลย 

แล้วไม่รู้สึกว่าเสี่ยงไปหน่อยเหรอกับการทำธุรกิจ
เป็นคนแบบนั้นอยู่แล้ว จะลุยก็กระโดดเลย ปีแรกก็เละค่ะ (หัวเราะ) เราลงทุนเยอะมาก เราอยากได้อะไรก็ใส่ไปเลย ทั้งใช้เงินที่บ้านด้วยและกู้ธนาคารด้วย เราตั้งใจทำแกลเลอรี่ข้างบนที่ชั้นสองด้วย แต่พอเปิดปุ๊ป ปรากฏว่าก็ไม่ได้มีคนสนใจขนาดนั้น เราก็เปิดทั้งกลางวันและกลางคืนด้วย กลางคืนก็ขายเบอร์เกอร์แบบแฮนด์เมด ซึ่งก็ต้องทำกันเองทั้งหมด เหนื่อยมาก ใช้เวลาอยู่สองปีเหมือนกันจนเริ่มจะรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว คิดว่าเราควรต้องลงลึกกับอะไรสักอย่าง ด้วยความที่เราไม่รู้เรื่องธุรกิจ เราก็เลยเรียนรู้จากลูกค้าไป ปรับเปลี่ยนไป ลองไปเรื่อยตามที่เราคิดออก จะเรียกว่าประสบความสำเร็จก็ไม่ได้ แต่มันก็ไม่ได้เจ๊ง มันก็เละเทะพอสมควร นั่นเพราะเราไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจ เราไม่มีความรู้เรื่องกาแฟ เราทำเพราะเราชอบอย่างเดียว ทำสิ่งที่เรารักมากเกินไป ซึ่งไม่พอในการที่จะเป็นธุรกิจ

แล้วปรับใช้กลวิธีอะไรในการให้ได้ทำสิ่งที่รักด้วยและให้ธุรกิจอยู่ได้ด้วย
เป็นเรื่องความชัดเจนของเรามากกว่า ตอนแรกเราลองมั่วไปหมด มีขายเบียร์ ขายอะไร ขายทุกอย่าง เราเลยมาตัดสินใจว่าเราควรจะมีจุดยืน ให้คนเห็นชื่อเราแล้วจะนึกถึงสิ่งนี้ ก็คิดว่าถ้าจะขายอะไรเราต้องรู้จริงเกี่ยวกับเรื่องนั้น ในช่วงแรกก็เลยเอากาแฟนำ เราก็เลยเริ่มไปไร่กาแฟ เริ่มเข้าวงการกาแฟแล้วได้รู้จักคนนั้นคนนี้ คนคั่วบ้าง เกษตรกรบ้าง พี่ๆ ที่อยู่สมาคมกาแฟพิเศษบ้าง เป็นพี่น้องกันที่อยู่ในพื้นที่ พี่เขาก็สอนเรา โชคดีที่ได้เจอแต่กับคนดี ๆ เราก็ได้เรียนรู้มาเรื่อย ๆ 

ความท้าทายที่สุดของยุคที่มีร้านกาแฟเปิดมากมายในทุกหัวมุมถนนคือการสร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของร้าน แล้วร้าน Eights A Day มีจุดยืนที่จะสร้างความแตกต่างอย่างไร 
เรารู้ว่ามีร้านกาแฟเยอะมาก แต่มีไม่กี่ร้านที่จริงจังเรื่องกาแฟ เราคิดว่าเราต้องมีคุณภาพ ของดีจริงมันอยู่ได้อยู่แล้ว เราได้ไปเรียนเพิ่มเติมมาอีก เอาจริง ๆ ร้านกาแฟมันไม่เกี่ยวกับสูตร แต่มันเกี่ยวกับเมล็ดกาแฟ การ process วิธีการ พื้นที่ปลูก และสายพันธ์มากกว่า เรื่องสูตรนี่ไม่ได้เกี่ยวเลย เพราะเมล็ดมันมีหลายรสชาติ ไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่ม และเราอยากโชว์คาแรกเตอร์ของเมล็ดกาแฟแต่ละชนิด 

