9 ปีแล้วที่ Wongnai อยู่คู่กับไลฟ์สไตล์ช่างกินของคนไทย จากวันแรกที่เป็นแค่แอพรีวิวร้านเด็ด วันนี้ 'วงใน' ไม่ใช่แค่สิ่งที่ทำให้เราอิ่มท้องอีกต่อไป แต่ยังช่วยวางแผนเที่ยวทั้งทริป หรือทำธุรกิจร้านอาหารได้แบบครบวงจรตั้งแต่รับออเดอร์ ส่งของ ทำการตลาด ไปจนถึงกู้เงิน

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ Wongnai เติบโตอย่างแข็งแกร่งและกำลังเป็นต่อในสมรภูมินี้ คุณยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท วงใน มีเดีย จำกัด จะมาเล่าให้เราฟัง

จากแอพรีวิวอาหาร สู่ผู้ช่วยร้านและไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์มครอบจักรวาล
หากจะให้นิยามรูปแบบธุรกิจหลักของวงใน ณ วันแรก เราอาจอธิบายได้ว่านี่คือเทคสตาร์ตอัพ (Tech Startup) ที่มีโครงสร้างธุรกิจเหมือนสื่อที่มีเว็บและแอพพลิเคชั่นเป็นของตัวเอง และมีรายได้หลักมาจากการโฆษณา 

หลายปีผ่านไป เมื่อแพลตฟอร์มรีวิวร้านอาหารของพวกเขาแข็งแรงและเป็นที่จดจำ วงในจึงเริ่มขยายธุรกิจในเชิงกว้าง (Horizontal) เข้าสู่อุตสาหกรรมด้านความงามด้วย 'Wongnai Beauty' รวมรีวิวร้านเสริมความงามและสปา ก่อนจะเปิดตัวฟีเจอร์ 'Travel' เพื่อรองรับการรีวิวโรงแรม ที่พัก และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทั่วประเทศ รวมเป็นอาณาจักรแพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์ที่เป็นตัวช่วยให้ผู้บริโภคสามารถวางแผนเที่ยวได้ทั้งทริปจบครบในแอพเดียว

นอกจากนี้ ยังกระโดดจากโลกออนไลน์มาเป็นผู้จัดฟู้ดอีเวนต์ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ รวมร้านยอดฮิตของผู้บริโภคให้ได้อิ่มอร่อยในงานเดียว พร้อมมอบรางวัล Wongnai Users’ Choice ให้แก่ร้านค้าจากการจัดอันดับเรตติ้งด้วยรีวิวในระบบ “ณ ตอนนี้เราก็ยังคิดว่าหมวดอาหารเป็นกระดูกสันหลัง คือประมาณ 70% ของธุรกิจ ถึงแม้ว่าเราจะมีคอนเทนต์ประเภทอื่นๆ บ้าง แต่เพราะว่าคนเราต้องกินทุกวันหมวดอาหารจึงมีความถี่สูงที่สุดและกลุ่มเป้าหมายกว้างที่สุด” คุณยอดอธิบาย

ในขณะเดียวกัน วงในยังต่อยอดความเชี่ยวชาญในเชิงลึก (Vertical) จากเดิมที่เน้นให้บริการแค่ผู้บริโภค ก็ขยับมาสร้างโซลูชันใหม่ๆ ให้ผู้ประกอบการร้านค้าแบบครบวงจร โดยจับมือกับ FoodStory พัฒนา 'Wongnai POS' ที่ไม่ใช่แค่ระบบการจัดการร้านอาหารสำหรับการรับออเดอร์หรือบริหารสต็อกเท่านั้น แต่เจ้าของร้านยังสามารถอัพเดตข้อมูลโปรโมชันและเมนูล่าสุดในระบบของวงในได้เอง ทั้งยังเชื่อมต่อกับบริการเดลิเวอรีของ LINE MAN เทคโนโลยีการชำระเงินของ SCB และล่าสุดยังได้เปิดตัวบริการสินเชื่อ 'แม่มณีศรีออนไลน์' จาก SCB Abacus ซึ่งผู้ประกอบการสามารถยื่นขอสินเชื่อบนเว็บไซต์และทราบผลพิจารณาทันทีโดยไม่ต้องส่งเอกสารเพิ่มอีกด้วย

