พ่อแม่ยุคไหนๆ ก็ล้วนอยากให้ลูกเป็นเด็ก ‘เก่งและดี’ แต่ยิ่งโลกหมุนเร็วขึ้น เด็กๆ โตมาพร้อมกับเทคโนโลยีสารพัดและข้อมูลมหาศาล เรากลับพบเห็นปัญหาของ ‘เด็กรุ่นใหม่’ อยู่เนืองๆ เช่น ทำงานไม่เป็น สื่อสารไม่รู้เรื่อง ความรับผิดชอบต่ำ สมาธิสั้น อยากรวยเร็ว ติดเกม ติดมือถือ หรือเป็นโรคซึมเศร้าเพราะหาทางออกจากปัญหาชีวิตที่รุมเร้าไม่ได้ ทำให้เกิดคำถามว่า แล้วเราต้องเตรียมทักษะอะไรให้เด็กยุคนี้บ้าง เพื่อให้เอาตัวรอดในสังคมได้ 

วิชาแรก วิชาชีวิต
“Technical Skill คือคุณเรียนหนังสือ เทควันโด ดนตรี เรียนเทคนิคบางอย่างเพื่อนำไปใช้ เรียนเพื่อเป็นวิศวกรหรือหมอ แต่มันมีอีกด้านคือ Life Skill สิ่งนี้โรงเรียนมักไม่ได้สอน แต่ปล่อยให้เด็กลองผิดลองถูกกันเอง คือการรู้ว่าอะไรควรไม่ควร จะเอาตัวรอดในสังคมนี้ยังไง เด็กคนไหนบังเอิญเกิดมาคิดเป็น ก็ดีไป แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีทักษะตรงนี้ ผมพยายามสอนให้เด็กคิดเป็น สมมติเขาชอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ก็ต้องวิเคราะห์ให้เป็นว่าข้อดีและข้อเสียของการเล่นเกมมีอะไรบ้าง ต้องมีเหตุมีผล” คุณเป๊ก (ปิติ คุณกฤตยากร) ผู้สอนและหนึ่งในหุ้นส่วนของ insThink Learning กล่าว“ที่นี่เราใช้หลัก Six Thinking Hats ในการสอน ในแง่หนึ่งคือสอนให้เด็กเข้าใจอารมณ์ตัวเอง ให้รู้ว่าเวลาเขาชอบอะไรบางอย่าง มันไม่ได้ดีไปหมด” คุณติ๊ก (ณัฐญา ขันติวงวาร) ภรรยาคุณเป๊ก ผู้ดูแลงานหลังบ้านของ insThink Learning เสริม “นั่นเป็นความคิดของเด็ก เวลาเขาชอบเกมนี้ ของเล่นชิ้นนี้ มันไม่มีข้อเสียเลย ยังไงก็ต้องซื้อ ต้องได้มา แต่เราสอนให้เด็กมองทั้งสองมุม ให้เขารู้ว่ามันมีบวกกับลบเสมอ ทุกอย่างมีสองด้าน”

โรงเรียนนี้ก่อตั้งมาแล้ว 7 ปี ก่อนหน้านั้น ทั้งคุณติ๊กและคุณเป๊กเป็นพนักงานบริษัทสายไอทีทั้งคู่ คุณเป๊กถูกส่งไปเรียนคอร์ส Six Thinking Hats ที่โด่งดังและนำกลับมาใช้กับทีมงานที่บริษัทจนเห็นการเปลี่ยนแปลง 

“ตอนนั้นรู้สึกชอบมาก เฮ้ย มีวิธีการแบบนี้ด้วย แล้วมันใช้ได้ผล ผมก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมเราเพิ่งได้เรียนเรื่องนี้ตอนอายุจะ 30 การเรียนที่ผ่านมาของผมมีแต่เรื่องวิชาการ” คุณเป๊กเล่า ประกอบกับค้นพบความชอบของตัวเองที่ชอบทำงานกับเด็ก จึงตัดสินใจศึกษาเพิ่มเติมอย่างจริงจัง ทั้งอ่านหนังสือและลงทะเบียนเรียนเรื่องพัฒนาการเด็ก ติดต่อไปยังเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ต่างประเทศ เพื่อนำแนวคิด Six Thinking Hats มาออกแบบหลักสูตรสำหรับเด็ก  

