[For English, please scroll down.]

ตั้งแต่เว็บขายตั๋วเครื่องบินที่ปรับราคาขึ้นลงตามจำนวนการคลิกของลูกค้า จนถึงแอพพลิเคชั่นฟังเพลงที่ประมวลเพลงโปรดของเราขึ้นมาให้ในหน้าแรก จะเห็นได้ว่า AI เข้ามาแทรกซึมในชีวิตของเรานานแล้ว แต่คงจะดีไม่น้อย ถ้าคนธรรมดาอย่างเราจะสามารถเป็นเจ้าของและสอนให้จักรกลอัจฉริยะเรียนรู้ที่จะทำงานแทนเราได้บ้าง

โอกาสนั้นมาถึงแล้ว ด้วยฝีมือของ “เฮ็ดบอท” (Hbot) สตาร์ทอัพไทยที่ออกแบบโปรแกรมสร้างแชทบอท (Chatbot) ที่ช่วยให้แม้แต่ผู้ประกอบการรายเล็กๆ ในยุคดิจิทัล ก็สามารถสร้างสรรค์แชทบอทของตัวเองให้เป็นผู้ช่วยทำธุรกิจออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย

จากซ้ายไปขวา - ธนานนท์ เงินถาวร (Tech Lead), ธัญทัต อังศุพิสิฐ (Regional Head), สิริน พรหมสูตร (Project Manager), ทรงพล บัวสถิต (CEO)
From left to right – Thananon Ngernthavorn (Tech Lead),Thanyatat Angsupisit (Regional Head), Sirin Promsutre (Project Manager), Songpol Buasatit (CEO and Product Manager)

แชทบอท...ก้าวแรกของ AI จากฝีมือคนธรรมดา
“เฮ็ดบอท” เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้องค์กรธุรกิจ หน่วยงานรัฐ ไปจนถึงคนธรรมดาทั่วไป สามารถสร้างแชทบอทเพื่อตอบคำถามและสื่อสารกับลูกค้าหรือลูกเพจในช่องทางออนไลน์ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งช่วยลดภาระงานรายวันที่ต้องทำซ้ำๆ (Automated Task) เช่นการตอบคำถามเดิมๆ ที่ถูกส่งเข้ามานับครั้งไม่ถ้วนจากลูกค้า ทั้งยังช่วยลดต้นทุนของธุรกิจเมื่อเทียบกับการพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนมือถือ ที่ต้องใช้เวลานานกว่า หรือมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า

จุดเด่นที่ทำให้เฮ็ดบอทต่างจากคู่แข่งในตลาด คือเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดให้ใช้งานได้ฟรี ทั้งยังออกแบบแพลตฟอร์มให้เข้าใจง่าย ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดเป็น ก็สามารถสร้างแชทบอทได้ “สตาร์ทอัพหลายเจ้ามักจะเริ่มจากสร้าง AI-based Chatbot เลย คือสร้างแพลตฟอร์มยากๆ ที่ให้ AI นำข้อมูลมาประมวลผล แล้วมันสามารถสร้างคำตอบเองได้ แต่เฮ็ดบอทจะเริ่มจากการสร้างแพลตฟอร์มให้คนทั่วไปใช้งานได้ง่ายเพื่อดึงผู้ใช้งานกลุ่มแรกให้เข้ามาเริ่มใช้ก่อน หลังจากนั้นจึงค่อยๆ พัฒนาให้ระบบทำงานได้เก่งขึ้นเรื่อยๆ” คุณธัญทัต อังศุพิสิฐ Regional Head ของเฮ็ดบอทกล่าว

