เมื่อภาษาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ความหมายของคำต่าง ๆ จึงดิ้นได้อย่างไม่รู้จบ บ่อยครั้งที่คำ ๆ เดียวมีความหมายได้มากมายจนถ้าหากไม่รู้คำแปล ก็คงจะคุยกันไม่รู้เรื่อง วันนี้เราจึงไปเจาะเบื้องหลังของเพจยอดฮิตที่หยิบภาษามาใช้ได้อย่างสร้างสรรค์พร้อมให้ความหมายของคำศัพท์ต่าง ๆ ได้อย่างจี้ใจ จนเป็นที่ถูกอกถูกใจชาวเน็ต อย่างเพจ ‘วุ้นแปลภาษา’ กับแอดมินในตำนานที่แม้จะไม่ยอมเปิดเผยตัวตน แต่ก็พกความขี้เล่นมาอย่างเต็มเปี่ยมไม่แพ้ที่เราเห็นกันในเพจ (และว่ากันว่าต้องหน้าตาดีแน่ ๆ...ก็เจ้าของเพจเขาบอกมาแบบนั้น) 

กว่าจะมาเป็น ‘วุ้นแปลภาษา’ 
“จุดเริ่มต้นของเพจคือเราเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก แล้วเราก็เคยเปิดพจนานุกรมอ่านอยู่บ้าง ทีนี้ในพจนานุกรมมักจะมีคำศัพท์ต่าง ๆ นานา ที่เรารู้สึกว่ามันแปลไม่เหมือนกับความหมายที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราเปิดพจนานุกรมหาคำว่า ‘หมา’ กับเราถามตัวเองว่า ‘หมา’ แปลว่าอะไร ความหมายมักจะไม่เหมือนกัน และธรรมชาติของภาษาเองก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด อย่างการที่เราพูดภาษาไทย บางครั้งเรายังต้องแปลไทยให้เป็นไทยเลย ที่คนคุยกันไม่รู้เรื่องก็เพราะว่าอาจจะใช้คำว่า ‘หมา’ กันคนละความหมาย มันก็เลยต้องมีการแปลเกิดขึ้น เพราะว่าต่อให้เป็นภาษาไทยเหมือนกัน แต่พูดกันคนละบริบท คนละสังคม มันก็คนละคำคนละความหมายกันแล้ว เราเลยรู้สึกว่ามันคงจะดีถ้ามีอะไรไว้รวบรวมการดิ้นของภาษาตรงนี้เอาไว้ ว่านอกเหนือจากที่พจนานุกรมเขียนแล้ว มันจะมีความหมายว่าอะไรได้อีก ซึ่งจริง ๆ ไอเดียนี้คิดมานานมากแล้ว แต่ก็เหมือนเป็นแค่การละเล่นในหัวของเราเฉย ๆ ว่าสมมติถ้าเจอคำนี้ พจนานุกรมน่าจะแปลว่าอะไร แล้วตัวเราเองน่าจะแปลว่าอะไร จนกระทั่งวันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมา อยู่ว่าง ๆ ก็เลยลองทำเพจในเฟซบุ๊กขึ้นมา จนเกิดมาเป็นเพจ ‘วุ้นแปลภาษา’ อย่างที่เห็นกัน”

ทำไมต้อง ‘วุ้นแปลภาษา’ 
“จริง ๆ ไอเดียการตั้งชื่อเพจเกิดจากการคิดต่อมาเรื่อย ๆ จากที่ตอนแรกเราอยากทำหน้าที่คล้าย ๆ พจนานุกรมของคำที่ใช้กันในสังคม แต่จะให้ตั้งชื่อเพจว่า ‘พจนานุกรมที่เป็นของสังคม’ ก็จะดูวิชาการมากไป เลยมาคิดต่อว่าเราจะใช้พจนานุกรมตอนไหนบ้าง ซึ่งคำตอบก็คือตอนที่เรียนเป็นส่วนใหญ่ แล้วเราใช้พจนานุกรมเพื่ออะไร เราก็ใช้เพื่อแปลภาษา ทีนี้เลยคิดต่อว่าแล้วการแปลมันเกี่ยวข้องกับอะไรได้อีก ก็คิดไปถึงวุ้นแปลภาษาที่เป็นของวิเศษของโดราเอมอน ซึ่งคำนี้มันค่อนข้างเข้าถึงคนได้มากแล้วก็ดูเป็นมิตร มีฟังก์ชันครบตามที่เราต้องการ ก็เลยตัดสินใจเลือกใช้คำนี้” 

