ใครจะไปคิดว่า นอกจากอ้อยจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่ไทยนำมาแปรรูปเป็นน้ำตาลจนเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลกแล้ว พืชเมืองร้อนชนิดนี้ยังเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเหล้ารัมตำรับดั้งเดิม ที่มีต้นกำเนิดและแพร่หลายในหมู่เกาะแคริบเบียน ทั้งยังเป็นหนึ่งในตระกูลเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด เปิดโอกาสให้สองสามีภรรยาหัวใจอีสาน เดวิด จิอัลลอเรนโซ และ หนูรัก วรโคตร์ ได้ทดลองนำวัตถุดิบท้องถิ่นบนผืนดินกว้างใหญ่มาสร้างมูลค่าใหม่ สร้างชื่อให้อีสานบ้านเฮาจนเป็นที่จับตามอง

จากอ้อยสู่รัม

เดวิด จิอัลลอเรนโซ (David Giallorenzo) ผู้ปลุกปั้น ISSAN RUM แบรนด์เหล้ารัมสัญชาติอีสานต้อนรับเราอย่างอบอุ่นที่โรงกลั่นเล็กๆ ของเขาในจังหวัดหนองคาย พร้อมเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของการย้ายมาตั้งรกรากและบุกเบิกธุรกิจในเมืองไทยเมื่อ 7 ปีก่อน หลังจากทำงานในสายการเงินมากว่า 20 ปี อาชีพการงานที่มั่นคงและกำลังไปได้สวยกลับทำให้เขานึกอยากจะหันมาเริ่มสร้างอะไรขึ้นมาด้วยตัวเอง ด้วยวัยขึ้นเลขสี่ ชาวฝรั่งเศสคนนี้คิดว่าการได้เริ่มต้นธุรกิจของตัวเองในยุโรปหรือประเทศที่เขาชื่นชอบอย่างแอฟริกาใต้คงเป็นความคิดที่ไม่เลว แต่หลังจากคิดอยู่หลายเดือนก็ยังไม่ได้ไอเดียเป็นชิ้นเป็นอัน จึงตามเพื่อนมาเที่ยวเมืองไทย และได้ค้นพบความเป็นไปได้ในการนำอ้อยซึ่งปลูกกันมากในภาคอีสานมาผลิตเป็นเหล้ารัม และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นไอเดียธุรกิจที่ชื่อ “อีสานรัม” ของเขา

รายงานปี 2018 ขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า ไทยเป็นประเทศที่ผลิตอ้อยมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากบราซิล อินเดีย และจีน โดยมีอีสานเป็นภูมิภาคที่มีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยมากที่สุดคือ 4.8 ล้านไร่ ปริมาณผลผลิตอยู่ที่ 44 ล้านตันต่อปี   และผลผลิตส่วนใหญ่ถูกนำมาแปรรูปเป็นน้ำตาล

เมื่อได้ไอเดียสร้างธุรกิจ เดวิดและภรรยา พี่เล็ก-หนูรัก วรโคตร์ จึงเริ่มต้นจากการปลูกอ้อยในแปลงของตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่าจะได้ผลผลิตตามที่ต้องการ ทดลองสูตรหมักบ่มจนได้รสชาติที่พอใจ ขั้นตอนการผลิตเริ่มจากนำอ้อยที่เก็บเกี่ยวได้มาคั้น ก่อนจะบ่มด้วยยีสต์ทิ้งไว้ประมาณ 3-4 วัน แล้วกลั่นด้วยไฟอ่อนๆ เพื่อรักษารสชาติของน้ำอ้อยไว้ให้มากที่สุด เก็บไว้ 1 ปีก่อนจะบรรจุขวดส่งไปจำหน่าย จุดเด่นของอีสานรัมคือการใช้น้ำอ้อยสดเป็นวัตถุดิบ นำมากลั่นเป็นเหล้ารัมที่เรียกว่า “รัม อากริโคล์ (Rhum Agricole)” ต่างจากรัมส่วนใหญ่ในตลาด (ประมาณ 95%) ที่นิยมผลิตด้วยกากน้ำตาล (Molasses) ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่เหลือจากการผลิตน้ำตาลในโรงงาน และมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า

จากอีสานสู่ยุโรป

ความตั้งใจแรกของเดวิดคืออยากจะนำเสนอตัวเลือกใหม่ให้ตลาดเหล้ารัม อากริโคล์ ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตในประเทศแถบทะเลแคริบเบียนและละตินอเมริกา ทันทีที่อีสานรัมขวดแรกเสร็จสมบูรณ์ เขาจึงนำไปส่งเข้าประกวดในการแข่งขัน IWSC (International Wine and Spirit Competition) ปี 2014 จนคว้าเหรียญเงินคู่กับ Neisson แบรนด์รัมจากโรงกลั่นบนเกาะมาร์ตีนิกของฝรั่งเศสซึ่งดำเนินกิจการมาเกือบหนึ่งร้อยปี ตามมาด้วยรางวัลเหรียญทองแดงในการแข่งขันประเภทเหล้ารัมขาวต่ำกว่า 50 ดีกรี (Rum Agricole Blanc < 50°) และเหรียญทองประเภทขวัญใจกรรมการจาก Rhum Festival Paris ปี 2015 

“ผมเชื่อว่าในอีก 5-10 ปีข้างหน้า เวลาที่มีคนพูดถึงเหล้ารัม คนจะไม่ได้นึกถึงแค่แคริบเบียนหรืออเมริกาใต้อีกแล้ว แต่พวกเขาจะนึกถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย เพราะสิ่งที่ผมทำที่อีสาน ยังสามารถนำไปปรับใช้ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวหรือเวียดนามซึ่งมีการปลูกอ้อยได้เหมือนกัน”

