[For English, please scroll down.]

9 ปีแล้วที่ Wongnai อยู่คู่กับไลฟ์สไตล์ช่างกินของคนไทย จากวันแรกที่เป็นแค่แอพรีวิวร้านเด็ด วันนี้ 'วงใน' ไม่ใช่แค่สิ่งที่ทำให้เราอิ่มท้องอีกต่อไป แต่ยังช่วยวางแผนเที่ยวทั้งทริป หรือทำธุรกิจร้านอาหารได้แบบครบวงจรตั้งแต่รับออเดอร์ ส่งของ ทำการตลาด ไปจนถึงกู้เงิน

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ Wongnai เติบโตอย่างแข็งแกร่งและกำลังเป็นต่อในสมรภูมินี้ คุณยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท วงใน มีเดีย จำกัด จะมาเล่าให้เราฟัง

จากแอพรีวิวอาหาร สู่ผู้ช่วยร้านและไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์มครอบจักรวาล
หากจะให้นิยามรูปแบบธุรกิจหลักของวงใน ณ วันแรก เราอาจอธิบายได้ว่านี่คือเทคสตาร์ตอัพ (Tech Startup) ที่มีโครงสร้างธุรกิจเหมือนสื่อที่มีเว็บและแอพพลิเคชั่นเป็นของตัวเอง และมีรายได้หลักมาจากการโฆษณา 

หลายปีผ่านไป เมื่อแพลตฟอร์มรีวิวร้านอาหารของพวกเขาแข็งแรงและเป็นที่จดจำ วงในจึงเริ่มขยายธุรกิจในเชิงกว้าง (Horizontal) เข้าสู่อุตสาหกรรมด้านความงามด้วย 'Wongnai Beauty' รวมรีวิวร้านเสริมความงามและสปา ก่อนจะเปิดตัวฟีเจอร์ 'Travel' เพื่อรองรับการรีวิวโรงแรม ที่พัก และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ทั่วประเทศ รวมเป็นอาณาจักรแพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์ที่เป็นตัวช่วยให้ผู้บริโภคสามารถวางแผนเที่ยวได้ทั้งทริปจบครบในแอพเดียว

นอกจากนี้ ยังกระโดดจากโลกออนไลน์มาเป็นผู้จัดฟู้ดอีเวนต์ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ รวมร้านยอดฮิตของผู้บริโภคให้ได้อิ่มอร่อยในงานเดียว พร้อมมอบรางวัล Wongnai Users’ Choice ให้แก่ร้านค้าจากการจัดอันดับเรตติ้งด้วยรีวิวในระบบ “ณ ตอนนี้เราก็ยังคิดว่าหมวดอาหารเป็นกระดูกสันหลัง คือประมาณ 70% ของธุรกิจ ถึงแม้ว่าเราจะมีคอนเทนต์ประเภทอื่นๆ บ้าง แต่เพราะว่าคนเราต้องกินทุกวันหมวดอาหารจึงมีความถี่สูงที่สุดและกลุ่มเป้าหมายกว้างที่สุด” คุณยอดอธิบาย

ในขณะเดียวกัน วงในยังต่อยอดความเชี่ยวชาญในเชิงลึก (Vertical) จากเดิมที่เน้นให้บริการแค่ผู้บริโภค ก็ขยับมาสร้างโซลูชันใหม่ๆ ให้ผู้ประกอบการร้านค้าแบบครบวงจร โดยจับมือกับ FoodStory พัฒนา 'Wongnai POS' ที่ไม่ใช่แค่ระบบการจัดการร้านอาหารสำหรับการรับออเดอร์หรือบริหารสต็อกเท่านั้น แต่เจ้าของร้านยังสามารถอัพเดตข้อมูลโปรโมชันและเมนูล่าสุดในระบบของวงในได้เอง ทั้งยังเชื่อมต่อกับบริการเดลิเวอรีของ LINE MAN เทคโนโลยีการชำระเงินของ SCB และล่าสุดยังได้เปิดตัวบริการสินเชื่อ 'แม่มณีศรีออนไลน์' จาก SCB Abacus ซึ่งผู้ประกอบการสามารถยื่นขอสินเชื่อบนเว็บไซต์และทราบผลพิจารณาทันทีโดยไม่ต้องส่งเอกสารเพิ่มอีกด้วย

