MUMANa เป็นคำในภาษาไทยมาจากคำว่า ‘มุมานะ' ที่หมายถึงความมุ่งมั่น อุตสาหะ เพียรพยายาม บากบั่น หรือตั้งใจอย่างเอาจริงเอาจัง ส่วนคำว่า Artisan นั้นก็หมายถึงช่างฝีมือผู้มีความชำนาญและความรู้ในศาสตร์นั้น ๆ เป็นอย่างดี เมื่อนำสองคำนี้มารวมกัน MUMANa  Artisan คงชวนให้เรานึกภาพของผู้ที่ก่อตั้งสตูดิโอนี้ขึ้นมาได้แบบไม่ยากนัก 

คุณต้ำ-ประยุทธ์ ศิริกุล เลือกใช้ชื่อ MUMANa Artisan ให้เป็นทั้งตัวแทนของตัวเอง ตัวแทนแบรนด์ ผลงาน สตูดิโอทำงาน และโรงเรียนสอนทำงานฝีมือที่มีความพิเศษอยู่ที่ผลงานอันละเอียดประณีตแบบหาตัวจับยาก ทั้งยังมีความตั้งใจที่จะส่งต่อความรู้และทักษะที่มีเพื่อผู้ที่สนใจต่อไป โดยนอกจากคอลเล็กชันต่าง ๆ ของแบรนด์ที่เคยนำงานปักมาผสมผสานให้เป็นงานเครื่องประดับ (Jewelry) เพื่อจัดแสดงนิทรรศการร่วมกับกลุ่มเพื่อน ๆ นักออกแบบซึ่งมีผู้สนใจขอซื้อผลงานไปแบบไม่เคยเหลือกลับแล้วนั้น ทีมช่างฝีมือของที่นี่ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของคอลเล็กชันทรงออกแบบ ภายใต้แบรนด์ "SIRIVANNAVARI" ของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ อีกด้วย 

ภายในพื้นที่ทาวน์โฮมสีขาวสะอาด 3 ชั้นขนาดกำลังดี บรรยากาศสบาย ย่านถนนกรุงเทพกรีฑาแห่งนี้ จึงทำหน้าที่เป็นทั้งสตูดิโอที่เพิ่งเปิดทำการมาได้ปีกว่า เป็นที่ทำงาน และโรงเรียนฝึกฝนช่างฝีมือรุ่นใหม่ที่มีความสนใจงานคราฟต์ประเภทงานปักโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นงานปักสำหรับจิลเวลรี อาร์ต งานปักสำหรับเสื้อผ้าโอต์ กูตูร์ ไปจนถึงการออกแบบแฟชั่นที่ส่งต่อทักษะอันงดงามและมีคุณค่าในตัวเองไปสู่ผู้ที่มีใจรักในความละเอียดละเมียดละไมของงานฝีมือ ซึ่งค่อนข้างเฉพาะทางและหายากขึ้นทุกที

ทยอยปักเส้นทางของ MUMANa Artisan 
จากพื้นฐานของสิ่งที่เรียน งานที่ทำ และความสนใจของคุณต้ำ ทุกอย่างหลอมรวมกันเป็นงานที่รัก ความรู้จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม วิชาเอกศิลปะการแสดง สาขาบัลเลต์ (รุ่นแรกของมหาวิทยาลัย) ทำให้คุณต้ำค่อยๆ ซึมซับองค์ประกอบต่างๆ ของการแสดง ที่นอกเหนือไปจากการเต้น "บัลเลต์สอนให้เราต้องเรียนกระบวนการคิด ได้ซึมซับเรื่องเวที ฉาก เพลง คอสตูม เมคอัพ ไปจนถึงการออกแบบตกแต่งเวที เรียกได้ว่าเรียนทุกอย่างที่เป็นการแสดงหรือ Performance ทั้งหมด เมื่อไปทำงาน ถึงจะเป็นงานปัก ก็ชวนให้คิดตามว่าหากงานปักเหล่านี้ไปอยู่บนร่างกายที่มีการเคลื่อนไหวจะเป็นอย่างไร” นั่นคือเบื้องหลังวิธีคิดและการผลิตชิ้นงานของมุมานะที่ไม่ได้เพียงสร้างสรรค์ชิ้นงานเพื่อความงาม แต่คือชิ้นงานที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของการเคลื่อนไหวของร่างกาย