ส่วนเมล็ดกาแฟเราได้จากโรงคั่วในไทยบ้าง จากต่างประเทศบ้าง อย่างรุ่นพีที่รู้จักก็ทำสมาคมกาแฟพิเศษแห่งประเทศไทย เป็นกาแฟที่มีคุณภาพ มีการควบคุมคุณภาพ มีการให้คะแนนว่าดูแลเมล็ดยังไง เก็บยังไง คั่วยังไง อย่างบางทีซื้อเมล็ดกาแฟดิบมาคั่วเอง นี่ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของคนคั่ว เมล็ดเดียวกันแต่คนคั่วคนละคนก็ไม่เหมือนกัน หรือแม้แต่คนเดียวกันคั่ว แต่คั่วคนละทีก็อาจจะไม่ได้รสเดิม มันเป็นศาสตร์อีกศาสตร์หนึ่งที่ลึกมาก และเราก็เป็นคนอยากรู้ลึก อยากรู้รายละเอียด เป็นงานศิลปะอีกแขนงหนึ่ง เราเลยชอบ 

ที่เห็นอีกอย่างคือแถวนี้ไม่ค่อยมีร้านอาหารเช้า คนไทยติดนิสัยไม่ค่อยกินอาหารเช้า แต่เราคิดว่าอาหารเช้าสำคัญมาก ความตั้งใจเราคืออยากให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีขึ้น ถ้าทำอาหารเช้าทั่วไปก็ไม่ได้ต่างอะไรถ้าเราไม่ได้ทำเพื่อสุขภาพจริง ๆ คนกินเข้าไปก็ป่วยอยู่ดี และปฏิเสธไม่ได้เลยว่ทุกคนกินข้าวแต่ไม่ใช่ทุกคนกินกาแฟ ถ้าเราจะอยู่รอดเราก็ควรมีอาหารด้วย 

อาหารเช้าแบบ Eights A Day เป็นยังไง
อะไรก็ได้ที่ไม่ทำลายสุขภาพ ที่ร้านจะเป็นแซนวิช เพราะคิดว่ามันง่ายกับคนกิน และตอนเช้า ๆ คนรีบ ร้านเราเปิดตั้งแต่ 6.30 น. ช่วงเช้านี่จะยุ่งมาก และต่อมาเราก็เพิ่มเมนูมาเรื่อย ๆ พวกไข่กระทะอะไรต่าง ๆ เราอยากทำอาหารที่เหมือนที่แม่ทำเพราะเราเองก็ติดกินข้าวที่บ้านมาตลอด สูตรอาหารเช้าเราก็คิดกันเอง อยากให้คนกินกินแล้วไม่ไปทำลายสุขภาพเขา เวลากินข้าวนอกบ้านบางคนจะแพ้ผงชูรสด้วย เราเลยต้องทำแบบที่ไม่มีผงชูรสและไม่เค็มจัด อยากให้คนมีอาหารเช้าดี ๆ กิน เครื่องปรุงและส่วนประกอบเราเลือกมาจากผู้ประกอบการในพื้นที่ คือถ้าเราโต เราก็อยากให้คนในพื้นที่โตด้วย อย่างพวกผักก็จะได้จากสวนเกษตรมีกิน ผักที่ทำเกษตรอินทรีย์จะหวานกว่า และก็มีลูกค้าแนะนำสวนเกษตรอื่น ๆ มาด้วย เราเลยได้รู้จักคนที่ขายวัตถุดิบต่าง ๆ ในพื้นที่

ทำไมถึงคิดว่าควรจะขยายร้าน
อยากเข้าเมือง คือตรงที่เดิมมันเป็นพื้นที่ที่เราคุ้น แต่มันค่อนข้างหายากและอยู่ในซอย ลูกค้าก็จะบ่นว่าหาร้านไม่เจอ ไม่มีที่จอดรถ ถ้าเป็นผู้ใหญ่หน่อยก็ไม่ค่อยชอบขับรถเข้าซอย เราเลยอยากขยายตลาด ก็คิดมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แล้วก็วนหาที่ที่คนจะหาเจอง่ายขึ้นหน่อย อย่างคนที่ไม่ใช่คนขอนแก่นหรือคนที่ไม่คุ้นกับถนนที่นี่ก็จะหาเจอ ก็วนหาจนมาเจอที่นี่ที่อยู่ใกล้ศาลหลักเมืองและใกล้สถานีรถไฟ คิดว่าคนน่าจะหาเจอ รถไม่ติดตอนโรงเรียนเลิก และมีที่จอดรถ

