Exotic India
Exotic India
10 เทรนด์เด่นจากดินแดนแห่งอารยธรรม
ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า อินเดียคือพื้นที่ทางอารยธรรมที่เปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และไม่น่าแปลกใจว่า ในโลกที่หลอมรวมจนแทบจะเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยเวทมนตร์แห่งโลกาภิวัฒน์นี้ วัฒนธรรม Exotic ของอินเดียกลับกลายเป็นสินค้าส่งออกที่สร้างความแตกต่างอย่างโดดเด่น พร้อมกับความเย้ายวนที่น่าค้นหา และความลึกล้ำของภูมิปัญญาอารยะ และที่สำคัญ หลายสิ่งที่เราจะกล่าวถึงนี้กำลังจะกลายเป็นที่นิยมในระดับโลก
1.ศิลปะร่วมสมัย ไม่ว่าจะที่ Christie's, Sotheby's, Venice Biennale, Biennale of Sydney, Art Basel หรือ Frieze Art Fair ศิลปะร่วมสมัยของอินเดียกำลังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการประมูลงานศิลปะนี้ ล่าสุด Syed Haider Raza ศิลปินร่วมสมัยชาวอินเดีย ได้เคาะราคาภาพเขียน “เสาราษฏร์” ของเขาในงานประมูลของChristie'sที่ราคา 3,486,965 เหรียญสหรัฐฯ ในขณะที่ Bharti Kher ศิลปินหญิงที่ขายดีที่สุดในประเทศ ก็เพิ่งเคาะราคาขายรูปแกะสลักช้างของเธอไปที่ 1.5 ล้านเหรียญในงานของ Sotheby's
อาจเป็นเพราะ “ความกล้าที่จะอวดสีสัน” และ “ความเปล่งประกายของวัฒนธรรม” อย่างเด่นชัดที่ทำให้ศิลปะร่วมสมัยจากอินเดียเริ่มเฉิดฉายและเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในตลาดศิลปะระดับโลก ไม่เพียงแค่สองศิลปินที่เรากล่าวถึงข้างต้นเท่านั้น ทุกวันนี้แกลเลอรี่มากมายในต่างประเทศต่างยินดีต้อนรับผลงานของศิลปินจากแดนภารตะ และอีกหลายต่อหลายคนก็ได้รับเชิญไปเปิดงานแสดงในนานาประเทศแล้ว

2. Khadi จริงๆ ไม่ต้องรอให้ชาวโลกมาบอก ชาวอินเดียก็รู้อยู่แก่ใจดีว่า Khadi หรือผ้าฝ้ายทอมือของอินเดียนั้นมีดียิ่งกว่าการเป็นฝ้ายทอมือธรรมดา จากอดีตที่ “มหาตมะคานธี” ได้ใช้ Khadi เป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้เพื่อปลดแอกจากอาณานิคมอังกฤษ วันนี้ผืนผ้าแห่งอิสรภาพก็ได้เดินทางมาพบกับโลกแห่งแฟชั่นในที่สุด เป็นที่สังเกตว่าปัจจุบัน Khadi ได้กลายเป็น “วัสดุโปรด” ของดีไซเนอร์อินเดียหลายต่อหลายราย เช่น Rohit Bal, Ritu Kumar, Sabyasachi Mukherjee, Manish Malhotraฯลฯ ด้วยกระแสความนิยมนี้เองทำให้งานฝีมือโบราณ (ที่เกือบจะเลือนหาย) ค่อยๆ ฟื้นคืนกลับมา โดยเฉพาะที่เมืองภาร์คัลปูร์ในรัฐพิหาร เครื่องทอผ้าด้วยมือเริ่มเข้ามาแทนที่เครื่องจักรทอผ้าอีกครั้ง กลายเป็นปรากฏการณ์ที่สวนทางกับโลกแห่งการผลิตในปัจจุบันอย่างยิ่ง
นอกจากจะเป็นที่นิยมในวงการแฟชั่นอินเดียแล้ว Samant Chauhanดีไซเนอร์หน้าใหม่ชาวอินเดีย (ที่กำลังสร้างชื่อในเวทีสากล) ก็ได้เชื่อมโยงผืนผ้าจากเอเชียใต้เข้าสู่โลกตะวันตกด้วยการนำไหมและฝ้ายทอมือจากภาร์คัลปูร์มาพัฒนาร่วมกับทักษะด้านหัตถกรรมและความสร้างสรรค์ของเขา ผลงานที่ได้จึงกลายเป็นแฟชั่นที่มีกลิ่นอายเฉพาะตัวและ “กระชากใจ” คอแฟชั่นชั้นสูงในอีกซีกโลกได้สำเร็จ ซึ่งนี่เองส่งผลให้วัสดุพื้นถิ่นอย่าง Khadi กลายมาเป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมมากในวงการโอต์ กูตูร์ ระดับโลก