จากพื้นฐานด้านศิลปะการแสดงและความชื่นชอบงานเบื้องหลัง ทำให้คุณต้ำก้าวเข้าสู่อาชีพครีเอทีฟ ไดเรคเตอร์ ที่บริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ พร้อมสั่งสมประสบการณ์เป็นเวลานานกว่าสิบปี แต่สิ่งหนึ่งที่เติบโตคู่ขนานไปกับหน้าที่การงานในวันนั้น ก็คือความชื่นชอบงานฝีมือที่เป็นหนทางที่ช่วยให้คุณต้ำพบกับความสุขในใจ “ตลอดระยะเวลาทั้งที่ทำงานที่แกรมมี่และบริษัทคอนเสิร์ตหลังจากนั้น คือเราพบว่าตัวเองมักจะพกเข็มกับด้ายและสะดึงไปนั่งทำงานปักกระจุกกระจิกที่ข้าง ๆ เวทีด้วยเสมอ” 

ความหลงใหลสู่ความกระตือรือร้นและการเรียนรู้สิ่งใหม่
การเปลี่ยนแปลงสำคัญที่นำมาสู่การเป็น ‘มุมานะ’ ในวันนี้ เกิดขึ้นจากการอ่านนิตยสารพลอยแกมเพชรฉบับหนึ่ง เวลานั้นคุณต้ำพลิกหน้านิตยสารแล้วไปเจอผลงานของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต จนเกิดแรงบันดาลใจนำมาสู่การเขียนจดหมายเข้าไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์อาจารย์เพื่อขอเรียนปักผ้า ซึ่งในตอนนั้นอาจารย์จักรพันธุ์ไม่ได้เปิดรับสอนคนทั่วไป แต่หลังจากหนึ่งเดือนผ่านไป คุณต้ำก็ได้รับจดหมายตอบกลับมาจากอาจารย์ และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นวิชางานปักแบบไทยของมุมานะนั่นเอง

นอกจากงานปักแบบไทยแล้ว คุณต้ำยังหมั่นเพิ่มเติมวิชาความรู้โดยไปศึกษาต่อเฉพาะทางงานปักชั้นสูงโดยใช้เข็มฝรั่งเศส (Luneville) ที่สถาบัน Lemmikko L’ARTISAN de la broderie d’art ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอาจารย์ที่นั่นได้รับการศึกษามาจากสถาบันงานปักชั้นสูงของฝรั่งเศสอย่าง Lesage และยังเป็นช่างที่ทำฉลองพระองค์ให้กับสมาชิกราชวงศ์ของญี่ปุ่น จึงนับได้ว่าอาจารย์ที่คุณต้ำได้เข้าไปศึกษาร่ำเรียน ล้วนได้ถ่ายทอดวิชาและศาสตร์งานปักชั้นสูงของสองวัฒนธรรมทั้งไทยและฝรั่งเศสก็ดูจะไม่ผิดนัก “งานปักของญี่ปุ่นมีความจริงจังสูงมาก งานที่ทำออกมาจะต้องมีความเรียบร้อยที่สุด ทั้งข้างหน้าข้างหลัง มีความแยบยลในการใช้วัสดุ มีความประณีตจริงจัง การที่เราได้ไปเรียนทำให้รู้สึกว่ามันคือการเรียนการสอนที่แท้จริงเพื่อสอนให้เราเป็นช่างฝีมือที่ดีและมีความรับผิดชอบ เพราะต่อให้เราจะเก่งแค่ไหน แต่ถ้ารับผิดชอบงานไม่จบ ก็สร้างความเสียหายได้มากพอสมควร เพราะฉะนั้นการเป็นช่างที่ดี ต้องมีความรับผิดชอบที่ดีด้วย”

