ป้ายรถเมล์ที่เต็มไปด้วยผู้โดยสารมากหน้าหลายตาต่างชะเง้อคอรอคอยรถเมล์สายที่ต้องการจะขึ้น สายไหนมาถี่หน่อยก็ถือว่าโชคดีไป แต่บางสายนานๆ มาครั้งหรือที่บางคนอาจเรียกว่า “ชาติหนึ่งมาที” ก็ทำเอาสาวกรถเมล์ต่างปวดหัวและอารมณ์เสียมานานนับหลายปี

ใครที่เคยใช้บริการขนส่งสาธารณะ มั่นใจว่าคงจะเคยประสบปัญหากันมาหลากหลายรูปแบบ ทั้งรถไม่จอดป้ายบ้าง รถหมดระยะ (แบบไม่บอกกล่าว) บ้าง รถขาดช่วงบ้าง หรือจู่ๆ ก็เปลี่ยนเส้นทางเดินรถกะทันหัน ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป เมื่อแฟนคลับรถเมล์ได้รู้จักกับ ViaBus แอพพลิเคชันนำทางและติดตามรถโดยสารสาธารณะประจำทางแบบเรียลไทม์ที่จะมาช่วยร่นเวลา คำนวณ และวางแผนชีวิตการเดินทางให้สะดวกมากขึ้น

ตกรถไม่ใช่เรื่องตลก จุดกำเนิดของเวียบัส
“ถ้ามองเรื่องขนส่งสาธารณะในประเทศไทย ต้องบอกว่าไทยเป็นประเทศที่มีการให้บริการขนส่งสาธารณะที่ค่อนข้างครอบคลุมและหลากหลาย บางทีอาจจะมากกว่าหลายๆ ประเทศด้วยซ้ำ มีประเทศไหนบ้างที่มีรถรับ-ส่งถึงในซอยอย่างบ้านเราที่มีทั้งรถสองแถว รถกระป๊อ ซึ่งพวกนี้เป็นสิ่งที่คนมองข้ามไปว่าเมืองไทยก็มีของดีอยู่ แต่ว่าขาดการรับรู้ ขาดการใช้งานเท่านั้นเอง” อินทัช มาศวงษ์ปกรณ์ ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารเวียบัสกล่าวในช่วงระหว่างสัมภาษณ์ ก่อนจะมาเป็นเวียบัส อินทัชเล่าถึงประสบการณ์ตกรถโดยสารภายในมหาวิทยาลัย ที่ทำให้ตารางชีวิตรวนไปหมด จึงทำให้เขาอยากจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยตนเอง

 

อินทัช มาศวงษ์ปกรณ์ อดีตนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ที่ผันตัวมาเป็นผู้ประกอบการภายในเวลาไม่ถึงปีหลังจากจบการศึกษาเล่าว่า “ช่วงปี 3 ได้มีการเริ่มทดสอบโครงการร่วมกับ ขสมก. CU Engineering Innovation Hub และ AIS ขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมทดสอบ 2,000 คน กับรถเมล์ 3 สายก่อนคือสาย 36 54 และ 204 โดยได้ผลตอบรับค่อนข้างดี จึงมีการพัฒนาต่อยอดและขยายผลต่อไป”

“ในการทดสอบรอบที่ 2 ได้เพิ่มจำนวนสายรถถึงหลักร้อยสาย มีคนเข้ามาทดลองและให้ฟีดแบ็กประมาณ 10,000 คน ตอนนั้นเรารู้สึกแล้วว่ามันตอบโจทย์ และเราแก้ปัญหาได้ค่อนข้างตรงจุด ด้วยความที่ได้ฟีดแบ็กโดยตรงจากผู้ใช้” หลังจากนั้นจึงมีแอพพลิเคชันเวียบัสเปิดให้ใช้งานอย่างเป็นทางการในมีนาคม 2561 โดยอินทัชย้ำอีกว่า “เราอยากเข้ามาแก้ปัญหาระบบขนส่งในประเทศไทยให้ดีไม่แพ้ต่างชาติ”

