Bluewolf คือบริษัทที่ปรึกษาด้านไอทีระดับแนวหน้าซึ่งมีวิธีการอันแปลกประหลาดในการจ้างคน นั่นคือมักจ้างนักดนตรี จิตรกร และนักเขียน ให้ทำงานปะปนกับเหล่าวิศวกรและโปรแกรมเมอร์ 

©facebook.com/bluewolfcloud

ปัจจุบัน Bluewolf เป็นบริษัทลูกของ IBM ยักษ์ใหญ่ในวงการดิจิทัล หน้าที่ของบริษัทนี้คือการสร้างซอฟต์แวร์เพื่อผลักดันหรือแก้ปัญหาธุรกิจให้ลูกค้า ในช่วงแรกเริ่ม คนทำงานกว่าครึ่งของที่นี่คือวิศวกรและโปรแกรมเมอร์ แต่ในระยะสิบปีหลังนี้ Bluewolf กลับเปลี่ยนวิธีการบริหารโดยสิ้นเชิง และหันมาจ้างกลุ่มคนที่เรียกรวมๆ กันว่า “นักมนุษยศาสตร์” มากขึ้นอย่างมาก และผู้ที่จุดประกายวิธีการดังกล่าวมีชื่อว่า เอริก เบอร์ริดจ์ (Eric Berridge)

เอริก เบอร์ริดจ์ ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของบริษัท Bluewolf
©ted.com

เอริกได้ความคิดนี้มาจากช่วงเวลาที่ปัญหารุมเร้า ครั้งหนึ่งทีมวิศวกรของ Bluewolf ไม่สามารถคิดวิธีจัดการกับระบบคลาวด์ของลูกค้ารายหนึ่งได้ พวกเขาจวนเจียนจะถูกเลิกจ้าง เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว เหล่าโปรแกรมเมอร์และวิศวกรจึงไปคลายเครียดกันที่บาร์เจ้าประจำ

บาร์เทนเดอร์ของร้านดังกล่าวชื่อเจฟฟ์ เขาเคยเป็นนักศึกษาเอก “ปรัชญา” ของมหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกาอย่าง U Penn (University of Pennsylvania) แต่ว่ามีเหตุให้ต้องหยุดเรียนกลางคัน เจฟฟ์หันมาเป็นบาร์เทนเดอร์มืออาชีพ โดยมักเป็นผู้ที่รับฟังและพูดคุยกับเหล่าวิศวกรกลุ่มนี้เสมอ หลังจากคุยไปคุยมาเจฟฟ์ก็พูดตลกหน้าตายว่า “ทำไมพวกคุณไม่ส่งผมเข้าไปในนั้น ผมจะคิดเรื่องนี้ออก” 

แม้จะฟังดูแปลก แต่เมื่อไม่มีอะไรจะเสีย เอริกก็นำเสนอเรื่องนี้เสนอต่อที่ประชุมในวันรุ่งขึ้น ปรากฏว่าพวกเขาตกลงใจจะลองเสี่ยงดู และเจฟฟ์ก็สามารถชี้ทางออกให้กับทางตันดังกล่าวได้จริงๆ 

เอริกคิดว่าความหัศจรรย์ของเจฟฟ์คือการที่เขาทำให้วิศวกรเลิกคิดที่จะใช้แต่เรื่องเทคนิค และช่วยให้ทุกคนได้กลับมาคุยกันว่า เราจะสร้างอะไร และสร้างไปทำไม ความคิดดังกล่าวนำไปสู่การแก้ปัญหา และสุดท้ายงานนี้ก็ประสบความสำเร็จอย่างดี

©malcolmbrownevents.com

เปลี่ยนวิธีเลือกคนทำงาน
หลังจากเหตุการณ์ของเจฟฟ์ เอริกจึงฉุกคิดว่าทำไมจึงไม่ใช้วิธีการนี้อีก และเริ่มทดลองจ้างคนที่มีภูมิหลังเป็นศิลปินแขนงต่างๆ เข้ามาปะปนกับเหล่าวิศวกร ปัจจุบันหัวหน้าแผนกเทคโนโลยี (Chief Technology Officer) ของบริษัท Bluewolf จบเอกภาษาอังกฤษ และเคยทำงานเป็นแมสเซนเจอร์อยู่ในนิวยอร์ก นอกจากนี้ ปัจจุบัน Bluewolf มีพนักงานราวหนึ่งพันคน โดยมีเพียงไม่ถึงร้อยคนเท่านั้นที่จบการศึกษาด้านไอทีหรือวิศวกรรมมาโดยตรง (จากเดิมที่มีพนักงานสองร้อยคน และครึ่งหนึ่งเป็นวิศวกร)