ปัจจุบัน ผลผลิตทั้งหมดของอีสานรัมส่งออกไปขายในยุโรป แต่หลังจากเปิดตัวในตลาดต่างประเทศอย่างงดงามแล้ว เร็วๆ นี้ก็เริ่มมีร้านอาหารหลายแห่งในไทยที่นำอีสานรัมไปเป็นวัตถุดิบในการสร้างสรรค์เมนูค็อกเทล ไม่ว่าจะเป็น 100 Mahaseth ร้านอาหารไทย-อีสานร่วมสมัยย่านเจริญกรุงที่โดดเด่นด้วยการเลือกใช้ส่วนประกอบของเนื้อหมูและเนื้อวัวแบบทั้งตัว หรือ Asia Today บาร์ค็อกเทลย่านเยาวราชที่เน้นการใช้วัตถุดิบพื้นบ้านมารังสรรค์เป็นเครื่องดื่มแปลกใหม่ “ตอนนี้เรากำลังพยายามขยายตลาดในไทย แต่อุปสรรคใหญ่ก็คือคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จักเหล้ารัมมากนัก คนมักจะนึกถึงแต่เหล้าขาว ดังนั้นผมคิดว่าเราคงต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควรในการสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภค” เดวิดอธิบาย

เมดอินอีสาน 

ข้อมูลตลาดเหล้ารัมจากสำนักวิจัยด้านการตลาดยูโรมอนิเตอร์ระบุว่า ในปี 2016 มีการบริโภคเหล้ารัมทั่วโลก 1.3 พันล้านลิตร และคาดว่าระหว่างปี 2016-2021 ตลาดเหล้ารัมจะมีการเติบโตในเชิงปริมาณ 1.9% โดยปัจจุบันตลาดผู้บริโภครัมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้แก่ อินเดีย ฟิลิปปินส์ ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร เชื่อได้ว่าเส้นทางข้างหน้าของอีสานรัมไม่น่าจะมีอุปสรรคมากนัก 

เมื่อถามถึงจุดหมายต่อไป เดวิดบอกว่าเป้าหมายหลักไม่ใช่เรื่องการขยายธุรกิจ แต่เป็นการทำงานร่วมกับเกษตรกรที่มีแปลงอยู่บริเวณใกล้เคียง “ในปีนี้เราตั้งใจว่าจะทำงานกับเกษตรกรท้องถิ่นมากขึ้น ผมอยากจะทำงานกับเกษตรกรรายเล็กๆ ที่มีพื้นที่ไม่มาก ประมาณ 3-5 ไร่ เพราะเมื่อมีพื้นที่เล็ก พวกเขาจะดูแลมันอย่างตั้งใจ เกษตรกรรายใหญ่จะมีระเบียบการทำงานของเขา การที่จะโน้มน้าวให้เขาลองเปลี่ยนวิธีทำงานมันไม่ง่าย ส่วนขั้นตอนหลังจากเก็บเกี่ยวอ้อยเราก็ยังใช้แรงงานคนเหมือนเดิม พยายามจะใช้เครื่องจักรให้น้อยที่สุด”

“การทำงานกับคนอีสานทำให้ผมได้เห็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย การแบ่งปันและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เวลาพวกเขาได้ค่าจ้าง พวกเขาจะไปซื้ออาหารมาแบ่งกันกิน คนที่นี่ทำงานแบบสบายๆ แต่ก็มีช่วงที่เราต้องเร่งผลิตของ ช่วงนั้นผมกับภรรยาไม่เคยได้กินข้าวสองคนเลย เพราะเราอยู่ด้วยกันกับคนงานแบบเป็นคอมมูนิตี้ มีอะไรก็แบ่งกันกิน ในฝรั่งเศสไม่มีแบบนี้แล้ว ทุกคนตัวใครตัวมัน” 

สำหรับปีนี้ เดวิดตั้งปริมาณการผลิตคร่าวๆ ไว้ที่ 10,000 ขวด แม้จะเป็นตัวเลขที่ไม่สูง แต่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างธุรกิจที่มองเห็นศักยภาพของภูมิภาคที่วันหนึ่งเคยถูกมองข้าม และเปิดประตูความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการสร้างมูลค่าให้แก่สินทรัพย์บนผืนดินกันดารนี้ได้อย่างน่าสนใจ 

“หลายคนคิดว่าผมมาที่นี่เพราะแค่อยากจะมาใช้ชีวิตแบบเงียบสงบ แต่ผมไม่ได้ต้องการแค่นั้น ผมอยากจะสร้างอะไรขึ้นมาด้วยตัวเอง ผมอยากสร้างแบรนด์ และผมเชื่อว่าผมทำได้ เพราะว่าทุกวันนี้โลกของการทำเหล้าเปลี่ยนไปมาก มีโรงกลั่นเล็กๆ เกิดใหม่มากมายที่พยายามผลิตสินค้าคุณภาพออกมา และลูกค้าก็ชอบแบบนั้น พวกเขามีแนวโน้มที่จะไม่ดื่มอะไรที่มีอยู่ทั่วไปในท้องตลาด แล้วผมก็หวังด้วยว่าวันหนึ่งข้างหน้า คนอีสานจะภูมิใจที่อีสานรัมเป็นสินค้าที่ผลิตในบ้านเกิดของพวกเขาเอง”CT 

ข้อมูลเพิ่มเติม: รายงานพื้นที่ปลูกอ้อย ปีการผลิต 2558/59 โดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย จาก ocsb.go.th

เรื่อง: ณัฏฐนิช ตัณมานะศิริ
ภาพ: ภีร์รา ดิษฐากรณ์