หนึ่งในวิธีที่ทำให้มนุษย์ตระหนักถึงปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างละเมียดละไมที่สุด อาจเป็นการเกิดขึ้นของคอนเสิร์ตเอิร์ธเดย์เมื่อปี 1990 ซึ่งจัดขึ้น ณ เซ็นทรัล พาร์ก ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยมีศิลปินดังในยุคนั้นเช่น B-52's, Ben E. King, G.E. Smith, The Saturday Night Live ตบเท้าเข้าร่วมพร้อมกับผู้ชมมากกว่าสามแสนคนจนเป็นภาพใหญ่ในประวัติศาสตร์ ขณะที่คอนเสิร์ตไลฟ์เอิร์ธในปี 2007 ที่ระดมโชว์ไว้มากกว่า 150 โชว์ พร้อมถ่ายทอดสดทั้งทางวิทยุ โทรทัศน์ และอินเทอร์เน็ตแบบข้ามทวีปใน 7 โลเกชันทั่วโลก ก็ยิ่งตอกย้ำถึงบทบาทของนักร้อง นักดนตรี ในการเข้ามามีส่วนร่วมกระตุ้นเตือนถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่รอให้ต้องมีการออกกฎหมายสนับสนุน บทลงโทษ หรือการบังคับใช้อำนาจจากภาครัฐเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง

ในปี 2020 ที่จะถึงนี้ Earth Day หรือวันคุ้มครองโลกจะครบรอบ 50 ปี (หลังจากกำหนดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 เมษายน ปี 1970 ในสหรัฐอเมริกา และนับเป็นการขับเคลื่อนประเด็นทางสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของโลกยุคใหม่) และยังเป็นวันเดียวกันนี้ในปี 2016 ที่องค์การสหประชาชาติได้ลงนามในความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งเป็นความตกลงตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อกำหนดมาตรการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ อันเป็นหนึ่งในความพยายามลดภาวะโลกร้อน

เป็นปีที่ 50 นี่เอง ที่เครือข่ายผู้จัดงานเอิร์ธเดย์ทั่วโลกตั้งใจจะสร้างแรงกระเพื่อมสำคัญเพื่อปลุกความตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง โดยได้ร่วมมือกับกว่า 50,000 หน่วยงาน ใน 190 ประเทศทั่วโลก เพื่อตอบรับกับรายงานฉบับล่าสุดจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ที่ระบุว่าเรามีเวลาอีกไม่เกิน 12 ปี (ปี 2030) ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง และควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสให้ได้ เพื่อดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ การอยู่รอดของมนุษย์ และชะลอการก้าวไปถึงจุดจบของอารยธรรม โดยผู้จัดงานหวังไว้ว่างานครบรอบ ‘วันคุ้มครองโลก’ ปีที่ 50 นี้ จะเป็นงานที่จุดประกายความหวังให้กับความเคลื่อนไหวเรื่องสิ่งแวดล้อม และจะได้สรรพกำลังจากผู้คนทั่วโลกที่หันกลับมาปกป้องโลกใบนี้ให้อยู่รอดต่อไป

ท่ามกลางความล้มเหลวมากมายที่สร้างผลกระทบอย่างคาดไม่ถึงจากพฤติกรรมการบริโภคของมนุษย์หลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งทยอยเกิดขึ้นจนวันนี้ ยังคงมีความพยายามอันยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษในการช่วยกันปกปักรักษาโลกใบนี้ให้คงอยู่เสมอ แม้เราจะยังต้องเผชิญหน้ากับภาวะความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมที่รุนแรงยิ่งขึ้น ชัดเจนยิ่งขึ้น ความหลากหลายทางชีวภาพลดน้อยลง ปัญหาขยะลุกลามใหญ่โต สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จนดูเหมือนว่าสิ่งที่หลายฝ่ายรณรงค์มาโดยตลอดนั้นตามเก็บตามแก้ปัญหาแทบไม่ทัน วันนี้เราจึงกำลังคาดหวังอะไรที่รวดเร็วกว่านั้น จริงจังกว่านั้น และการลงมือจัดการให้ได้เดี๋ยวนี้!

ในภาวะที่รอไม่ได้นี้ Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ดูเหมือนกำลังทำหน้าที่ในการช่วยกอบกู้สถานการณ์โลก การผลิตที่เน้นการนำวัตถุดิบกลับมาใช้ใหม่เป็นวงจรแบบปิดเสมือนวงจรของธรรมชาติที่ไม่เหลือของเสียไว้เช่นเดียวกับการผลิตแบบเดิมที่เน้นการใช้แล้วทิ้งแบบเส้นตรง การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการทำให้เกิดของเสียน้อยที่สุดเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงอาจเป็นทางรอดเดียวที่เราเหลืออยู่

แต่การจะทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นได้จริงนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ตั้งแต่ขั้นของการออกแบบ กระบวนการผลิต การขนส่ง การใช้งาน ไปจนถึงการหมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่ นั่นจึงหมายความว่า ทุกคนบนโลกนี้มีหน้าที่ที่เป็นส่วนสำคัญในการทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นได้จริง โดยไม่อาจขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป

นี่จึงเป็นความท้าทายที่เราต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ในฐานะสิ่งมีชีวิตในนิเวศเดียวกัน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป เพราะเมื่อเราทุกคนต่างเป็นส่วนหนึ่งของโลก เราอาจไม่ต้องรอให้มีคอนเสิร์ตเอิร์ธเดย์ที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง หรือรอให้มีการตกลงในพันธสัญญาร่วมกันในระดับนานาชาติครั้งต่อไป แค่คิดถึงน้ำสะอาดที่เราอาจไม่มีให้ดื่มแล้ววันพรุ่งนี้ หรืออากาศบริสุทธิ์ที่ไม่มีจะหายใจ...เราจะรอได้อยู่อีกหรือ

กิตติรัตน์ ปิติพานิช
บรรณาธิการอำนวยการ