เห็นว่าเป็นเพจที่ขายของเก่ง แล้วคิดว่าอะไรคือจุดขายของเพจ ‘วุ้นแปลภาษา’
“คิดว่าที่คนชอบน่าจะเป็นเพราะความ ‘ตรง’ ของเพจ คือเวลาจะทำโพสต์ขึ้นมาสักอัน เราไม่ได้เน้นว่ามันจะต้องตลก แต่เน้นว่ามันต้อง ‘จริง’ แล้วที่เพจนี้มาได้ถึงตอนนี้ก็เพราะว่าเราจับ insight  (ข้อมูลเชิงลึก) ของคนมาเขียน สิ่งที่เราเอามาใช้คือ ‘ความเจ็บปวด’ ของผู้คน เป็นสิ่งที่คนรู้สึกจริง ๆ ซึ่งอาจจะเป็นความเจ็บปวดจากเรื่องเดิม ๆ ที่เจอจนชินชา จนอาจจะไม่รู้ตัวว่ากำลังเจ็บปวดอยู่ก็ได้ เราเลยเอามาเขียนให้ดูว่าจริง ๆ แล้ว คุณอาจจะกำลังเจ็บปวดกับเรื่องนี้อยู่นะ ทำให้คนที่ได้มาอ่านจะรู้สึกว่ามัน ‘โดน’ และถึงแม้บางโพสต์อาจจะไม่โดนตัวเขาตรง ๆ แต่มันก็จะไปโดนเพื่อนของเขา ก็จะเกิดการแท็กให้เพื่อนมาดู ทำให้คนเห็นมากขึ้น ก็เลยทำให้เพจดังขึ้นมา” 

เลือกคำยังไงให้โดนใจ
“อันดับแรกคือเลือกคำที่ใช้กันอยู่แล้วโดยทั่วไป คือเป็นเรื่องที่คนทั่วไปสามารถรู้สึกได้ อันดับต่อมาก็คือการเอาคำนั้นมาค่อย ๆ เรียง ค่อย ๆ ตบ ๆ เขียน ๆ ให้เข้าใจง่ายขึ้น ส่วนเรื่องของความตลกจะอยู่อันดับสุดท้ายเลย ก็คือจะดูแค่ว่าคำนี้อ่านแล้วยิ้มหรือเปล่า ถ้ายิ้มก็ถือว่าใช้ได้ และเนื่องจากเราให้ความสำคัญกับความเจ็บปวดที่คนรู้สึกจริง ๆ ดังนั้นคำที่เลือกอาจจะไม่ต้องตลกก็ได้ แต่เลือกคำที่รู้สึกว่า ‘จริง’ ไว้ก่อน พอมันจริง เดี๋ยวเรื่องตลกมันจะตามมาเอง” 

คลังคำศัพท์ที่หาไม่ได้ในพจนานุกรม
“ที่มาของคำก็จะมีทั้งที่เราคิดเอง ที่ลูกเพจส่งมา แล้วก็จะมีกลุ่มในเฟซบุ๊กชื่อ ‘ลังใส่วุ้นแปลภาษา’ คือเรียกว่า ‘ลัง’ เพราะเพจเราเป็น ‘วุ้น’ เวลาจะเอาวุ้นไปขายก็น่าจะต้องใส่ลังเอาไว้ เหมือนเป็นการเอาคำศัพท์ต่าง ๆ มาเก็บใส่คลัง แล้วก็จะเลือกมาใช้อีกที ซึ่งพอเราทำเพจคนเดียว คำก็จะมีแค่ที่ใช้กันในสังคมที่เราอยู่ แต่พอมีลังใส่วุ้นแปลภาษา ก็จะมีคนหลากหลาย มีคำศัพท์ที่ใช้กันในสังคมของพวกเขามากขึ้น อย่างบางคำเราอ่านแล้วไม่เข้าใจ แต่มีคนกดไลก์เยอะมาก ทั้ง ๆ ที่ตั้งแต่เกิดมาเราอาจจะไม่เคยได้ยินคำนี้ด้วยซ้ำ เช่นในหน้าฟีดเราไม่มีใคร ‘ลท.’1 กันเลย แต่พอเราเข้าไปดูในโปรไฟล์ของเขา เราก็จะเห็นว่าเขาก็ ‘ลท.’ กันจริง ๆ นะ ซึ่งมันก็จะแอบมีความเจ็บปวดตรงที่ว่า คนที่จะใช้ ‘ลท.’ แล้วได้ผล คือจะต้องเป็นคนหน้าตาดีเขียนด้วย ถึงจะมีการทักไปจริง ๆ อันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างของคำที่ใช้กันในสังคมหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ แล้วยังมีสังคมอีกเยอะมาก เช่น สังคมของโปรแกรมเมอร์ วิศวะ หรือสังคมของอาชีพต่าง ๆ ซึ่งแต่ละอาชีพก็จะมีความเจ็บปวดและคำที่ใช้ในสังคมของพวกเขาอยู่ ทำให้เรารู้จักคำใหม่ ๆ เยอะขึ้น”

