ในขณะที่สงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกายังอิรุงตุงนัง เรื่องในบ้านของจีนในปี 2018 กลับน่าสนใจไปอีกแบบ

เริ่มจากกระแสสั่งแบนฮิปฮอปในตอนต้นปี สู่การสั่งปรับซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งฐานเลี่ยงภาษีเป็นจำนวนเงินมหาศาล ก่อนจะมีดราม่าตะเกียบคีบพิซซ่าของแบรนด์ D&G และล่าสุดคือการสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ของแจ็ก หม่า

จะมองว่าต่างกรรมต่างวาระก็คงจะได้ จะมองโดยมีเส้นเรื่องเส้นหนึ่งก็ได้อีกเหมือนกัน

เริ่มจากกรณีของซูเปอร์สตาร์สาวอย่างฟ่าน ปิงปิง กันก่อน ท้าวความกันสักนิดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคม เมื่อมีพิธีกรรายหนึ่งนำสัญญาหยิน-หยาง (อันหนึ่งเป็นตัวเลขค่าจ้างจริง อันหนึ่งเป็นตัวเลขค่าจ้างไว้ยื่นสรรพากร) ของดาราสาว ออกมาแฉ กลายเป็นกระแสดังบนโลกออนไลน์ แม้จะไม่เอ่ยชื่อตรงๆ แต่ดูเหมือนทุกคนก็รู้ว่าใคร

©wikimedia.org

รัฐบาลจีนสั่งสอบสวนเรื่องนี้ทันที ดาราสาวหายหน้าไปหลายเดือน ล่วงจนเดือนกันยายนจึงมีการยืนยันว่า เธอถูกทางการควบคุมตัวจริงกรณีหลบเลี่ยงภาษี นั่นเป็นเวลาไม่นานก่อนที่สำนักข่าวซินหัวของจีนจะออกมาระบุว่า เธอถูกสั่งปรับเป็นเงินราว 4,200 ล้านบาท (ส่วนหนึ่งเป็นการชำระภาษีย้อนหลัง อีกมากกว่านั้นเป็นค่าปรับ) พร้อมหมายเหตุที่บอกว่า หากเธอจ่ายค่าปรับได้ภายในเวลากำหนด ก็อาจจะไม่ถูกตั้งข้อหาทางอาญา

ขณะที่ทุกคนลุ้นว่าเธอจะหาเงินมาจ่ายค่าปรับจำนวนมหาศาลนี้อย่างไร ก็ต้องตกใจพร้อมกันเมื่อเธอสามารถชำระค่าปรับก้อนใหญ่นี้ได้ในเวลาเพียงสองวัน ส่วนหนึ่งโดยการขายห้องชุดกว่า 40 ยูนิต และแฟนของเธอก็ได้ขายอสังหาริมทรัพย์สุดหรูของเขามาช่วยเธอเช่นกัน พร้อมกับที่เธอแถลงการณ์ขอโทษผ่านบัญชี Weibo (ทวิตเตอร์จีน) 

แน่นอนว่ามันคือการเชือดไก่ให้ลิงดู แต่มากไปกว่านั้น มันอาจเป็นสารที่ส่งให้คนในวงการบันเทิง (หรืออาจจะวงการอื่นๆ ของจีนด้วย) รู้ว่า ถ้า "อยู่เป็น" ก็คงอยู่ได้อย่างสบาย 

การที่ซูเปอร์สตาร์สาวชดใช้ค่าปรับได้อย่างง่ายดาย บอกให้รู้ว่าการเป็นดาราในประเทศจีนนั้นสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ระดับไหน

ส่วนคนที่ร้อนๆ หนาวๆ แน่นอนว่าเป็นคนในวงการบันเทิงอีกจำนวนมากที่ถูกหมายหัวว่าอาจจะเป็นรายต่อไป

©instagram/dolcegabbana

จึงไม่น่าแปลกใจนักเมื่อดราม่า "ตะเกียบคีบพิซซ่า" ของแบรนด์ D&G ปะทุขึ้น จะมีดาราจีนตบเท้ากันออกมาบอกว่าจะไม่มีวันร่วมงาน หรือสนับสนุนสินค้าของแบรนด์จากอิตาลีนี้อีก ราวกับเป็นการออกมาเช็กชื่อ

มันอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ เพราะดาราก็เป็นคนจีนที่คีบตะเกียบเหมือนกัน

ในความเป็นจริง รัฐบาลจีนนั้นมีทักษะไม่ใช่น้อยในการเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ แต่ก็ไม่ลังเลที่ทำอะไรก็ตามเพื่อสกัดกั้นปัญหาที่จะตามมาในอนาคต

©sohu.com

ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว มีรายการบันเทิงรายการใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศจีน รายการนั้นก็คือ The Rap of China

รายการดังกล่าวผลิตโดย iQiyi บริการสตรีมมิ่ง ที่หลายคนเปรียบให้เป็นเน็ตฟลิกซ์เมืองจีน โดย iQiyi ก็คือบริษัทลูกของไป่ตู๋  พูดใหม่ให้เข้าใจง่ายขึ้นได้ว่ารายการนี้ก็คือ Original Content ของ iQiyi ที่มีเงินรางวัลให้กับผู้ชนะสูงถึง 1 ล้านหยวน (หรือราวๆ 4.76 ล้านบาท)

แม้จะมีข้อกล่าวหาว่ารูปแบบรายการลอกเลียนแบบมาจากการประกวดแร็ปยอดฮิต Show Me The Money ของเกาหลี แต่รายการนี้ของจีนก็ได้รับความนิยมอย่างสูง ด้วยสถิติการชม 2,700 ล้านวิวในซีซั่นแรก

โดยรายการดังกล่าว ได้แร็ปเปอร์อย่าง อู่อี้ฝาน หรือ คริส วู อดีตสมาชิกชาวจีนของวงบอยแบนด์ชื่อดังอย่าง EXO มาเป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์ประจำรายการ

คริส วู (ในปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นเควิน วู) ถือเป็นศิลปินคนแรกจากประเทศจีน ที่ได้รับเลือกให้ขึ้นแสดงในรายการซูเปอร์โบวล์ของอเมริกาในปี 2018 นี้ด้วย

©wikimedia.org

ไม่ต่างจากรายการ The Rapper Thailand ที่ทำให้แร็ปกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง รายการ The Rap of China ก็ได้รับการบันทึกไว้ในฐานะรายการที่พาฮิปฮอปมาอยู่ในกระแสหลักของจีน และผู้เข้าแข่งขันในรายการกลายเป็นศิลปินที่ได้รับการเซ็นสัญญา เช่นเดียวกับศิลปินแร็ปในเมืองจีนที่ต่างได้รับค่าตัวสูงขึ้น

ผู้คนเริ่มฟังสิ่งที่แร็ปเปอร์อยากจะพูด รวมถึงรัฐบาลจีน

ความนิยมฮิปฮอปในกระแสหลักของจีนเบ่งบานรวดเร็ว และหดตัวลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน

PG One

©pri.org

เพียงเวลาไม่กี่เดือน PG One หนึ่งในสองผู้ชนะรายการ The Rap of China กลับเจอมรสุมข่าวเรื่องชีวิตส่วนตัว รวมถึงการโดน “ขุด” เพลงเก่าของเขาที่พูดถึงยาและเซ็กซ์ขึ้นมา

สื่อกระแสหลักพากันวิจารณ์ ตามด้วยความไม่พอใจของเหล่าแฟนคลับ บางคนถึงกับขู่จะเผาตัวเองเพื่อประท้วง

แค่การประท้วงรัฐบาลจีนก็ไม่ชอบอยู่แล้ว แต่การเป็นอิทธิพลในเชิงวัฒนธรรมดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่คุกคามรัฐบาลอยู่ไม่น้อย

ไม่ต่างอะไรกับกรณีเลี่ยงภาษีของฟ่าน ปิงปิง ที่ทำให้เกิดการระดมสรรพกำลังจากหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ มาไล่ตรวจภาษีหยิน-หยาง เมื่อถึงจุดที่รัฐบาลจะลงดาบ ก็ไม่ใช่จะทำเล่นๆ บทจะแบนขึ้นมา ก็แบนมันทุกอย่างที่เป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมฮิปฮอปบนสื่อกระแสหลัก นั่นรวมถึงรอยสัก หรือแม้กระทั่งการใส่เครื่องประดับวับแวมออกทีวี