MUMANa Artisan กับจังหวะที่ลงตัว
 จากความพร้อมแบบค่อยเป็นค่อยไปของ ‘มุมานะ’ เริ่มจากเป็นสตูดิโอทำงานส่วนตัว จนกระทั่งค่อยๆ บ่มเพาะความตั้งใจให้ที่นี่เป็นที่ที่ทุกคนนึกถึงถ้าอยากมาเรียนเรื่องงานปัก “การที่จะทำให้คนหนึ่งคนเป็นช่างฝีมือเพิ่มมากขึ้น ๆ นอกจากการสอนเรื่องเทคนิคงานปักแบบต่าง ๆ แล้ว เรายังคิดไปถึงการให้นักเรียนได้มีผลงานเป็นของตัวเอง จนถึงขั้นได้แสดงงานส่วนตัวเพื่อสร้างความมั่นใจและความกล้าให้กับนักเรียนมากขึ้น และทุกคนเป็นที่หนึ่งในทางที่ตัวเองชอบได้ ดังนั้นตอนนี้ที่นี่ก็เป็นเสมือนโรงเรียนสอนงานปักและในทุก ๆ ปีก็จะเปลี่ยนคอร์สให้ได้เรียนหลากหลายเทคนิค หลากหลายฟอร์ม ไปเรื่อยๆ ไม่ให้ซ้ำกัน” 

ปกติที่นี่จะอุทิศเวลาทำส่วนงานคอลเล็กชันทรงออกแบบ SIRIVANNAVARI ประมาณ 6 เดือน ซึ่งคุณต้ำเล่าถึงความประทับใจและความภาคภูมิใจที่ได้ทำงานนี้ไว้ว่า “เราได้เริ่มต้นตั้งแต่การทดลองเทคนิคการทำงานจากแรงบันดาลพระทัยของพระองค์หญิง จากนั้นจึงแตกย่อยเป็นไอเดียว่าจะนำเสนอออกมาเป็นอะไรได้บ้าง ใช้วัสดุอะไร ผลิตยังไง แล้วจึงเริ่มลงมือทำ วัสดุบางอย่างพอไปอยู่กับเสื้อผ้า หรืออยู่บนตัวแบบ มันอาจจะหนักมากเกินไปหรือบอบบางเกินไป ก็ต้องเปลี่ยน หรือบางอย่างซื้อมาแล้ว พอจะสั่งอีกทีไม่มีขาย เราก็ต้องแก้ปัญหา จบงานปัก เราก็ต้องเอาไปเข้าตัว ซึ่งก็ต้องเช็กอีกที พวกรอยต่อต้องถูกกลืนไปให้หมด ดังนั้นจึงเรียกได้ว่างานปักอยู่ในทุกกระบวนการตั้งแต่ตอนคิด วางไอเดีย ปัก เก็บบนตัว และแก้ไขงานจนเรียบร้อย” 

ส่วนครึ่งปีที่เหลือ คุณต้ำแบ่งเวลาไว้ทำงานส่วนตัว ทำงานสอน แล้วก็งานทดลอง “ตอนสอนผมก็ได้รู้ปัญหาว่าอันนี้เวิร์กไม่เวิร์กไปในตัว เพราะว่าผ่านคอลเล็กชันมา เราก็จะเหมือนโดนเทรนด์มาทุกปี ๆ เพื่อที่จะมาสอน แล้วก็ถูกเทรนด์ใหม่ ทุกวันผมจะพยายามยืนระยะให้มันนานที่สุด จะ ไม่เป็นเวิร์กช็อปตามกระแส ส่วนนักเรียนที่มา มาด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจมาก ๆ ก็มีเยอะ อย่างเช่นเวลาทำงานคอลเล็กชันจริง ๆ ผมก็จะรับนักศึกษาฝึกงาน แต่คนพวกนี้ไม่ใช่นักศึกษา แต่เป็นคนทำงานออฟฟิศ บางคนก็ชอบและมีความตั้งใจ ซึ่งถ้าเขาไปต่อได้ก็จะชวนมาทำงานด้วยกันเลย เพราะเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มุมานะเปิดโรงเรียนสอนงานปักก็คือการหาทีมทำงาน เพราะงานฝีมือแบบนี้ไม่สามารถทำคนเดียวได้และมันเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การส่งต่อ เพราะคนทำงานปักเข็มฝรั่งเศสในบ้านเรายังมีน้อย ถ้าส่งต่อได้ก็คงยิ่งมีประโยชน์” 