ด้านคอนเทนต์ วงในก็ได้ประกาศดีลใหญ่แห่งวงการสื่อเมื่อปลายปี 2017 ผนึกกำลังสื่อออนไลน์สายไอทีที่ดำเนินธุรกิจมานานกว่าสิบปีอย่าง Blognone และสื่อน้องใหม่ไฟแรงอย่าง Brand Inside เข้ามาเป็นบริษัทลูกเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการทำคอนเทนต์ให้มีความหลากหลาย ในขณะเดียวกันก็ทำให้สื่อทั้งสองแบรนด์เติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดดหลังจากเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของวงในเพียงปีกว่า 

ทั้งหมดนี้จึงดูเหมือนว่าแผนการเข้าสู่ตลาดหุ้นในเร็วๆ นี้ของวงในน่าจะไปได้สวย

กว่าจะเป็นต่อ ต้องมีอะไรบ้าง
จุดแข็งที่โดดเด่นที่สุดของวงในที่ยากจะมีใครตีตื้นขึ้นมาได้ก็คือ 'ข้อมูล' ที่ผ่านมามีผู้ใช้งานเข้ามาเขียนรีวิวร้านอาหารและอัพโหลดรูปภาพจำนวนมาก จนปัจจุบันวงในมีข้อมูลร้านอาหารในระบบถึง 300,000 ร้านทั่วประเทศ รีวิวร้านอาหารนับล้านรีวิว และรูปภาพนับ 10 ล้านรูป UGC (User-generated Content) จำนวนมหาศาลเหล่านี้เองที่ทำให้ข้อมูลร้านอาหารบนวงในมีคุณภาพและน่าเชื่อถือ ซึ่งก็ยิ่งดึงดูดให้ผู้บริโภคเข้ามาค้นหารีวิวในแพลตฟอร์มมากขึ้นและสม่ำเสมอ

แต่คำถามสำคัญก็คือ ก่อนที่วงในจะมีวันนี้ พวกเขาต้องฝ่าฟันอะไรมาบ้าง และอะไรคือปัจจัยที่ผลักดันให้พวกเขามีผู้ใช้งานที่เหนียวแน่นขนาดนี้ นี่คือสิ่งที่คุณยอดบอกกับเรา

I. โปรดักต์ต้องมาก่อน
เป้าหมายในวันแรกของวงใน คือการเป็นแหล่งรวมรีวิวร้านอาหารจากผู้ใช้งานจริง แต่ประเด็นก็คือนี่ไม่ใช่ไอเดียใหม่ เพราะมีธุรกิจหลายเจ้าที่เริ่มทำแพลตฟอร์มรีวิวร้านอาหารมาก่อนแล้วในหลายประเทศ เช่น Yelp ของสหรัฐฯ และ Tripadvisor ซึ่งมีผู้ใช้งานทั่วโลก "ไอเดียนี้เกิดขึ้นในหลายที่ทั่วโลก เขามีกันหมดแล้ว คนที่ทำเหมือนเราก็มีเยอะพอสมควร มีหลายเจ้าเข้ามาในเมืองไทยด้วย ดังนั้นเท่ากับว่า ณ ตอนนั้นเราไม่ได้แข่งกันที่ไอเดียแล้ว ผมมองว่าเราแข่งกันที่ Execution คือการลงมือทำมากกว่า 

โปรดักต์คือสิ่งสำคัญที่สุด เราใช้กูเกิลเพราะว่ามันเป็นเครื่องมือค้นหาที่ดีที่สุด เราใช้เพราะว่ามันดี มันมีประโยชน์ ไม่ได้ใช้เพราะกูเกิลโฆษณาหรือทำการตลาด ดังนั้นถ้าถามว่ามีอะไรที่เป็นเคล็ดลับความสำเร็จ มันไม่ได้มีสูตรสำเร็จอะไรหรอก เราแค่ต้องพยายามสร้างสินค้าที่ดี ที่ลูกค้าใช้งานแล้วมีประโยชน์

วงในเรามีผู้ร่วมก่อตั้ง 4 คน ทุกคนจบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์มาเหมือนกันหมดเลย แต่ตอนเริ่มทำวงในมีแค่ผมคนเดียวที่ดูแลงานด้านธุรกิจ ไฟแนนซ์ การตลาด และเรื่องคน ส่วนอีก 3 คนที่เหลือจะโฟกัสที่การพัฒนาโปรดักต์อย่างเดียวเลย คือทำเว็บและแอพพลิเคชันยังไงให้ใช้งานได้ดี ทั้งเรื่องฐานข้อมูล ความเร็ว ความเสถียร อัลกอริธึม เราต้องทำให้แน่ใจว่าโปรดักต์ของเราดีกว่าคู่แข่ง แล้วที่เหลือมันจะง่ายเอง เพราะถ้าของคุณไม่ดี ทำการตลาดเท่าไหร่มันก็ไม่มีคนใช้หรอก"