ศิลปินฮิปฮอปที่ยังไม่ทันตั้งตัวกับความเบ่งบานของวงการในชั่วข้ามคืน กลับกลายเป็นงานหดอีกครั้งเพราะทั้งรายการโทรทัศน์และธุรกิจไม่มีใครกล้าจ้าง เทศกาลดนตรีต้องเอารายชื่อศิลปินฮิปฮอปของจากไลน์อัพเพราะไม่กล้าเสี่ยงกับการที่งานจะถูกยกเลิกในนาทีสุดท้าย

สำหรับศิลปินบางราย มันแย่กว่าตอนยังไม่มีรายการ The Rap of China เกิดมาบนโลกด้วยซ้ำ

แต่เรื่องน่าสนใจมีมากกว่านั้น

14 กรกฎาคม 2018 The Rap of China เริ่มออกอากาศเป็นซีซั่นสอง

มันไม่ปังเท่าซีซั่นแรก แม้จะขยายการออดิชั่นไปยังนอกบ้าน ซึ่งรวมถึงลอสแอนเจลิส เมลเบิร์น หรือกัวลาลัมเปอร์  แต่กระนั้นเรตติ้งก็ยังถือว่าใช้ได้

เรื่องน่าสนใจในซีซั่นนี้ที่เพิ่งจบไปเมื่อเดือนตุลาคมก็คือ ข้อครหาที่ว่ามีการกำหนดตัวผู้ชนะไว้ล่วงหน้า

มันก็น่าคิดไม่น้อย เมื่อสองในสามของผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศ ต่างเป็นผู้เข้าประกวดจากมณฑลซินเจียง ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เป็นมุสลิมอุยกูร์ และคนจำนวนมากถูกรัฐบาลจับเข้าค่ายไปเปลี่ยนทัศนคติ (อ่านบทความ เกิดมาเพื่อเข้าค่าย...หนทางฝึกฝน เยียวยา และพัฒนาอุดมการณ์จีนในศตวรรษที่ 21 (ตอนที่ 2))

แม้จีนจะไม่ค่อยแคร์เสียงจากโลกภายนอกหากว่าด้วยเรื่องภายในของพวกเขา แต่เมื่อมีรายงานจากสหประชาชาติว่ามีการจับตัวชาวอุยกูร์นับล้านคนไปเข้าค่ายดังกล่าว จีนก็อยู่นิ่งเฉยไม่ได้ และต้องออกมาปฏิเสธเรื่องนี้ (ประมาณว่าที่มีค่ายปรับทัศนคติก็เพื่อช่วยเหลือกลุ่มความคิดหัวรุนแรงที่ได้รับการปลูกฝังความเชื่อผิดๆ เท่านั้น และที่ทำไปเพียงเพื่อป้องกันปัญหาการก่อการร้ายและการแบ่งแยกประเทศ)

เหมาะเหม็งกับที่รายการ The Rap of China ซีซั่นสองนี้ได้ผู้เข้าชิงเป็นชาวอุยกูร์ โดยหนึ่งในนั้นคือ Nawukere aka Lil Em (ฉายาเอมิเน็มจีน) ถึงกับมีเพลงที่จบด้วยประโยคว่า “ผมเป็นชาวอุยกูร์จากซินเจียง และผมเกิดในประเทศจีน” (“I’m from Urumqi Xinjiang, and I’m made in China”)

เขาไม่ใช่ผู้ชนะรายการนี้ แต่เป็น Aire aka Air ชาวอุยกูร์อีกหนึ่งคนที่คว้าเงินรางวัลก้อนโตกลับบ้านไป และเพื่อความเป็นธรรม หลายคนก็ลงความเห็นว่าทั้งคู่ก็มีคุณภาพมากพอที่จะเป็นผู้ชนะ

อย่างไรก็ดี ก่อนที่รายการนี้จะแพร่ภาพครั้งแรกในซีซั่นที่สอง คริส วู ซึ่งยังคงรับบทบาทเป็นโปรดิวเซอร์ในรายการ ก็ปล่อยเพลง Soul of China ออกมาราวกับเป็นทูตวัฒนธรรม ในยุคที่ศิลปินทุกคนควรจะเป็นเด็กดี