ความง่ายในการใช้งานที่ว่า ก็คือการที่เฮ็ดบอทเลือกให้แชทบอทของพวกเขาโต้ตอบกับคนด้วยบทสนทนาแบบ Flow-based โดยผู้สร้างบอทสามารถตั้งค่าให้แชทบอทแสดงคำถามหรือหัวข้อต่างๆ ให้ลูกค้าคลิกเลือกตัวเลือกที่ตรงกับความต้องการ เพื่อนำไปสู่คำตอบหรือคำถามต่อๆ ไปตามที่ตั้งค่าไว้ เช่น ‘สอบถามรายละเอียดสินค้า’ ‘ขอข้อมูลโปรโมชั่น’ ฯลฯ “ปีที่ผ่านมาหลังจากทำแพลตฟอร์มแบบ Flow-based เราพบว่า 85% ของข้อความของลูกค้าที่วิ่งเข้ามา แพลตฟอร์มแชทบอทเอาอยู่ บริษัทประกันเจ้าหนึ่งที่ใช้แพลตฟอร์มของเราเพิ่มยอดขายผ่านเฟซบุ๊กได้ 39% ทั้งๆ ที่แพลตฟอร์มที่ใช้มันยังไม่มี AI (ระบบที่ประมวลข้อมูลแล้วตอบคำถามเองได้) เลย เรียกว่าเป็นพลังของการออกแบบล้วนๆ” ธัญทัตอธิบาย

ชุมชนคนสร้างบอท 
ปัจจุบันมีเพจที่สร้างแชทบอทด้วยโปรแกรมของเฮ็ดบอทเกือบ 5,000 เพจ โดยไม่ได้มีแค่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงอาจารย์ที่นำแชทบอทไปใช้ในการสอนนักศึกษา และเพจคลินิกหมอฟันที่ใช้แชทบอทเพื่อให้บริการคนไข้อีกด้วย นอกจากนี้ ผู้ที่ใช้งานโปรแกรมก็มีความเข้าใจเทคโนโลยีมากขึ้นและเริ่มสนใจที่จะเรียนรู้วิธีเขียนโค้ดเพื่อพัฒนาแชทบอทของตัวเองให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น “ลูกค้าบอกว่าเขาเริ่มอยากได้ฟีเจอร์ที่มันยากขึ้น คือเมื่อก่อนถ้าเราสร้างโปรแกรมแชทบอทแล้วเขารู้ว่าเขาต้องโค้ดเอง คนธรรมดาอย่างเจ้าของคลินิก ร้านกาแฟ หรือร้านขายเสื้อผ้าไม่มีใครอยากใช้แน่นอน เพราะบางคนยังไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำว่าแชทบอทคืออะไร แต่พอเราเริ่มจากสร้างอะไรที่ใช้ง่าย เขาก็จะลองใช้ แล้วพอเขาเห็นประโยชน์จากมัน เขาก็เริ่มต้องการฟีเจอร์ที่ฉลาดขึ้น เริ่มต้องการ AI  ตอนนี้เราก็เริ่มมีข้อมูลมากขึ้นจากแต่ละธุรกิจที่เข้ามาใช้งาน เมื่อมีคนเข้ามาใช้งานเยอะ ในอนาคตเราก็สามารถเอาข้อมูลที่ได้มาสร้าง AI หรือ Deep Tech ได้ง่ายขึ้น” 

นอกจากนี้ เฮ็ดบอทยังรับเป็นที่ปรึกษาและให้บริการสร้างแชทบอทให้องค์กรและธุรกิจขนาดใหญ่หลายแห่ง ทั้งธุรกิจการเงินการธนาคาร ประกันภัย ไปจนถึงอาหารและเครื่องดื่ม เช่น ‘SETBOT’ บริการแชทบอทบนเฟซบุ๊กแมสเซนเจอร์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ช่วยในการลงทุนและวางแผนการออม 

แม้ว่าแชทบอทจะสามารถนำไปใช้งานในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย แต่ด้วยเหตุที่ยังเป็นเรื่องใหม่ในบ้านเรา ทั้งยังมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านนี้ไม่มากนัก อีกหนึ่งภารกิจสำคัญของทีมเฮ็ดบอทก็คือการเปิดสถาบัน H-Academy ให้ความรู้และแบ่งปันประสบการณ์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของนักสร้างบอทที่ทุกคนจะเข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้กันได้อย่างอิสระ โดยเริ่มเปิดสอนออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์บนเพจ Hbot เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

อนาคตตลาด AI 
ในมุมมองของทีมเฮ็ดบอท เทคโนโลยี AI ในตลาดบ้านเราโตขึ้นมากจากปีที่แล้ว ธุรกิจที่มีบิ๊กเดต้าเริ่มวิ่งหา AI เพื่อบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ แต่สำหรับธุรกิจระดับกลางถึงระดับล่าง ยังต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเทคโนโลยีอีกระยะหนึ่ง “ลูกค้าหลายคนยังไม่เข้าใจว่าแชทบอททำอะไรได้บ้าง ขีดจำกัดของเทคโนโลยีมันอยู่ตรงไหน เขาคิดว่ามันจะฉลาดมาก ซึ่งมันเป็นได้แน่แต่อาจจะต้องรอถึงสิบปี ตอนนี้ทุกคนรู้สึกว่า AI มันเหมือนกล้องที่ต้องมีในมือถือทุกรุ่น ทุกคนอยากมี AI  แต่เอาไปทำอะไรได้บ้างเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