II. ให้เวลาและอย่ายอมแพ้ 
"กว่าจะได้ทั้งหมดนี้มามันใช้เวลามากพอสมควร สองสามปีแรกเราไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย ผู้ใช้งานและข้อมูลค่อนข้างน้อย เว็บไซต์แอพพลิเคชันก็ใช้งานไม่ค่อยดี ต้องใช้เวลาหลายปีในการสร้างเว็บที่ดี รวบรวมข้อมูล และดึงผู้ใช้งานเข้ามา

ปีแรกๆ สำคัญที่สุด เราใช้เวลาและโฟกัส 80% ไปที่โปรดักต์ทั้งหมด เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะดีที่สุดในตลาด พนักงานที่จ้างเข้ามาในช่วงแรกส่วนใหญ่ก็จะเป็นวิศวกร ปีแรกๆ เราไม่มีเซลส์เลยด้วยซ้ำ เราค่อนข้างโฟกัสมากๆ ผู้ร่วมก่อตั้งทั้งสี่คนทำงานฟูลไทม์ที่นี่ทุกคน ถ้าตอนนั้นผมทำหลายธุรกิจก็อาจจะไม่โฟกัสพอและอาจจะถูกคนอื่นแซงได้ ดังนั้นทีมต้องมีความอึด (Resiliency) มุ่งมั่นและมีวินัย (Grit) ทำต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน"

มากไปกว่านั้นคือด้วยรูปแบบธุรกิจที่ต้องสร้างแพลตฟอร์มให้ติดตลาด วงในจึงยอมขาดทุนติดต่อกันนานหลายปี จนในที่สุดธุรกิจเริ่มมีกำไรครั้งแรกในปี 2017 

III. ยืนหนึ่งด้วย Network Effect 
"ผมเชื่อว่า การที่ความได้เปรียบของธุรกิจจะยั่งยืนได้ในระยะยาวและไม่ถูกล้มง่ายๆ มันต้องเป็นอะไรที่มีความเป็น Network Effect หรือ Snowball Effect คือยิ่งมีคนใช้งานมาก มาอัพโหลดรูปภาพเยอะ ก็จะยิ่งดึงผู้ใช้งานใหม่ๆ เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ"

Network Effect นี้ทำให้วงในสามารถสร้างสภาวะผูกขาดตลาดที่ทำให้คู่แข่งใหม่รุกเข้ามาไม่ได้ง่ายๆ เพราะต้องใช้เวลาสร้างข้อมูลและดึงคนเข้ามาใช้บริการ ซึ่งในระหว่างที่รอให้มีข้อมูลรีวิวหรือรูปภาพในระบบมากขึ้น วงในอาจจะมีข้อมูลเพิ่มขึ้นไปอีกเป็นสองหรือสามเท่าของปัจจุบันแล้ว และก็จะยิ่งแซงห่างจากคู่แข่งมากขึ้นไปอีก

"ถ้าคุณบอกว่าข้อได้เปรียบของคุณคือสายสัมพันธ์กับรัฐบาล ข้อได้เปรียบนี้ถูกทำลายได้ง่ายมาก เพราะแค่เปลี่ยนรัฐบาลก็จบแล้ว หรือถ้าบอกว่าข้อได้เปรียบของคุณคือทีมงาน ถ้าทีมนี้ย้ายไป ข้อได้เปรียบก็หายไปด้วย แต่ข้อได้เปรียบที่เป็น Network Effect เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว มันจะยิ่งใหญ่ขึ้น และดีขึ้นเรื่อยๆ” 

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจที่มาก่อนจะมีชัยในศึกการค้าเสมอไป เพราะคุณยอดย้ำว่ามีตัวอย่างธุรกิจมากมายที่เข้ามาทีหลังแต่เอาชนะธุรกิจเดิมได้ด้วยโปรดักต์ที่ดีกว่า เฟซบุ๊กเองก็เป็นหนึ่งในธุรกิจที่มาทีหลัง แต่ก็แซง My Space ได้สำเร็จ