พัฒนาจากประสบการณ์ของผู้ใช้งานจริง
จุดแข็งอย่างหนึ่งของเวียบัสก็คือการได้รับข้อมูลความต้องการจากผู้ใช้บริการโดยตรง “ฟีเจอร์ต่างๆ ภายในแอพฯ เกิดจากผู้ใช้บริการเอง เพราะเขาจะบอกได้หมดว่าควรมีอะไร แบบไหน คือเราพยายามเปิดรับทั้งฟีดแบ็กจากทางผู้ใช้บริการที่เป็นผู้โดยสาร รวมทั้งผู้ให้บริการที่เป็นบริษัทขนส่งต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและใช้งานได้ง่ายมากที่สุด”

ทั้งนี้ข้อแนะนำจากผู้ให้บริการก็ถูกนำมาใช้เพื่อปรับปรุงการใช้งานด้วยเช่นกัน “ในเรื่องของเส้นทางการให้บริการ อย่างเช่น เส้นทางนี้เป็นยังไงบ้าง การให้บริการเป็นยังไง มีจุดจอดตรงไหนบ้าง อยากให้แสดงผลเป็นยังไง เหมาะกับผู้ใช้บริการไหม ตรงนี้เราพยายามจะเปลี่ยนให้ได้แบบเรียลไทม์ เพื่อที่ผู้ใช้บริการจะได้ทราบข้อมูลแบบทันท่วงที เช่น มีรถวิ่งรับ-ส่งงานเฉพาะกิจต่างๆ อย่างงานอุ่นไอรัก คลายความหนาว เราก็จะเพิ่มเส้นทางตรงนี้เข้าไปได้” 

ในจุดนี้เวียบัสจึงเป็นเหมือนตัวกลางที่รับข้อมูลจากผู้โดยสาร และเข้ามาช่วยผู้ประกอบการเดินรถทั้งหลายให้สามารถปรับการให้บริการให้สอดคล้องกับความต้องการได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

คลี่ปมอย่างแยบคาย
หากเวียบัสมองที่ผู้รับบริการเป็นหลักโดยไม่หันกลับมามองผู้ให้บริการแล้วนั้น ก็คงจะไม่เกิดผลอะไรที่สร้างความเปลี่ยนแปลง เพราะถ้าปัญหาที่ต้นเหตุยังไม่คลี่คลาย การแก้ไขที่ปลายเหตุไปก็เท่านั้น นั่นจึงเป็นจุดที่อินทัชได้เล็งเห็น “เราต้องการทำให้มันเกิดผลทั้งประเทศ ต้องการสร้างประโยชน์ให้แก่ทั้งทางผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ ซึ่งตอนนี้เราก็เน้นเข้ามาช่วยเหลือผู้ให้บริการก่อน อย่างการปล่อยรถ เดิมทีอาจจะปล่อยรถไปเรื่อยๆ เราก็เข้าไปช่วยให้เขารู้ว่าประสิทธิภาพการปล่อยรถหรือการเดินรถของเขาเป็นอย่างไร แล้วควรจะปรับปรุงไปในทิศทางไหน” รวมทั้งการใช้แอพฯ เวียบัสในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน จากเดิมที่ต้องรับโทรศัพท์หรือตอบคำถามเรื่องเส้นทางเดินรถ ว่ารถผ่านป้ายใด จุดใดบ้าง เพียงแนะนำให้ผู้โดยสารโหลดแอพเวียบัส ก็สามารถดูเส้นทาง ป้ายจุดจอดได้เอง เพิ่มความสะดวกและรวดเร็วกว่า เป็นการอำนวยความสะดวกด้านการให้บริการโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย

เชื่อมการขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ
“สิ่งที่อยากทำต่อไป คือเราอยากเปลี่ยนระบบขนส่งสาธารณะของทั้งประเทศ ให้คนทั่วไปรู้สึกอยากเดินทางด้วยรถขนส่งสาธารณะ” อินทัชบอกถึงวัตถุประสงค์อันแน่วแน่นี้ ลองคิดดูกันเล่นๆ ว่าหากระบบขนส่งสาธารณะถูกนำมาแปรรูปให้อยู่ในโหมดที่ง่าย สะดวก และปลอดภัย จะดีแค่ไหน แม้วันนี้จะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น แต่เวียบัสก็ตั้งเป้าจะขยายเครือข่ายการให้บริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศต่อไป “อย่างจากสนามบินเชียงใหม่ ภูเก็ต นครศรีธรรมราช เราก็เริ่มไปให้บริการแล้ว เพราะมีนักท่องเที่ยวเยอะ หรือจังหวัดที่กำลังพัฒนาไปเป็นสมาร์ทซิตี้ ตรงนี้ก็จะช่วยเรื่องส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยได้ ยกตัวอย่างเช่น รถซิตี้บัสที่เชียงใหม่ ที่เป็นของ RTC ก็เป็นการร่วมมือกับทางภาคเอกชนที่ต้องการพัฒนาระบบการขนส่งในเมืองให้ดีขึ้น จึงเข้ามาร่วมมือกันกับเวียบัส” 

และเพื่อให้การบริการนั้นทัดเทียมและรองรับการใช้งานของนักท่องเที่ยวได้ เวียบัสจึงไม่ลืมที่จะพัฒนาระบบการให้ข้อมูลเป็นหลากหลายภาษา เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาเที่ยวในบ้านเราอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย “ตอนนี้เวียบัสมีทั้งระบบภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพราะเราต้องการให้บริการทั้งคนในบ้านเราเอง และนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในบ้านเราด้วยเช่นกัน ซึ่งในอนาคตมองว่าต้องมีการทำเป็นภาษาจีนเพิ่มขึ้นด้วย”

เห็นอย่างนี้แล้ว แฟนๆ รถเมล์หรือขนส่งสาธารณะรูปแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรือ รถตู้ รถทัวร์ หรือแม้แต่รถสองแถว (ที่เวียบัสเริ่มมีเส้นทางการเดินรถให้ดูบ้างแล้ว) คงชื่นอกชื่นใจที่อย่างน้อยก็มีใครสักคนลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงการเดินทางให้ค่อยๆ ดีขึ้น ทั้งนี้การที่เวียบัสยังยืนอยู่ได้ก็ด้วยความเห็นและข้อแนะนำของผู้ใช้งานที่เป็นส่วนสำคัญ และการเปลี่ยนแปลงนี้อาจไม่ดำเนินต่อไปได้หากขาดความร่วมมือร่วมใจของผู้โดยสารและผู้ประกอบการ “ไม่เพียงแก้ปัญหาการรอคอยอย่างไร้ความหวังอย่างเดียว แต่มันยังทำให้คนวางแผนในการเดินทางได้ คำนวณเวลาได้ ทุกวันนี้บางทีก็มีคนส่งรูปก๋วยเตี๋ยวมาให้ดู บอกว่าเพราะรู้เวลาที่รถจะมาแน่ๆ ก็เลยมีเวลาได้ทานก๋วยเตี๋ยวก่อนสักชาม หรือแม้แต่คำขอบคุณจากพนักงานกะดึกที่บอกว่าไม่ต้องไปเสี่ยงกับการนั่งรอรถเมล์ที่ป้ายเปลี่ยวๆ ในยามดึกแล้ว เพราะเวียบัสทำให้ออกไปขึ้นรถได้ในเวลาที่แม่นยำขึ้น จากสถิติการใช้งาน ViaBus ช่วยให้ลดเวลาการรอคอยขนส่งสาธารณะไปแล้ว 1,170 ล้านนาที คิดเป็นมูลค่าเชิงเศรษฐกิจกว่า 750 ล้านบาท ซึ่งพอมองในมุมพวกนี้แล้ว ผมว่ามันสร้างประโยชน์ต่อสังคมได้มหาศาล เรียกว่ามากกว่าตอนแรกที่ทีมงานมองไว้แต่แรกด้วยซ้ำ” อินทัชสรุป

เรื่อง: วนบุษป์ ยุพเกษตร I ภาพ: ภีร์รา ดิษฐากรณ์