ด้านคอนเทนต์ วงในก็ได้ประกาศดีลใหญ่แห่งวงการสื่อเมื่อปลายปี 2017 ผนึกกำลังสื่อออนไลน์สายไอทีที่ดำเนินธุรกิจมานานกว่าสิบปีอย่าง Blognone และสื่อน้องใหม่ไฟแรงอย่าง Brand Inside เข้ามาเป็นบริษัทลูกเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการทำคอนเทนต์ให้มีความหลากหลาย ในขณะเดียวกันก็ทำให้สื่อทั้งสองแบรนด์เติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดดหลังจากเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของวงในเพียงปีกว่า 

ทั้งหมดนี้จึงดูเหมือนว่าแผนการเข้าสู่ตลาดหุ้นในเร็วๆ นี้ของวงในน่าจะไปได้สวย

กว่าจะเป็นต่อ ต้องมีอะไรบ้าง
จุดแข็งที่โดดเด่นที่สุดของวงในที่ยากจะมีใครตีตื้นขึ้นมาได้ก็คือ 'ข้อมูล' ที่ผ่านมามีผู้ใช้งานเข้ามาเขียนรีวิวร้านอาหารและอัพโหลดรูปภาพจำนวนมาก จนปัจจุบันวงในมีข้อมูลร้านอาหารในระบบถึง 300,000 ร้านทั่วประเทศ รีวิวร้านอาหารนับล้านรีวิว และรูปภาพนับ 10 ล้านรูป UGC (User-generated Content) จำนวนมหาศาลเหล่านี้เองที่ทำให้ข้อมูลร้านอาหารบนวงในมีคุณภาพและน่าเชื่อถือ ซึ่งก็ยิ่งดึงดูดให้ผู้บริโภคเข้ามาค้นหารีวิวในแพลตฟอร์มมากขึ้นและสม่ำเสมอ

แต่คำถามสำคัญก็คือ ก่อนที่วงในจะมีวันนี้ พวกเขาต้องฝ่าฟันอะไรมาบ้าง และอะไรคือปัจจัยที่ผลักดันให้พวกเขามีผู้ใช้งานที่เหนียวแน่นขนาดนี้ นี่คือสิ่งที่คุณยอดบอกกับเรา

I. โปรดักต์ต้องมาก่อน
เป้าหมายในวันแรกของวงใน คือการเป็นแหล่งรวมรีวิวร้านอาหารจากผู้ใช้งานจริง แต่ประเด็นก็คือนี่ไม่ใช่ไอเดียใหม่ เพราะมีธุรกิจหลายเจ้าที่เริ่มทำแพลตฟอร์มรีวิวร้านอาหารมาก่อนแล้วในหลายประเทศ เช่น Yelp ของสหรัฐฯ และ Tripadvisor ซึ่งมีผู้ใช้งานทั่วโลก "ไอเดียนี้เกิดขึ้นในหลายที่ทั่วโลก เขามีกันหมดแล้ว คนที่ทำเหมือนเราก็มีเยอะพอสมควร มีหลายเจ้าเข้ามาในเมืองไทยด้วย ดังนั้นเท่ากับว่า ณ ตอนนั้นเราไม่ได้แข่งกันที่ไอเดียแล้ว ผมมองว่าเราแข่งกันที่ Execution คือการลงมือทำมากกว่า 

โปรดักต์คือสิ่งสำคัญที่สุด เราใช้กูเกิลเพราะว่ามันเป็นเครื่องมือค้นหาที่ดีที่สุด เราใช้เพราะว่ามันดี มันมีประโยชน์ ไม่ได้ใช้เพราะกูเกิลโฆษณาหรือทำการตลาด ดังนั้นถ้าถามว่ามีอะไรที่เป็นเคล็ดลับความสำเร็จ มันไม่ได้มีสูตรสำเร็จอะไรหรอก เราแค่ต้องพยายามสร้างสินค้าที่ดี ที่ลูกค้าใช้งานแล้วมีประโยชน์