สร้างภาษาให้ซื้อง่ายขายสะดวก
“ตัวเองเป็นคนชอบทำธุรกิจอยู่แล้ว ก็เลยรู้สึกว่าการทำเพจแบบนี้ก็เหมือนกับการทำธุรกิจ เราเลยหาวิธีตั้งแต่แรกเลยว่าสิ่งนี้จะขายของได้ยังไง แล้วก็พูดไปเลยว่าจะขาย เพราะมันดูจริงใจกว่า เวลาที่เราขายของ ลูกเพจก็จะไม่ค่อยบ่นเท่าเพราะว่าได้ประกาศไว้แล้วตั้งแต่วันแรก (จริง ๆ ทำตารางที่บอกว่าจะขายของเสร็จก่อนจะทำรูปโปรไฟล์อีก) ว่าเราเปิดเพจนี้มาเพื่อจะทำอาชีพ แต่ถึงแม้ว่าเราจะบอกว่าเราเปิดเพจมาเพื่อหารายได้ แต่เก็ยังไม่มีการส่งคนออกไปเพื่อหาหรือติดต่อสปอนเซอร์อย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นก็เลยเลือกสปอนเซอร์จากหลักการง่าย ๆ ว่ามันต้องไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย แล้วก็ไม่รุนแรง หรือ 18+ อะไรเกินไป การรับสปอนเซอร์ก็ถือเป็นความท้าทายรูปแบบหนึ่ง ในแง่ที่ว่าถ้าเกิดได้รับคำอะไรมา เราก็ต้องทำให้ได้ ซึ่งถือว่าเราโชคดีที่สปอนเซอร์ส่วนใหญ่เข้าใจธรรมชาติของเพจ เลยไม่ค่อยกำหนดคำมาให้แบบตายตัวว่าต้องเป็นคำนี้หรือแปลแบบนี้เท่านั้น แต่จะให้โอกาสเราสร้างสรรค์ตามโจทย์ได้อย่างเต็มที่”

เห็นวุ้นใส ๆ ข้างในก็มีดราม่านะ
“ยอมรับว่าก็เคยมีดราม่าเหมือนกัน ด้วยความที่เราทำเพจคนเดียว และสังคมที่เราอยู่มันก็มีแค่ตรงนี้ ทำให้บางเรื่องที่เรารู้ ก็อาจจะไม่ได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์  ทำให้มีบางคำที่โพสต์ไปแล้วเพิ่งมารู้ทีหลังว่าเราเข้าใจเรื่องนี้ผิดอยู่ เช่นเคยมีกรณีของคำว่า ‘แยกขยะ’ เนื่องจากสิ่งที่เราเห็นมาตลอดคือ เวลาเราแยกขยะอะไรไปหรือแม้กระทั่งเวลาเราก้มลงไปมองในถังขยะที่แยกประเภทไว้ เราก็จะเห็นว่าขยะในถังก็ไม่ได้ถูกแยก แล้วก็หน้าตาเหมือนกันทุกถัง แล้วยังเห็นว่าเวลารถขยะมาเขาก็เทรวมกันแล้วก็ขับออกไป คือเราไม่ได้ไปสังเกตว่าจริง ๆ แล้วคนเก็บขยะเขาทำงานยังไง แต่เรา ‘เข้าใจไปเอง’ ว่าต่อให้เราแยกขยะ คนเก็บขยะเขาก็ไม่ได้แยก จนสุดท้ายลูกเพจก็มาบอกเราว่าจริง ๆ เขาแยกขยะนะ เราก็เลยลบโพสต์ออก แล้วก็ขอโทษพร้อมกับอธิบาย ซึ่งลูกเพจก็โอเคเข้าใจ อันนี้ก็เลยเป็นดราม่าที่เตือนให้เราต้องตรวจสอบและระวังให้มาก ๆ ก่อนจะลงคำอะไรไป” 