ปัจจุบัน insThink Learning มีหลักสูตรให้เลือก 3 แบบ คือ Thinking Skill, Public Speaking และ Board Games แต่ละหลักสูตรเริ่มที่อายุไม่เท่ากันเพื่อให้ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยที่สุด คุณติ๊กเปิดเผยว่า อาจมีการพัฒนาหลักสูตรใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้อง และจัดคอร์สออนไลน์สำหรับน้องๆ ต่างจังหวัด การขยายสาขาก็เป็นแผนการหนึ่ง แต่ติดที่ต้องใช้เวลา ‘สร้างครู’ นานมากกว่าจะปล่อยให้คุมเด็กและคุยกับผู้ปกครองได้ เพราะที่นี่เน้นดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด มีการคุยกับผู้ปกครองหลังเรียนเพื่อแจ้งว่า วันนี้พัฒนาการลูกเป็นอย่างไรบ้าง

วิธีสอนที่เด็กบอกว่า ‘สนุก’! และได้ผล
ระหว่างการสัมภาษณ์ มีเสียงเฮ เสียงวิ่ง และเสียงหัวเราะดังมาจากห้องข้างๆ เป็นระยะ เมื่อคุณเป๊ก หรือ ‘ครูเป๊ก’ เปิดประตูเข้าไป จะมีเสียงโห่ร้องต้อนรับยินดีจากเด็กๆ แสดงให้เห็นว่านี่คือคนที่เด็กๆ ยอมรับ “สิ่งที่ผู้ปกครองสมัยใหม่ต้องทำคือ เข้าไปอยู่ในโลกของเขาให้ได้ สมัยผมเด็กๆ พ่อแม่ไม่เคยสนใจว่าอ่านการ์ตูนอะไร เล่นเกมอะไร ห้ามอย่างเดียว แต่ถ้าจะให้เด็กเชื่อ เราต้องเป็นเพื่อนกับเขา” คุณเป๊กแนะนำ “ลูกสาวผม 3 ขวบ กำลังชอบดูการ์ตูน Peppa Pig เรานั่งดูกับลูกเลย แล้วสอนเขา เห็นไหม Peppa Pig ลงบ่อโคลนแล้วไม่อาบน้ำ มันจะเป็นอย่างไร เขาก็...อ๋อ คือเข้าใจเลย วิธีนี้ใช้ได้กับเด็กถึงวัยสิบกว่าขวบเลยนะครับ เมื่อเช้าผมคุยกับเด็กคนหนึ่งเป็นชั่วโมง คุยเรื่องเกม เขาเป็นเด็กถามคำตอบคำ แต่เราต้องคุยเรื่องเดียวกับเขาให้ได้ ต้องเอาตัวไปทำสิ่งเดียวกับเขา ดังนั้นถึงผู้ปกครองจะไม่ชอบทำกิจกรรมนั้นๆ แต่ทำเถอะ ไม่ใช่เพื่อตัวคุณเอง แต่คุณกำลังทำเพื่อลูก”

วิธีสอนของที่นี่ ไม่ใช่การให้ครูยืนพูดที่หน้าห้อง แต่เป็นการคุยกันถึงสถานการณ์ต่างๆ ให้เด็กเขียนสิ่งที่คิดลงกระดาษ แล้วนำมาคุยกันทั้งห้อง คอร์สบอร์ดเกม ไม่ใช่เพียงการนั่งเล่นเกม แต่เป็นการโค้ชเด็กโดยใช้บอร์ดเกมเป็นสื่อ เช่น วันนี้เล่นได้ดีอย่างไร ต้องพัฒนาอะไร พอเล่นไม่ได้ดังใจแล้วเห็นอารมณ์ตัวเองหรือเปล่าว่า ‘ปรี๊ด’ แค่ไหน

คำสะท้อนจากคุณพ่อคุณแม่คือ ลูกผ่านคอร์สนี้ไปแล้วกลายเป็นเด็กนิ่งขึ้น อดทนกับสิ่งต่างๆ มากขึ้น เห็นวิธีคิดของตัวเอง เห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของวิธีคิดนั้น ได้ฝึกการวางแผนและประเมินผลงานของตัวเองอย่างเป็นระบบ รู้แพ้รู้ชนะ ไม่ล้มเลิก ไม่ยอมแพ้กับความล้มเหลว