วงในเรามีผู้ร่วมก่อตั้ง 4 คน ทุกคนจบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์มาเหมือนกันหมดเลย แต่ตอนเริ่มทำวงในมีแค่ผมคนเดียวที่ดูแลงานด้านธุรกิจ ไฟแนนซ์ การตลาด และเรื่องคน ส่วนอีก 3 คนที่เหลือจะโฟกัสที่การพัฒนาโปรดักต์อย่างเดียวเลย คือทำเว็บและแอพพลิเคชันยังไงให้ใช้งานได้ดี ทั้งเรื่องฐานข้อมูล ความเร็ว ความเสถียร อัลกอริธึม เราต้องทำให้แน่ใจว่าโปรดักต์ของเราดีกว่าคู่แข่ง แล้วที่เหลือมันจะง่ายเอง เพราะถ้าของคุณไม่ดี ทำการตลาดเท่าไหร่มันก็ไม่มีคนใช้หรอก"

II. ให้เวลาและอย่ายอมแพ้ 
"กว่าจะได้ทั้งหมดนี้มามันใช้เวลามากพอสมควร สองสามปีแรกเราไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย ผู้ใช้งานและข้อมูลค่อนข้างน้อย เว็บไซต์แอพพลิเคชันก็ใช้งานไม่ค่อยดี ต้องใช้เวลาหลายปีในการสร้างเว็บที่ดี รวบรวมข้อมูล และดึงผู้ใช้งานเข้ามา

ปีแรกๆ สำคัญที่สุด เราใช้เวลาและโฟกัส 80% ไปที่โปรดักต์ทั้งหมด เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะดีที่สุดในตลาด พนักงานที่จ้างเข้ามาในช่วงแรกส่วนใหญ่ก็จะเป็นวิศวกร ปีแรกๆ เราไม่มีเซลส์เลยด้วยซ้ำ เราค่อนข้างโฟกัสมากๆ ผู้ร่วมก่อตั้งทั้งสี่คนทำงานฟูลไทม์ที่นี่ทุกคน ถ้าตอนนั้นผมทำหลายธุรกิจก็อาจจะไม่โฟกัสพอและอาจจะถูกคนอื่นแซงได้ ดังนั้นทีมต้องมีความอึด (Resiliency) มุ่งมั่นและมีวินัย (Grit) ทำต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนาน"

มากไปกว่านั้นคือด้วยรูปแบบธุรกิจที่ต้องสร้างแพลตฟอร์มให้ติดตลาด วงในจึงยอมขาดทุนติดต่อกันนานหลายปี จนในที่สุดธุรกิจเริ่มมีกำไรครั้งแรกในปี 2017 

III. ยืนหนึ่งด้วย Network Effect 
"ผมเชื่อว่า การที่ความได้เปรียบของธุรกิจจะยั่งยืนได้ในระยะยาวและไม่ถูกล้มง่ายๆ มันต้องเป็นอะไรที่มีความเป็น Network Effect หรือ Snowball Effect คือยิ่งมีคนใช้งานมาก มาอัพโหลดรูปภาพเยอะ ก็จะยิ่งดึงผู้ใช้งานใหม่ๆ เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ"

Network Effect นี้ทำให้วงในสามารถสร้างสภาวะผูกขาดตลาดที่ทำให้คู่แข่งใหม่รุกเข้ามาไม่ได้ง่ายๆ เพราะต้องใช้เวลาสร้างข้อมูลและดึงคนเข้ามาใช้บริการ ซึ่งในระหว่างที่รอให้มีข้อมูลรีวิวหรือรูปภาพในระบบมากขึ้น วงในอาจจะมีข้อมูลเพิ่มขึ้นไปอีกเป็นสองหรือสามเท่าของปัจจุบันแล้ว และก็จะยิ่งแซงห่างจากคู่แข่งมากขึ้นไปอีก