“อุปสรรคอีกอย่างคือความยากในการคิดคำที่จะมาลงใหม่ๆ ด้วยความที่เราก็ใช้ไปเยอะพอสมควรแล้วด้วย อย่างหนึ่งคือเราไม่ได้ทำคำตลก แต่เราทำคำที่เป็น insight ของคน แล้วเพจเราต้องหา insight วันละ 10 อย่าง แต่เราไม่มีทีม ไม่มีการวิจัยอะไร มันก็เลยค่อนข้างยาก ตอนนี้เลยคิดว่าในอนาคตคงจะต้องหาทีมงานมาช่วยในส่วนต่าง ๆ มากขึ้น แต่ว่าในส่วนของคนคิดคำก็ยังอยากให้เป็นเราคนเดียวไปก่อน เพื่อให้เป็นลายเซ็นของเรา เหมือนกับทีมนักวาดการ์ตูนเรื่อง One Piece ที่มีกันเป็นสิบ ๆ คน แต่สุดท้ายคนที่จะวาดทั้งหมดก็คือ อ. เออิจิโร โอดะ อยู่ดี ซึ่งโมเดลนี้ตอนแรกเราก็ยังไม่ค่อยเข้าใจมากนัก แต่พอได้มาทำเพจจริงจัง แล้วมีลูกเพจส่งคำต่าง ๆ มาให้ ซึ่งบางคำก็มีคนไลก์เยอะมาก แต่เรารู้สึกว่ามันยังไม่ใช่ ยังไม่โดน และไม่ใช่ตัวตนของเพจเรา เราก็เลือกที่จะรักษาความเป็นเพจของเราไว้มากกว่า”

ความลับของวุ้น
“เนื่องจากเราทำเพจ การบูสต์โพสต์ต่าง ๆ ก็จะมีทำบ้าง ซึ่งเทคนิคของเราคือเลือกกลุ่มเป้าหมายให้ตรงกับคำในโพสต์ของเรา อย่างอันที่บูสต์แล้วประสบความสำเร็จมาก ๆ คือคำว่า ‘เด็กเอแบค’ ซึ่งตอนนั้นบูสต์ไปแค่ 30 บาท (จริง ๆ ทุกโพสต์เราก็บูสต์แค่ 30 บาทนะ) แล้วเราก็ยิงไปให้คนที่เคยเรียนเอแบคและยังเรียนเอแบคอยู่เห็น กำหนดไว้กลุ่มเดียวเลย พอบูสต์เสร็จ เด็กเอแบคเกือบทั้งหมดก็แชร์กันกระหน่ำ เพื่อนของเด็กเอแบคก็เห็นด้วย เมื่อคนเห็นมากขึ้น คนก็ไหลกันเข้ามาในเพจมากขึ้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เพจของเราก้าวกระโดดขึ้นมา ซึ่งอันนี้เป็นความลับอีกอย่างที่จะบอก ก็คือจริง ๆ แล้วแอดมินก็เป็นเด็กเอแบค (ความลับอย่างแรกที่ได้เปิดเผยไปแล้วคือแอดมินเป็นผู้ชาย)”

“การที่เราไม่เปิดเผยตัวก็เป็นอารมณ์ประมาณ The Mask Singer เลยนะ ว่าทำไมเวลาถอดหน้ากากแล้วต้องร้องไห้ทุกที เพราะว่าจริง ๆ ตัวตนของเราเอง เราก็เป็นคนชอบเล่นมุกอะไรแบบนี้อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ทีนี้พอเราเล่นมุกคนก็จะสนใจตรงที่ว่ามันเป็นมุกที่ออกมาจากเรา ไม่ได้สนใจเนื้อแท้ของมุกนั้นเท่าไหร แต่พอมาทำเพจนี้ เราก็เข้าใจว่า ความคิดที่อาจจะเคยตัดสินเราว่า ‘ถ้าเป็นเราพูดมันจะไม่ขำ’ จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ เพราะนี่้คือเนื้อแท้ของมุก มีแค่คำกับคำแปล ไม่เกี่ยวกับตัวบุคคล แล้วเพจนี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ด้วยว่ามันมีคนที่เห็นด้วยกับเรา แล้วก็มีคนสองแสนกว่าคนที่เขาชอบภาษาที่เราแปลมันจริงๆ ”

1 คำว่า ลท. เป็นคำย่อที่ส่วนใหญ่เด็ก ๆ จะใช้กันเวลาที่อยากได้ยอดไลก์ในสเตตัสของตัวเอง มาจากคำว่า ‘ไลก์ทัก’ ที่หมายถึงว่าถ้าใครมากด ‘ไลก์’ เขาก็จะ ‘ทัก’ ไปในอินบ็อกซ์ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการคุยกัน

เรื่อง : ณัฐชา ตะวันนาโชติ