พวกเขาคาดว่า ภายในสามปีแพลตฟอร์มสร้างแชทบอททั้งหมดในตลาดจะเปิดให้ใช้งานฟรี และแชทบอทจะพัฒนาเป็น ‘วอยซ์บอท’ ที่รับคำสั่งและโต้ตอบด้วยเสียงแทนการส่งข้อความ ในขณะที่อุตสาหกรรมต่างๆ จะมองหาหนทางที่จะนำ AI มาใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง โดยในเร็วๆ นี้ เฮ็ดบอทก็กำลังจะเปิดตัวแพลตฟอร์มโอเพ่นซอร์สเพื่อให้สาธารณชนสามารถนำไปใช้งาน แก้ไข และต่อยอดกันได้อย่างอิสระ

ก่อนหน้านี้ เฮ็ดบอทได้จับมือกับ BotNoi (AI Chatbot ฝีมือคนไทยที่ได้รับรางวัล Conversation Engine Award จากการประกวด LINE Bot Awards ปี 2017) เพื่อร่วมกันพัฒนาการทำงานของแชทบอทให้แข็งแกร่งขึ้น สามารถรับมือกับคำถามของลูกค้าที่ไม่ได้ตั้งค่าไว้ในระบบได้ ทั้งยังเผยว่ามีแผนจะสร้าง “พจนานุกรมเฉพาะทาง (Data Dictionary)” ที่เปิดให้บุคคลภายนอกได้มาช่วยกันรวบรวมคำศัพท์และบริบทการพูดคุยที่ต่างกันไปในแต่ละอุตสาหกรรม เพื่อให้นักพัฒนาแชทบอทในอนาคตสามารถหยิบข้อมูลไปใช้ได้เลย 

“เรารู้ดีว่าการจะยืนอยู่ในตลาดได้ต้องทำงานร่วมกับหลายฝ่ายที่มีความเชี่ยวชาญ ณ วันนี้กำแพงใหญ่ที่ทำให้รายใหญ่ในตลาดโลกอย่างกูเกิลหรือแอปเปิลยังเจาะเข้ามาในไทยไม่ได้คือกำแพงทางภาษา แต่หากนักพัฒนาภาษาสำหรับแชทบอทและผู้เชี่ยวชาญไม่ร่วมมือกัน อีกไม่นานเราก็อาจจะถูกกลืนทั้งหมด...สำหรับเฮ็ดบอทเองตอนนี้เรายังเป็น Early Stage Startup แต่ทีมของเราตั้งใจไว้ตั้งแต่วันแรกแล้วว่า ไม่ได้มองแค่ตลาดในประเทศ ตอนนี้เราก็กำลังมองหาหนทางที่จะสเกลอัพด้วยการเพิ่มฐานยูสเซอร์ ซึ่งรวมถึงการขยายไปตลาดต่างประเทศอย่างเวียดนาม พม่า และไต้หวันด้วย”

ติดตามความเคลื่อนไหวของ Hbot ได้ที่ hbot.io และ facebook.com/HbotThailand

ขอบคุณร้าน Kups Cafe ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ในการพูดคุย

เรื่อง : ณัฏฐนิช ตัณมานะศิริ
ภาพ : ภีร์รา ดิษฐากรณ์


Hbot The Startup That Wants Everyone to Build Their Own AI

From flight ticketing websites where prices rise and fall based on consumer interactions to music streaming applications which offer our favourite songs right on the homepage, it is evident that AI has long been infiltrating into our lives. Wouldn’t it be great if regular people like us can own and teach this intelligent machine to work for us? 

That opportunity is here thanks to Hbot, a Thai startup that designs chatbot development programs to help even small entrepreneurs in the digital age to easily build their own chatbots as online business helpers.