เพราะงานปักไม่ใช่เพียงประดับ แต่คือการสื่อสารตัวตน
คนทั่วไปอาจมองงานปักเป็นการประดับตกแต่ง หรือลูกเล่นที่เพิ่มเข้ามาให้เสื้อผ้ามีความสวยงาม แต่สำหรับมุมานะกลับมองว่า งานปักเมื่อนำมาอยู่บนเสื้อผ้า มันคือส่วนหนึ่งของร่างกายมนุษย์ที่ควรจะอยู่ให้สมดุล เป็นความกลมกลืน ความละมุน และการทำอย่างไรให้จังหวะมันพอดี ไม่เยอะเกินไป หรือไม่น้อยเกินไป ที่สำคัญคือต้องสามารถสื่อสารตัวตนที่คนเลือกมาไว้ประดับบนร่างกาย “การสื่อสารผ่านงานปักของแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน อย่าง ถ้าเป็นฝรั่ง ก็อาจจะเลือกใช้สีแยบยลและเทคนิคหวือหวาไปพร้อมกัน หรือถ้าเป็นญี่ปุ่น ก็จะนุ่ม ๆ มีความจริงจังสูง มีความเรียบร้อยที่สุด  ส่วนงานปักไทย มักจะถูกกำหนดด้วยลวดลายที่เฉพาะตัว เช่นลายไทย ทำให้ช่างนอกจากมีความชำนาญแล้ว ยังต้องมีความอดทนและประณีตสูง การปักไม่ว่าจะเป็นเทคนิคใด ควรผ่านการทดลองว่าสิ่งที่ทำนั้นดีที่สุดหรือไม่ หลังจาผ่านการทดลองแล้ว เราก็เข้าสู่กระบวนการทำให้ชำนาญ รู้จริง เพราะงานปักมันต้องเกิดการลองทุกครั้ง ไม่มีงานไหนที่ทำอย่างที่เคยทำแล้วจะออกมาเหมือนกันทุกครั้ง เพราะอย่างน้อยมันคืองานฝีมือ ดังนั้นเล็กๆ น้อยๆ ก็ต้องทดลอง”

ในโลกที่อะไรก็รวดเร็ว ทุกอย่างมีพร้อมสำเร็จเตรียมไว้ให้เราได้มาอย่างง่ายดาย ทักษะงานฝีมือแบบช้า ๆ ได้พร้าเล่มงามที่ MUMANa Artisan ยังคงเดินหน้าสานต่อไปอย่างต่อเนื่อง และมีกลุ่มคนที่หลงใหลในแบบเดียวกันให้ความสนใจและให้ความสำคัญ แสดงให้เห็นว่าความหมายของความประณีตบนความช้าว่ายังเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในโลกใบนี้อยู่เสมอ “มุมานะ ในมุมของผม มันคือการทำอะไรไปเรื่อยๆ โดยที่เราไม่ได้มองว่าจุดหมายปลายทางของมันอยู่ตรงไหน ชัยชนะหรือเส้นชัยมันอยู่ตรงไหน มันคือการเดินไปเรื่อย ๆ โดยทำสิ่งที่ตัวเองชอบโดยไม่ได้หวังอะไร ง่าย ๆ แค่นั้นเอง”

MUMANa Artisan : หมู่บ้าน Nirvana พระราม9 ถนนกรุงเทพกรีฑา แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ
ติดต่อ: facebook.com/MUMANaartisan

เรื่อง : ปิยะพร สวัสดิ์สิงห์ I ภาพ : ภีร์รา ดิษฐากรณ์