“เราไม่ได้ต้องการให้เด็กเล่นเกมเพื่อให้เป็นแชมป์บอร์ดเกม แต่จะสอนเรื่องการวางแผน การคิดเป็นระบบ การทำงานเป็นทีม เด็กหลายคน คุณพ่อคุณแม่อยากให้มาเรียน เพราะลูกเป็นคนแพ้ไม่เป็น ถ้าเล่นเกมกับพ่อแม่ก็ต้องยอมให้เขาชนะ ไม่งั้นจะโมโห ซึ่งในชีวิตจริง เด็กต้องเรียนรู้ว่าทุกอย่างมีแพ้มีชนะ คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างล่ะ วันนี้อาจแพ้เพราะเดินหมากพลาด แต่มันไม่ใช่จุดจบของชีวิต” คุณติ๊กกล่าว

ทักษะที่ต้องมีของเด็กยุคนี้
โรงเรียนลักษณะนี้ยังถือว่า ‘ใหม่’ สำหรับพ่อแม่ชาวไทย ที่มักเน้นให้ลูกมีความแข็งแกร่งด้านวิชาการก่อน โรงเรียนที่สอนทักษะการคิดวิเคราะห์ พูด และวางแผน ถูกจัดให้มีความสำคัญรองลงมา แต่คุณติ๊กและคุณเป๊กบอกว่า ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว “ตอนเด็กๆ เราท่องจำไปสอบ แต่เด็กรุ่นนี้ ไม่ใช่ยุคท่องจำแล้วจะรอด ข้อมูลมีเยอะ เด็กต้องรู้ว่าจะไปหาข้อมูลที่ไหน และจะเอาข้อมูลมาใช้ประโยชน์ยังไงจึงจะตอบโจทย์ คำถามคืออะไร เรายังขาดข้อมูลอะไร ถ้าเขายังเรียนแบบเดิม ยังไม่รู้วิธีจัดการข้อมูล โตไปเขาจะเหนื่อย” คุณติ๊กกล่าวถึงสิ่งที่เด็กยุคนี้ต้องเผชิญ

“เราสอนคอร์ส Young Speakers เพราะอยากให้เด็กสื่อสารรู้เรื่อง ทั้งการเขียน การพูด ถ้าทำไม่ได้ก็เท่ากับนำเสนอไอเดียไม่ได้ เทียบกับคนที่เก่งน้อยกว่าแต่นำเสนอเป็น เขาจะไปได้ไกลกว่า”

คุณเป๊กเสริมว่า “เด็กยุคใหม่ต้องคิดเพื่อบริหารอารมณ์ตัวเองให้ได้ เวลาไม่ได้ดังใจ เวลาเสียโอกาส ผิดพลาด โมโห เขาล้มแล้วยืนได้ไหม พ่อแม่เลี้ยงเขาให้สู้หรือเปล่า ผมว่าสิ่งนี้ต้องมีไม่ว่าจะอายุเท่าไร พรสวรรค์เป็นสิ่งดี แต่ถ้ามีแล้วไม่สู้ คุณไปไม่ถึงดวงดาวแน่นอน”

“เด็กรุ่นนี้ ทุกอย่างมาง่ายและเร็ว ความอดทนต่ำลง ความสู้เขาลดลงเยอะมาก มันคือสิ่งที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Grit ประมาณว่า สู้ไม่ถอย คือวินัยก็ต้องมี แต่ Grit คือต้องไม่ยอมแพ้ แม้จะเจ็บแต่ต้องสู้ไป เด็กรุ่นนี้ขาดสิ่งนี้เยอะมาก ใครมี ผมบอกเลยว่าสบาย”

 “สิ่งที่ยังทำให้ผมไปต่อ คือเมื่อได้คุยกับเด็ก แล้วรู้ว่าเขาได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราพยายามสอน เห็นการเปลี่ยนแปลงของเด็ก คือความคิดอ่านของพวกเขาที่เติบโตมาก นี่ทำให้ผมภูมิใจ” คุณเป๊กปิดท้ายถึงเหตุผลสำคัญที่ทำให้ insThink Learning ยังยืนหยัดอยุ่ในธุรกิจที่หลายครั้งต้องสู้งานหนักแบบ 7 วันต่อสัปดาห์เช้ายันเย็น เพราะที่ยังทำงานนี้อยู่ไม่ใช่เหตุผลด้านรายได้ แต่เป็นความภาคภูมิใจCT

 
insThink Learning ชั้น 6 Genius Planet Zone, CentralWorld
 
เรื่อง : กรณิศ รัตนามหัทธนะ ภาพ : ภีร์รา ดิษฐากรณ์