Chatbot…The first step in AI by regular people 
Hbot is the platform that helps business and public organisations as well as the general public to build their own chatbots. A chatbot can autonomously answer queries and communicate with customers or page followers, which helps reduce daily repeating tasks. An example of such automated tasks is answering the same questions asked by the customers over and over. It also cuts business costs when compared to developing a mobile application which takes longer and costs more.

What makes Hbot stand out in the market is that the platform is free and designed to be easily understood. No need to know how to code to build a chatbot. “Many startups tend to start from building AI-based chatbots. That is, they create a difficult platform where AI can process information and generate answers on its own. But Hbot designs a user-friendly platform for regular people to attract the first user group. After that, we gradually develop the system to work better,” said Thanyatat Angsupisit, Hbot Regional Head.

 “For Hbot, being user-friendly means designing a chatbot to interact with people via flow-based conversation. The creator can set their chatbot to display questions or topics for customers to click and choose the option that meets their need, and that will lead to the next preset question or answer  such as ‘Ask for more product details’, ‘Request promotion information’, etc. Last year, after creating the flow-based platform, we found that 85% of received customer messages can be handled by chatbots. One insurance company that uses our platform has raised its sale volume via Facebook by 39% even though the platform has no AI (the system that processes data and auto-generate answers). We can say that it’s purely the power of design,” Thanyatat explained.

Bot Builder Community
Today there are almost 5,000 pages that use Hbot program to build chatbots. They include not only online sellers, but also faculty members who use chatbots to teach their students and dental clinics that use chatbots to serve their patients. In addition, program users have more understanding of technology and growing interest to learn how to code in order to develop their own chatbots to work better. “Our customers say they want more sophisticated features. Before, if we create a chatbot program and they know that they have to code it themselves, regular people like the owners of a clinic, café, clothes store won’t use it because some people might not even know what a chatbot is. But when we start from creating something easy to use, they will give it a try. And when they see its benefits, they will begin to demand smarter features and AI. Now we have more data from each business that uses us. When there are a lot of users, we can use the data to easier build AI or deep tech in the future.”

Moreover, Hbot provides consulting service as well as chatbot building service for many organisations and businesses, including finance and banking, insurance, food and beverage. For example, ‘SETBOT’ is a chatbot service on Facebook Messenger by the Stock Exchange of Thailand that offers assistance on investment and savings plan. 
Even though chatbots can be used in diverse industries, it is still new to Thailand and there are not many experts in this field. Another important mission for the Hbot team is therefore to open the H-Academy to educate and share experiences in order to create a bot builder community where everyone can freely exchange knowledge. The H-Academy has launched an online course via Facebook Live on Hbot page last August.

The Future of AI Market
From the Hbot team’s perspective, AI technology in Thailand has grown a lot from last year. Businesses with big data have begun to turn to AI to effectively manage and make use from their data. However, for medium to small businesses, they still need to gain an accurate understanding of technology. “Many clients still don’t understand what a chatbot can do and where the limit of technology is. They think it will be very smart. It certainly can be, but we might have to wait for 10 years. Now everyone feels that AI is like the mobile-phone camera--a must for every model. Everyone wants AI, but what they can do with it is another story.”

They expect that, within 3 years, all chatbot building platforms in the market will be free to use and chatbot will be developed into “Voicebot” which interacts with voices instead of texts. Also, various industries will actively look for ways to make use of AI. And Hbot is soon going to launch an open source platform where the public can freely use, modify and build on its creation.

Previously, Hbot has collaborated with BotNoi (the AI chatbot created by Thais which won the Conversation Engine Award from the LINE Bot Awards 2017) to jointly develop a more effective chatbot which can handle customer questions beyond the predefined ones. It also plans to create a “Data Dictionary” where the public are invited to help compile terms and conversational contexts which differ from industry to industry for future chatbot builders.

“We realise that, to be competitive in the market, we must work together with experts in different fields. Today, the great barrier that keeps global giants like Google or Apple from penetrating the Thai market is language. But if chatbot language developers and experts won’t join hands, it won’t be long before we might be swallowed whole. For Hbot, we are still an early-stage startup, but from day one our team has set our sight beyond domestic market. Now we’re looking for a way to scale up by increasing user base, which means expanding to other countries like Vietnam, Myanmar and Taiwan, as well.” 

Story: Nattanit Tanmanasiri
Image: Pira Ditthakor