"ถ้าคุณบอกว่าข้อได้เปรียบของคุณคือสายสัมพันธ์กับรัฐบาล ข้อได้เปรียบนี้ถูกทำลายได้ง่ายมาก เพราะแค่เปลี่ยนรัฐบาลก็จบแล้ว หรือถ้าบอกว่าข้อได้เปรียบของคุณคือทีมงาน ถ้าทีมนี้ย้ายไป ข้อได้เปรียบก็หายไปด้วย แต่ข้อได้เปรียบที่เป็น Network Effect เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว มันจะยิ่งใหญ่ขึ้น และดีขึ้นเรื่อยๆ” 

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจที่มาก่อนจะมีชัยในศึกการค้าเสมอไป เพราะคุณยอดย้ำว่ามีตัวอย่างธุรกิจมากมายที่เข้ามาทีหลังแต่เอาชนะธุรกิจเดิมได้ด้วยโปรดักต์ที่ดีกว่า เฟซบุ๊กเองก็เป็นหนึ่งในธุรกิจที่มาทีหลัง แต่ก็แซง My Space ได้สำเร็จ

ทำงานแบบไหนสไตล์วงใน
ในวันนี้ที่วงในมีพนักงานมากกว่า 200 คนใน 9 จังหวัดทั่วประเทศ ในฐานะผู้บริหารคุณยอดจึงมองว่าการสร้างวัฒนธรรมการทำงานและทัศนคติของทีมงานให้เป็นไปในทางเดียวกันจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยหลักคุณค่า (Core Value) ประจำใจที่ชาววงในยึดถือมีทั้งหมด 4 ข้อ ได้แก่

Impact
วงในอยากให้ทุกคนสร้างอิมแพ็คในที่ทำงาน ทุกคนต้องรู้ว่าตัวเองทำงานไปเพื่ออะไร และวัดผลอย่างไร (Result-oriented)

Passion
เพราะเมื่อสนุกและอินกับสิ่งที่ทำ ย่อมอยากจะพัฒนางานและความสามารถของตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ วงในจึงให้น้ำหนักกับความสนุกมากพอสมควร

Speed
“ล้มให้เร็ว ลุกให้เร็ว” ดูจะเป็นหนึ่งในคุณค่าที่สตาร์ตอัพให้ความสำคัญมาเป็นอันดับต้นๆ แต่ยังมีอีกหนึ่งเหตุผลที่พวกเขาต้องก้าวให้เร็วอย่างเลี่ยงไม่ได้

“ตอนนี้วงในไม่ได้มีคู่แข่งตรงๆ ที่เป็น Food App อีกแล้ว แต่คู่แข่งของเรากลายเป็น Google Maps, Facebook, Instagram ที่คนใช้หาข้อมูลร้านอาหาร ทุกเจ้าดึงเวลาจากกลุ่มเป้าหมายไปเหมือนกัน พูดง่ายๆ คือไม่ต้องใช้วงในคนก็เสิร์ชข้อมูลจากที่อื่นได้ และที่เอ่ยชื่อมาทั้งหมดไม่มีใครเล็กกว่าเราเลย ทุกเจ้ามีเงินทุนมากกว่า มีทีมงานหัวกะทิมากกว่า ดังนั้นวิธีเดียวที่เราจะสู้ได้ก็คือความเร็ว ไม่ต้องสมบูรณ์แบบก็ได้ แต่ต้องเร็วไว้ก่อน ตัดสินใจให้เร็ว วัดผลให้เร็ว ปรับปรุงให้เร็ว”

Flexible
ที่นี่มีวัฒนธรรมการทำงานแบบสตาร์ตอัพ คือไม่ยึดติดกับเวลาทำงานหรือการแต่งตัว แต่ในขณะเดียวกันก็คาดหวังให้ทุกคนไม่ยึดติดกับงานด้วย เพราะในวิถีสตาร์ตอัพที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงบ่อยนั้น โอกาสที่ทีมงานต้องทำงานอื่นที่ไม่ได้ตกลงกันไว้แต่ต้นถือเป็นเรื่องปกติ 

“เช่นเวลาที่ต้องทำงานกับพาร์ทเนอร์มักจะต้องมีการโยนงานกันไปมา ผมพยายามบอกทีมเสมอว่า ถ้าเราทำได้ก็ทำไปก่อน มันคือความดีสะสมที่เราสร้างไว้ เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อถึงเวลามันก็จะบาลานซ์เอง เมื่อพาร์ทเนอร์รู้สึกว่าเราทำมากกว่าที่เขาทำ เราก็จะได้รับความสัมพันธ์ที่ดีจากเขาและทำงานด้วยกันได้ราบรื่น”

