ปัจจุบันแนวโน้มการอยู่อาศัยของเมืองทั่วโลกกำลังมุ่งไปสู่ “การอยู่ร่วมกัน” ท่ามกลางความหลากหลายทั้งในแง่เจเนอเรชัน ไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม และความต้องการ ขณะเดียวกันสิ่งที่บ่งบอกถึง “ความน่าอยู่” ก็ไม่ใช่แค่เรื่องในรั้ว แต่ยังรวมไปถึงความเป็นย่าน (Neighbourhood) ในพื้นที่รอบรั้ว โดยที่ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมได้

“เดลฟี (Delphi)” คือ โครงการวิจัยใหม่ของ SC Asset ที่ชักชวนศูนย์บริการวิจัยและออกแบบ ภายใต้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (REDEK) มาช่วยกันศึกษาแนวโน้มการอยู่อาศัย ตลอดจนหาทางออกแบบและพัฒนาพื้นที่ส่วนกลางภายในและโดยรอบบริเวณในอนาคตของที่อยู่อาศัยย่านบางกะดีและกรุงเทพฯ กรีฑา แนวคิดของโครงการนี้ยังได้แรงบันดาลใจมาจากเมืองเดลฟีซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ในประเทศกรีซ ที่ถูกออกแบบจาก 'ความต้องการของมนุษย์' หรือ Human-centric design นั่นเอง

ที่สำคัญ นับเป็นครั้งแรกที่ธุรกิจเอกชนด้านอสังหาริมทรัพย์ลุกขึ้นมาจับมือกับภาคการศึกษาในการพัฒนาที่อยู่อาศัยในมิติของย่าน (Neighbourhood)

(จากซ้ายไปขวา) ม.ล.จิรทิพย์ เทวกุล นักวิจัยและสถาปนิกของศูนย์บริการวิจัยและออกแบบ มจธ., ดร.ชำนาญ ติรภาส อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มจธ., โฉมชฎา กุลดิลก Head of Corporate Brand SC Asset และ ณัฏฐกิตติ์ ศิริรัตน์ Head of Marketing SC Asset
 

ความท้าทายของโครงการนี้อยู่ตรงผลลัพธ์ที่จะเกิดจากการทำงานร่วมกันของหลายภาคส่วน (Co-creation) โดยศึกษาพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัยในทำเลพื้นที่ทั้ง 2 ย่าน และคาดการณ์ความต้องการของผู้อยู่อาศัยในอนาคตไปพร้อมกัน

เขม-ณัฏฐกิตติ์ ศิริรัตน์ Head of Marketing แห่ง SC Asset อธิบายว่าที่ผ่านมาบริษัทสร้างหมู่บ้านแบบปิดมาโดยตลอด แต่พื้นที่ทั้ง 2 ทำเลนี้มีขนาดใหญ่ประมาณ 100-200 ไร่ มีลักษณะเฉพาะต่างกัน อีกทั้งมีศักยภาพเติบโตในอนาคต เช่น การสร้างสถานีรถไฟฟ้าสายสีแดงในย่านบางกะดี ซึ่งจะเป็นต้นทางของการขนส่งสู่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษอีอีซี (EEC) ขณะที่บริเวณกรุงเทพฯ กรีฑาตั้งอยู่ใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิ นั่นหมายถึงโอกาสการเติบโตทางธุรกิจโลจิสติกส์ จึงต้องการออกแบบและพัฒนาที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว/ทาวน์โฮมให้มีความหลากหลายในแง่การอยู่อาศัยและเกิดคอมมูนิตี้ที่น่าอยู่

“ตอนนี้ทั้งอาชีพและสถานที่ทำงานของคนในกรุงเทพฯ เปลี่ยนไปเยอะมากด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล เราเลยอยากจะสร้างโหนด (Node) ของเมืองให้มีสิ่งต่างๆ ครอบคลุม” ณัฏฐกิตติ์กล่าว