ร้าน Eights A Day ทั้งสองสาขามีความเหมือนหรือความแตกต่างกันอย่างไร
ที่นี่ (สาขาหลักเมือง) เป็น slow bar ซึ่งต้องใช้คนชงที่มีความรู้เยอะขึ้น เป็นการเปิดโลกให้คนเข้าใจว่ากาแฟไม่มีแต่ขมนะ มีหลายรส มีรสผลไม้ด้วย ที่สาขาเดิมจะเป็นเครื่องชงขนาดใหญ่เป็นกาแฟแบบมาตรฐานที่คนคุ้นเคยและก็จะเร็วกว่าด้วย แต่ที่ตรงนี้จะเหมือน back to basic กลับมาสู่รากของมัน เป็นเรื่องกาแฟเหมือนกันแต่การนำเสนอ การเล่าเรื่องจะต่างกัน และที่ทำ slow bar ก็เพราะอยากให้คนใช้ชีวิตช้าลง ให้ได้มีเวลาทบทวนตัวเอง

แบ่งเวลาดูสองร้านยังไง และคุณฟ้ากับคุณน้ำแบ่งหน้าที่รับผิดชอบในร้านยังไง
ตอนนี้ก็จะดูที่ร้านใหม่นี่เป็นหลัก เพราะร้านเดิมก็มีทีมงานที่ดูแลอยู่ แต่ตอนเช้าเราก็จะเข้าไปเช็คคุณภาพกาแฟว่าจะใช้กาแฟกี่กรัม น้ำอุณหภูมิเท่าไหร่ เพราะเรามีเมล็ดให้เลือกเยอะ ถึงน้อง ๆ จะทำได้ แต่เราก็ต้องเช็ค เราไม่อยากให้มันหลุด 

น้ำจะดูเรื่องกาแฟเป็นหลัก ส่วนฟ้าดูเรื่องอาหาร แต่ตอนหลังมีน้องเข้ามาช่วยดูเรื่องอาหาร ก็เลยจะมาดูเรื่องกาแฟ slow bar 

มีความท้าทายและอุปสรรคอะไรบ้างไหมในกรเปิดสาขาที่สอง
เรากังวลอย่างเดียวเรื่องลูกค้า เพราะเราอยู่แถวมหาลัยมาตลอด เราไม่รู้ว่าคนที่อยู่ตรงนี้เป็นยังไง แต่ไม่ได้เตรียมใจอะไร ก็จะตะลุยเลย เป้าหมายธุรกิจมีอย่างเดียวคือมันต้องอยู่ได้ มันต้องเลี้ยงตัวได้ และมันต้องเป็นสิ่งที่เรารักด้วย คือถ้าเราทำเองทุกอย่างมันก็อาจจะโตได้ไม่มากนัก และเราก็มีคนทำงานด้วยซึ่งถ้าเขาเลี้ยงตัวเองไม่ได้ เลี้ยงที่บ้านไม่ได้ เขาก็จะไม่อยู่กับเรา เราเลยต้องเริ่มศึกษาธุรกิจด้วยตัวเอง อ่านเพิ่มขึ้น และเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา

มีกิจกรรมที่วางแผนอยากจะทำเพิ่มเติมกับที่ร้านไหม
ที่คิดไว้ถ้ามีโอกาสก็อยากจะทำบาร์แจ๊สที่ตรงนี้ คือเคยไปเดินเล่นที่ Covent Garden ที่อังกฤษแล้วเจอร้านหนังสือและมันมี Jazz Bar ด้วยเลยอยากทำ คิดว่าอาจจะทำตอนกลางคืน ส่วนกลางวันก็ทำเป็นร้านกาแฟ slow bar ไป อยากใช้พื้นที่ให้คุ้ม อยากให้มีศิลปินมาแสดงงานเป็นแกลเลอรี่ อยากให้คนขอนแก่นมีกิจกรรมอะไรทำจริง ๆ 