 

และทั้งหมดนี้ก็คือ ‘ความดีสะสม’ ที่ทำให้ในวันนี้ Wongnai ก้าวขึ้นเป็นสตาร์ตอัพไทยที่กุมข้อได้เปรียบทางธุรกิจที่คู่แข่งไม่อาจตามทันได้ง่ายๆ เพราะไม่เพียงหยั่งรากลึกอย่างมั่นคงในสายอาหารที่คุ้นเคยและเชี่ยวชาญ แต่ยังแผ่กิ่งก้านมาสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องได้อย่างน่าจับตา

 
 

เรื่อง : ณัฏฐนิช ตัณมานะศิริ | ภาพ : ภีร์รา ดิษฐากรณ์


How Wongnai Gets Leverage

Wongnai has served as a companion to Thai people’s gastronomic lifestyle for 9 years. From its beginning as a restaurant review app, “Wongnai” today no longer fills only our stomach, but also helps us plan a trip or run a full-service restaurant: from taking orders, delivering and marketing to taking out a loan. 
What makes Wongnai grow in strength and gain leverage in the market? Khun Yod Chinsupakul, CEO and Co-Founder of Wongnai Media Co., Ltd., will tell us all about it.

From food review app to restaurant assistant and do-it-all lifestyle platform

To define the original business concept of Wongnai, we might say that it was a tech startup with a business structure similar to a media with its own website and application whose major source of income came from advertising.

Over the years, when its restaurant review platform had gained traction, Wongnai started to expand horizontally into the beauty industry with "Wongnai Beauty" to compile reviews of beauty shops and spas. “Travel” feature soon followed to house reviews of hotels, accommodations and tourist attractions across Thailand. And that was how it becomes a lifestyle platform that helps consumers plan their trips all in one application.

Furthermore, Wongnai has also jumped out of the online world to organise food events in many provinces across country. It brings together several popular restaurants in one venue and gives Wongnai Users’ Choice awards to those which get top ratings as calculated from user reviews. “At this point, we still think that food is the heart of our business, which is around 70%. Even though we have other types of content, but since people have to eat every day, food therefore has the highest frequency and widest target group,” Khun Yod explained.

At the same time, Wongnai has also built on its expertise vertically. From its original focus on consumers only, the company now also offers new, full-service solutions for entrepreneurs. It has partnered with FoodStory to develop “Wongnai POS”, a restaurant management system that not only handles order or stocks, but also allows the restaurant owners to update promotional information and latest menu in Wongnai’s system by themselves. In addition, Wongnai POS directly connects with LINE MAN’s delivery service and SCB’s payment technology. Most recently, the company has launched the “Mai Maneesri Online” loan service by SCB Abacus where entrepreneurs can apply for a loan online and find out the result without submitting paperwork.

Content-wise, Wongnai announced a major deal in the media business in late 2017. The company had acquired the IT online media veteran Blognone and the upcoming Brand Inside as subsidiaries to strengthen and diversify its content. Meanwhile, it has boosted the growth of both brands after joining Wongnai for just over one year.

With such successes, Wongnai’s plan to enter the stock market seems to go well.

What does it take to get leverage?
Wongnai’s strongest advantage that is hard to compete is “information”. Over the years, a large number of users have written restaurant reviews as well as uploaded their food photos which amount into information of approximately 300,000 restaurants across the country, one million restaurant reviews and 10 million photos in Wongnai’s system. This User-generated Content (UGC) lends quality and trustability to restaurant information on Wongnai which in turn attracts more consumers to regularly search for review on its platform.

But the important question is, before reaching this point, what must Wongnai have gone through and what are the factors that enable it to have such loyal users? Here is what Khun Yod told us:

I. Products must come first

On day one, Wongnai’s target was to house restaurant reviews from real users. But the point is, it wasn’t a new idea. There already were many restaurant review platforms in other countries such as Yelp in the US and Tripadvisor which attracted users worldwide. “This idea has happened in many places around the world. They already have it. There are many who do the same business as us, some had entered the Thai market. That meant, at that time, we competed not on idea, but on execution.”