จะไม่คิดก็อดคิดไม่ได้อยู่ดี ว่าทั้งหมดนี้เป็นความ “เอาอยู่” ของรัฐบาลจีนด้วยหรือเปล่า

©cnbc.com

มาที่เหตุการณ์น่าสนใจล่าสุดดีกว่า ในที่สุด แจ็ก หม่า ก็สมัครเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ จากการเปิดเผยของ The People’s Daily เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมา 

โดยเขาได้รับเกียรติแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษายุทธศาสตร์การปฏิรูปและการเปิดประเทศของพรรค พร้อมกับนักธุรกิจชั้นนำของจีนอีกหลายคน

นั่นรวมถึงโรบิน ลี แห่ง Baidu (กูเกิลจีน) และโพนี หม่า แห่ง Tencent (ผู้ให้บริการ Wechat) นอกจากนี้ยังมีผู้คนในแวดวงต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก รวมถึงนักเศรษฐศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ นักกีฬา ไปจนถึงศิลปินชื่อดัง

แม้แจ็ก หม่า เองจะเคยแนะนำคนอื่นไว้ในเวทีเศรษฐกิจโลกว่าอย่าเอาตัวเองไปพัวพันกับทางพรรคคอมมิวนิสต์ก็ตาม ดูเหมือนว่า ระดับแจ็ก หม่า ก็ยังต้องอยู่ให้เป็น

เพราะวันนี้เขาไม่เพียงต้องแข่งกับธุรกิจในประเทศ แต่ธุรกิจยักษ์ใหญ่จากนอกประเทศก็ดูจะยอมรับแล้วว่าพวกเขาจำเป็นต้องปักธงในประเทศจีนให้ได้ และเริ่มอ่อนน้อมต่อรัฐบาลจีนในหลายเรื่อง การพัฒนาโครงการ Dragonfly เสิร์ชเอ็นจิ้นแบบมีการเซ็นเซอร์ของกูเกิล คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัด (แม้พนักงานกูเกิลจะเข้าชื่อเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการนี้ก็ตาม)

สิ้นสุดการใช้ชุดคำ “ทุนนิยมเสรีประชาธิปไตย” เหลือไว้สั้นๆ ก็เพียง “ทุนนิยม”

หากแนวคิดที่ฟรานซิส ฟุกุยะมะ นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน เสนอไว้ในบทความ End of History ของเขาในปี 1989 ว่าการสิ้นสุดของสงครามเย็น ก็คือจุดสิ้นสุดของวิวัฒนาการเชิงอุดมการณ์ และรูปแบบสุดท้ายในการอยู่ร่วมกันของโลกก็คือเสรีประชาธิปไตย บทเรียนที่เห็นชัดๆ จากจีนในปีนี้อาจกำลังบอกเราว่า นี่ก็อาจเป็นจุดจบของแนวคิดอันทรงอิทธิพลอย่าง End of History เช่นกัน

ส่วนทุนนิยมนั้นก็ยังต้องจับตาดูต่อไปว่ารัฐบาลจีนจะยังเอาอยู่หรือไม่ ในวันที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำอาจเป็นได้ทั้งระเบิดเวลาหรือนาฬิกาปลุกสำหรับพรรคคอมมิวนิสต์จีน

ที่มา:
บทความ ‘The Rap of China’ Returns After Off-Beat Year โดย Kenrick Davis จากเว็บไซต์ Sixth Tone
บทความ Kris Wu Drops Patriotic Single “Chinese Soul” Ahead of “Rap of China” Return โดย ADAN KOHNHORST จากเว็บไซต์ Radii
บทความ 'แจ๊ค หม่า' ประกาศตัวเข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน จากเว็บไซต์ VoiceTV
บทความ เคลียร์จบ 2 วัน! ฟ่าน ปิงปิง ชำระ 4,200 ล้าน คืนภาษีและค่าปรับทั้งหมดแล้ว จากเว็บไซต์ MGR Online

เรื่อง : Little Thoughts