ทำไมถึงคิดว่ากิจกรรมสร้างสรรค์มีความสำคัญกับชุมชนมาก
เราเรียนมาทางนี้ด้วยมั้ง และรู้สึกว่าความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้อยู่กับคนที่เรียนสายศิลป์อย่างเดียว ความคิดสร้างสรรค์มันช่วยให้ทำธุรกิจได้ ช่วยมีสิ่งใหม่เกิดขึ้น ให้คนคนหนึ่งคิดอยากทำอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาได้ มันทำให้ชุมชนมีศิลปะได้ คือไม่ได้จำเป็นต้องให้ชุมชนเจริญก่อนถึงจะมีศิลปะได้นะคะ อย่างหมอลำก็ทำงานหาเช้ากินค่ำเหมือนกันแต่เค้าก็ยังมีความสนุกสนานกับศิลปะได้ มันเป็นวิถีชีวิตของคนไทย ทุกชนชั้นมีศิลปะทั้งนั้น เพียงแต่จะได้แสดงออกมากน้อยขนาดไหน ศิลปะมันทำให้เรารู้ว่าชีวิตของคนคนหนึ่งหรือในพื้นที่พื้นที่หนึ่งเป็นยังไง อยากให้ร้านเป็นพื้นที่ที่คนที่ไม่ได้ชอบศิลปะ มาเจอศิลปะ อยากให้มันกลืนไปกับกิจกรรมการดำเนินชีวิต ไม่อยากให้แบบอยากดูศิลปะต้องไปกรุงเทพนะ คนเราไม่ได้มีเวลาเยอะขนาดนั้น อยากให้มันเข้าถึงง่ายที่สุด อย่างคนอาจจะคิดว่าดนตรีแจ๊สฟังยาก อยากดูศิลปะต้องไปดูงานในมิวเซียม ซึ่งเราคิดว่าไม่ใช่ค่ะ ที่ไหนก็ได้ เพราะเราไปเห็นมาแล้วว่าที่อื่นเขาก็ทำได้ อย่างมีเวลานิดหน่อยมากินกาแฟ ระหว่างที่กินกาแฟก็เดินดูศิลปะได้ อย่างร้านในมอตอนนี้ ชั้นสองแบ่งที่ทำเป็น shop ให้ศิลปินรุ่นน้องกลุ่มเล็ก ๆ เอาของทำมือมาจัดวางขาย น้องเขาก็ตั้งใจทำแบรนด์ของตัวเอง ก็อยากให้น้องเค้าโตด้วย

มองตัวเองเป็นนักธุรกิจบ้างหรือยัง
มองตัวเองเป็นคนทำกาแฟค่ะ (ยิ้ม) 

ร้าน Eights A Day มีสองสาขา สาขาแรกคือสาขากังสดาล มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็น Espresso Bar and Full-Breakfast ตั้งอยู่ที่ 141/75 อดุลยารามซอย 5 ฝั่งกังสดาลใกล้มหาวิทยาลัยขอนแก่น โทรศัพท์ 065 280 9509 เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 6.30-16.30 น. สาขานี้สำหรับคนที่ชอบกาแฟจากเครื่องชงเอสเปรสโซ่ ลาเต้อาร์ตสวย ๆ และ “อาหารเช้าอย่างยิ่งใหญ่”

สาขาหลักเมือง (ใกล้สถานีรถไฟขอนแก่น) ตั้งอยู่ที่ 144-146 ถนนดรุณสำราญ โทรศัพท์ 065 280 9609 สาขานี้เปิดทุกวัน (ยกเว้นวันพฤหัส) ตั้งแต่เวลา 06:30-16:30 น. ที่พิเศษออกไปสำหรับสาขานี้คือที่นี่จะเป็นกาแฟ Slow Bar สำหรับคนที่อยากดื่มด่ำกับรสชาติกาแฟแท้ ๆ และความละเมียดละไมในการ process กาแฟทีละขั้นตอน และก็มีอาหารเช้าด้วยเช่นกัน
เพราะชีวิตยังต้องก้าว อาหารเช้า ( .... และกาแฟดี ๆ สักแก้ว) จึงสำคัญ

เรื่อง : ภารดี ตั้งแต่ง
แปล : ภารดี ตั้งแต่ง
ภาพ : ฐิติพัฒน์ พัฒนวิจิตร (ROUGE Studio)