ทำงานแบบไหนสไตล์วงใน
ในวันนี้ที่วงในมีพนักงานมากกว่า 200 คนใน 9 จังหวัดทั่วประเทศ ในฐานะผู้บริหารคุณยอดจึงมองว่าการสร้างวัฒนธรรมการทำงานและทัศนคติของทีมงานให้เป็นไปในทางเดียวกันจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยหลักคุณค่า (Core Value) ประจำใจที่ชาววงในยึดถือมีทั้งหมด 4 ข้อ ได้แก่

Impact
วงในอยากให้ทุกคนสร้างอิมแพ็คในที่ทำงาน ทุกคนต้องรู้ว่าตัวเองทำงานไปเพื่ออะไร และวัดผลอย่างไร (Result-oriented)

Passion
เพราะเมื่อสนุกและอินกับสิ่งที่ทำ ย่อมอยากจะพัฒนางานและความสามารถของตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ วงในจึงให้น้ำหนักกับความสนุกมากพอสมควร

Speed
“ล้มให้เร็ว ลุกให้เร็ว” ดูจะเป็นหนึ่งในคุณค่าที่สตาร์ตอัพให้ความสำคัญมาเป็นอันดับต้นๆ แต่ยังมีอีกหนึ่งเหตุผลที่พวกเขาต้องก้าวให้เร็วอย่างเลี่ยงไม่ได้

“ตอนนี้วงในไม่ได้มีคู่แข่งตรงๆ ที่เป็น Food App อีกแล้ว แต่คู่แข่งของเรากลายเป็น Google Maps, Facebook, Instagram ที่คนใช้หาข้อมูลร้านอาหาร ทุกเจ้าดึงเวลาจากกลุ่มเป้าหมายไปเหมือนกัน พูดง่ายๆ คือไม่ต้องใช้วงในคนก็เสิร์ชข้อมูลจากที่อื่นได้ และที่เอ่ยชื่อมาทั้งหมดไม่มีใครเล็กกว่าเราเลย ทุกเจ้ามีเงินทุนมากกว่า มีทีมงานหัวกะทิมากกว่า ดังนั้นวิธีเดียวที่เราจะสู้ได้ก็คือความเร็ว ไม่ต้องสมบูรณ์แบบก็ได้ แต่ต้องเร็วไว้ก่อน ตัดสินใจให้เร็ว วัดผลให้เร็ว ปรับปรุงให้เร็ว”

Flexible
ที่นี่มีวัฒนธรรมการทำงานแบบสตาร์ตอัพ คือไม่ยึดติดกับเวลาทำงานหรือการแต่งตัว แต่ในขณะเดียวกันก็คาดหวังให้ทุกคนไม่ยึดติดกับงานด้วย เพราะในวิถีสตาร์ตอัพที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงบ่อยนั้น โอกาสที่ทีมงานต้องทำงานอื่นที่ไม่ได้ตกลงกันไว้แต่ต้นถือเป็นเรื่องปกติ 

“เช่นเวลาที่ต้องทำงานกับพาร์ทเนอร์มักจะต้องมีการโยนงานกันไปมา ผมพยายามบอกทีมเสมอว่า ถ้าเราทำได้ก็ทำไปก่อน มันคือความดีสะสมที่เราสร้างไว้ เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อถึงเวลามันก็จะบาลานซ์เอง เมื่อพาร์ทเนอร์รู้สึกว่าเราทำมากกว่าที่เขาทำ เราก็จะได้รับความสัมพันธ์ที่ดีจากเขาและทำงานด้วยกันได้ราบรื่น”

และทั้งหมดนี้ก็คือ ‘ความดีสะสม’ ที่ทำให้ในวันนี้ Wongnai ก้าวขึ้นเป็นสตาร์ตอัพไทยที่กุมข้อได้เปรียบทางธุรกิจที่คู่แข่งไม่อาจตามทันได้ง่ายๆ เพราะไม่เพียงหยั่งรากลึกอย่างมั่นคงในสายอาหารที่คุ้นเคยและเชี่ยวชาญ แต่ยังแผ่กิ่งก้านมาสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องได้อย่างน่าจับตา

เรื่อง : ณัฏฐนิช ตัณมานะศิริ | ภาพ : ภีร์รา ดิษฐากรณ์