Product is the key. We use Google because it’s the best search engine. We use it because it’s good and useful, not because of its advertisements or marketing. So if you ask me what the secret to success is, there’s no ready-made recipe. We simply have to create good products that are practical and useful to our users.

Wongnai has 4 co-founders. Every one of us graduated in Computer Engineering. At the beginning, there was only me who handled business, finance, marketing and personnel. The other three would solely focus on product development; how to design a useful website and application from database, speed and stability to algorhythm. We must ensure that our products are better than our competitors’ and the rest will be easy. If your product doesn’t work, marketing alone won’t make people use it.”

II. Give it time and don’t give up

“It takes quite a long time before we reach this point. The first few years we didn’t succeed at all. There were few users and information. The website and application didn’t work so well. It took many years to develop a good website, gather information and attract users.”

The first years are the most important. We spent 80% of time and focus on the product to ensure that we were the best in the market. Most of the people we hired at the beginning were engineers; we didn’t even have a salesperson back then. We were very focused. All four founders worked here full time. If I were to run other businesses at that time, I might not have enough focus and the competitors might have overtaken us. So the team must have resiliency and grit to keep carrying on for a long time.”

Moreover, with a business format that required it to build a popular platform, Wongnai was willing to operate at a loss for many consecutive years. It wasn’t until 2017 that the company finally made profit for the first time.

III. Stay at the top with Network Effect

“I believe that for a business advantage to be sustainable in the long run and difficult to beat, it must be something that benefits from Network Effect or Snowball. The more the users, the more photos uploaded, the more new users attracted.”

This network effect allows Wongnai to develop a monopoly environment which prevents new competitors to easily enter the market because it takes time to build up information and draw users. While they are waiting to have more reviews or photos in their systems, Wongnai might have twice or triple what it currently has and gain more distance in the lead.

“If you say your advantage is government connection. This advantage can be easily destroyed once the government changes. Or if your advantage is your team, once this team moves on, it’s gone. But with network effect, once it happens, it will keep growing bigger and better.”

However, that does not mean the business that comes first will always win the war. Khun Yod added that there were many latecomers who defeated their predecessors with better products. Facebook overtaking MySpace was one of the examples.

What is Wongnai’s working style?

Today, Wongnai has over 200 employees in 9 provinces around the country. As an executive, Khun Yod thinks that it’s important to build a working culture and team attitude in the same direction. At Wongnai, there are 4 core values:

Impact

Wongnai wants everyone to create impact at work. Everyone must know what they are working for and how their performance is measured. (Result-oriented)

Passion

When we have fun and passion in what we do, we want to keep developing our work and abilities further. Wongnai therefore puts a considerable emphasis on having fun.

Speed

“Fall quick and get up quick” is one of the values prioritized by startups. However, there is another reason they must move quickly.

“Wongnai no longer faces direct competition from food apps, but our competitors are Google Maps, Facebook and Instagram which people use to search for restaurant information. All of them draw the time away from our target group just the same. Simply put, people can search for information without using Wongnai. And none of the abovementioned is smaller than us. They all have bigger capital and talented team. So the only way we can fight is with speed. No need to be perfect, just be quick. Decide quickly, measure the result quickly and adjust quickly.”

Flexible

Wongnai’s working culture is that of startups’, i.e. flexible working hours and attire. At the same time, employees are expected to be flexible with their work. As it’s the nature of startups that everything frequently changes, it is normal for the team to work beyond their job description. 

“For example, when we work with our partners, there tends to be a dispute over responsibility. I always try to tell my team that if we can do it, just do it. It is the merit that we accumulate because, when it’s time, things will balance itself out in the end. When our partners feel that we do more than them, we will develop good relationship and can work together smoothly.”

And those are the “accumulated merits” that give Wongnai the kind of leverage that prevents its competitors to easily catch up. Not only has it taken firm roots in the food sector, Wongnai has now branched out into related businesses, as well.

Story: Nattanit Tanmanasiri | Image: Pira Ditthakorn