“ถามว่าทำไมเราต้องทำ ก็เพราะว่าเมืองและตลาดบอกกับเราแบบนั้น” จูล-โฉมชฎา กุลดิลก Head of Corporate Brand SC Asset กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่พฤติกรรมของผู้บริโภคและเมืองที่ขยายตัวเร็ว บอกให้รู้ว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะทำแบบเดิมไม่ได้แล้ว “โครงการนี้เป็นการคิดกลับว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าอสังหาริมทรัพย์เลิกคิดแค่เรื่องราว 'ในรั้ว' แต่รวมไปถึงเรื่อง 'รอบรั้ว' ด้วย เรื่องในรั้วเรารู้ดีที่สุดอยู่แล้วเพราะศึกษาลูกค้ามาหลายสิบปี แต่เรื่องรอบรั้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าชุมชนเขาอยากได้อะไรบ้าง เราก็เลยชวนผู้ที่มีความรู้มาทำงานร่วมกัน เพราะเขาจะคำนึงถึงผลกระทบของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งระบบนิเวศ” 

“เราตั้งโจทย์ก่อนว่าถ้าปัจจุบันคนอยู่ในเมืองจะเลือกอยู่คอนโด อะไรจะเป็นเหตุผลให้เขาตัดสินใจไปอยู่บ้านเดี่ยว/ทาวน์โฮมแถบชานเมือง สิ่งที่จะรองรับการใช้ชีวิตของเขาในพื้นที่นั้นได้ในอนาคตคืออะไร แล้วเราจะทำอย่างไรให้การพัฒนาที่อยู่อาศัยสอดคล้องไปกับพื้นที่นั้นๆ และตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่ด้วย ไม่ใช่แค่กลุ่มลูกค้าที่เข้ามาซื้อบ้านอย่างเดียว” อาจารย์ฉุน-ดร.ชำนาญ ติรภาส อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มจธ. ผู้บริหาร REDEK หัวหน้าโครงการ ชี้ว่างานวิจัยนี้จะใช้เวลาราว 3 เดือน เพื่อหาแนวทางการออกแบบที่จะตอบโจทย์ในอนาคต (Design Solutions and Business Opportunities) โดยกรอบการวิจัย (Methodology) ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ดังนี้
 

  1. การศึกษาแนวโน้มการอยู่อาศัยในอนาคต (Future Living Trends) เช่น แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรสู่สังคมผู้สูงอายุ แนวโน้มด้านการดูแลสุขภาพ แนวโน้มด้านเทคโนโลยี แนวโน้มด้านการทำงานที่เทคโนโลยีเอื้อให้คนทำงานอยู่บ้านมากขึ้น และแนวโน้มด้านสังคม (Homelife Neighbourhood) เช่น คนเมืองที่อาศัยอยู่ในคอนโดขาดปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ความเป็นชุมชนหายไป ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนตัดสินใจย้ายไปอยู่ชานเมือง
  2. การศึกษาพื้นที่และคนที่อยู่ในพื้นที่ย่านนั้นๆ (Site & Program Analysis) ว่าเป็นใครมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างไร โดยทำแบบสอบถามและสัมภาษณ์เชิงลึก ในขั้นตอนนี้คนในชุมชนจะเข้ามามีส่วนร่วมด้วย
  3. การศึกษาวิเคราะห์พฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภค (User Behaviour Analysis) โดยใช้หลักการของกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เพื่อศึกษากลุ่มเป้าหมายที่จะเลือกซื้อที่อยู่อาศัยแบบบ้านเดี่ยว/ทาวน์โฮมในอนาคต
     

แล้วโครงการนี้จะนำไปสู่อะไร? โฉมชฎาเน้นย้ำว่าปลายทางของโครงการวิจัยคือ Co-creation ร่วมมือกับธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาให้เข้ามาร่วมกันพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้ทั้งลูกบ้านและคนในชุมชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน อีกทั้งยังช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรไปในตัว

“ทุกวันนี้ความน่าอยู่ของบ้านไม่ใช่แค่เฉพาะตอนตื่นกับตอนนอนแล้ว Journey ของคนคืออยู่แถวบ้านทั้งวัน ทำงานที่บ้านมากขึ้น ความน่าอยู่จึงรวมไปถึง 'ย่าน' แต่เวลาเราจะสร้าง Living Solution ให้กับผู้อยู่อาศัย เราไม่ได้ทำเองทุกอย่าง แต่เราเป็นคนจัดสรร (Provider) และเลือกใช้วิธีการทำงานร่วมกันแบบ Co-create เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุด”

เมื่อเกิดระบบนิเวศที่น่าอยู่ทั้งในมิติของบ้านและมิติของย่าน เราอาจได้เห็นงานวิจัยนี้ถูกนำไปปรับใช้ต่อยอดในโครงการอื่นๆ ของ SC Asset หรือแม้แต่การพัฒนาในมิติของเมืองก็เป็นได้