เอริกพิสูจน์แล้วว่า คุณสามารถจ้างนักมนุษยศาสตร์จำนวนมากในบริษัทเทคโนโลยีและยังประสบความสำเร็จได้ ปัจจุบัน Bluewolf กลายเป็นบริษัทด้านไอทีแถวหน้า พวกเขาทำงานกับบริษัทซอฟต์แวร์แพ็กเกจ (ผู้ที่จัดซอฟต์แวร์ที่รวมมาเป็นชุด เช่น Microsoft Office) ที่ทำยอดขายได้ถึงหนึ่งหมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี

เอริก เบอร์ริดจ์ สรุปว่าเทคโนโลยีนั้นสอนเราได้ว่าเราจะสร้างสิ่งต่างๆ “อย่างไร” แต่มนุษยศาสตร์กลับบอกเราว่า ต้องสร้าง “อะไร” และสร้าง “ทำไม” (สิ่งนี้เกิดจากการเรียนรู้และทำความเข้าใจมนุษย์ผ่านภาษา ประวัติศาสตร์ ปรัชญา สังคม วัฒนธรรม ฯลฯ) ซึ่งเขาบอกว่าสองสิ่งนี้ยากพอๆ กัน

©malcolmbrownevents.com

ความคิดเรื่องนักมนุษยศาสตร์ของ สตีฟ จอบส์
สตีฟ จอบส์ เองก็มีวิสัยทัศน์ไปในแนวทางนี้เช่นกัน นั่นคือการคิดว่าเราควรรวมนักเทคโนโลยีไว้กับนักมนุษยศาสตร์ แบบที่ไม่เพียงแค่เป็นไปในเชิงความคิด แต่เป็นในเชิงกายภาพด้วยซ้ำ

เมื่อครั้งที่บริษัท Pixar กำลังสร้างสำนักงานใหญ่ สถาปนิกเสนอแบบที่ให้แบ่งอาคารสำนักงานเป็นสามตึก ซึ่งแยกเป็นตึกของวิศวกรคอมพิวเตอร์ แอนิเมเตอร์ และผู้บริหารอย่างละหลัง จริงๆ แล้วแบบแปลนนี้ดูเป็นสัดเป็นส่วนอย่างมาก แต่สตีฟ จอบส์ กลับปฏิเสธความคิดดังกล่าวทันที และเขายืนยันว่าสำนักงานจะต้องมีอาคารเดียวเท่านั้น เพื่อว่าคนทั้งสามกลุ่มจะต้องใช้พื้นที่ร่วมกัน 

นอกจากนี้ ตึกดังกล่าวจะต้องมีลานกลางโล่งอาคารด้วย

ห้องโถงบริษัท Pixar
©commons.wikimedia.org

เอ็ด แคตมูลล์ (Ed Catmull) ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานบริษัท Pixar อธิบายว่า ปรัชญาของตึกนี้คือ ต้องเอาสิ่งที่สำคัญที่สุดไว้ตรงกลาง หลายคนอาจสงสัยว่า ความว่างเปล่าสำคัญที่สุดสำหรับ Pixar อย่างนั้นหรือ แต่เอ็ดบอกว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ “ปฏิสัมพันธ์ของพนักงาน สตีฟถึงใส่พื้นที่โล่งๆ ไว้ตรงนั้น เพราะอยากให้ทุกคนได้พูดคุยกันเสมอ”

สตีฟ จอบส์ เองก็เคยกล่าวว่า “ความคิดที่ว่าเทคโนโลยีอย่างเดียวไม่เพียงพอนั้นอยู่ในดีเอ็นเอของบริษัทแอปเปิล เทคโนโลยีต้องผสมผสานกับศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ซึ่งจะช่วยสร้างผลลัพธ์ที่ทำให้หัวใจของเราอิ่มเอม”

เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคไอทีอย่างเต็มขั้น ผู้คนมากมายทั่วโลกต่างเกรงว่า ที่ทางของตนจะหดหายไป หลายคนไม่กล้าเลือกเรียนหรือทำงานด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือศิลปะ แต่ผู้นำในโลกไอทีสองคนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความคิดทุกแบบของมนุษย์นั้นมีค่าและมีประโยชน์  เราเพียงแต่ต้องหาที่ทางอันถูกต้องให้กับทักษะของเราเท่านั้น

แม้เป็นผู้บริหารบริษัทไอทีชั้นนำ เอริก เบอร์ริดจ์กล่าวอย่างมั่นใจว่า  “ใครอยากเรียนอะไร ให้เรียนเลย งานจะตามมาเอง”

ที่มา: Ted@IBM: Eric Berridge: Why Tech Needs the Humanities? และ บทความ Steve Jobs: “Technology Alone is Not Enough” จาก https://www.newyorker.com/news/news-desk/steve-jobs-technology-alone-is-not-enough

เรื่อง: กัญญ์ชลา นาวานุเคราะห์