3. เครื่องประดับ Jadau คือคำเรียกเครื่องประดับสุดอลังการของชาวอินเดียที่หล่ออัญมณีต่างๆ เข้ากับทองหรือเงินด้วยการเคลือบลงยา (Enamel) ไม่ผิดหากจะบอกว่าองค์ความรู้นี้ก็เป็นที่แพร่หลายทั่วไปในทุกทวีปทั่วโลก แต่หากลองศึกษากันให้ลึกแล้ว จะพบว่า “การเคลือบลงยา” นั้นมีวิธีการที่แตกต่างกันมากในแต่ละประเทศ
สำหรับอินเดีย การเคลือบลงยามีความเฉพาะตัวทั้งในเชิงวิธีการและจังหวะในการออกแบบ อย่างที่คนท้องถิ่นเรียกกันว่า Meenakari ซึ่งหมายถึงวิธีการลงยาที่สร้างฐานอยู่ข้างหลังเครื่องประดับ ทำให้สามารถวางตำแหน่งอัญมณีได้กว้าง เพิ่มความสวยงาม เทคนิคนี้เองทำให้เครื่องประดับของอินเดียกำลังเป็นที่นิยมและเป็นที่ต้องการของสตรีชั้นสูงที่โปรดปรานต่างหูแบบแชนเดอเลียร์ สร้อยคอและสร้อยข้อมือแบบแผ่หนาหนักอลังการ (ปัจจุบัน Jadou ของรัฐราชสถานและคุชราตจัดเป็นงานฝีมือชั้นสูงที่ประณีตที่สุดในอินเดีย)

4. งานไม้ หากคุณจะนำไม้จันทน์ ไม้สัก ไม้ชิงชัน (Rosewood) ไม้ยม (Red Cedar) ไม้มะเกลือ ไม้ Sheesham (ไม้พื้นเมืองของอินเดีย) หรือไม้ชนิดอื่นใดก็ตาม ส่งไปให้ถึงมือช่างไม้ชาวอินเดียแล้วละก็ คุณจงมั่นใจได้เลยว่า คุณจะได้ “งานไม้ชั้นดี” กลับออกมา ปัจจุบันงานฝีมือจากไม้ Sheesham ของอินเดีย กำลังเป็นที่นิยมมากในกลุ่มมัณฑนากรทั่วโลก (โดยเฉพาะชาวยุโรปและอเมริกัน)ทุกวันนี้คุณสามารถหางานไม้หลากประเภทหลายสไตล์ได้ในทุกแห่งหนทั่วอินเดีย อาทิ งานเลี่ยมโลหะในไม้มะเกลือและไม้ Sheesham ดำ ที่ถูกออกแบบเป็นถาดไม้ ของเล่น ถาดรองชุดน้ำชา หาได้จากเมืองซาฮารันปูร์ในรัฐอุตตรประเทศ, งานบานไม้สลักเสลา และงานไม้ขัดแตะ จากแคชเมียร์, งานเลี่ยมงาช้าง จากปัญจาบ, กล่องเครื่องประดับ มือจับประตู และไม้ตกแต่งขอบมุม จากคชราต เป็นต้น

5. ขนมอินเดีย ที่เรียกรวมว่า Mithai นั้นมีมากมายหลายชนิด มักทำจากนม น้ำตาล มะพร้าว และเครื่องเทศ ตอนนี้ประเทศตะวันตกกำลังเริ่มหลงใหลในความหอมหวานของขนมอินเดีย ในภัตตาคารชั้นดีที่นิวยอร์กและลอนดอน หากลูกค้าอยากจะลิ้มลองความแปลกใหม่ในมื้ออาหารแล้วล่ะก็ เชฟมักจะไม่รอช้าที่จะนำเสนอ “ของหวานแบบอินเดีย” ซึ่งบางครั้งก็ถูกผสมผสานรวมกลายเป็น “ขนมฟิวชั่น” (แบบตะวันออกพบตะวันตก) ซึ่งขนมฟิวชั่นนี้ไม่เพียงแต่จะให้รสชาติใหม่ๆ กับกลุ่มนักชิมเท่านั้น แต่เครื่องเทศมากมายที่ผสมลงไปยังจะให้ผลดีต่อสุขภาพได้อีกด้วย

6. ผลิตผลเกษตรอินทรีย์ คนรุ่นใหม่ในอินเดียหันมาสนใจผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกกันเป็นกระแสใหญ่ในประเทศ นับตั้งแต่บริษัท Fabindia ได้เปิดตลาดอาหารออร์แกนิกขึ้นในปี 2004 ความต้องการผลิตภัณฑ์ปลอดสารพิษนี้ก็กระจายไปอย่างรวดเร็วทั่วประเทศ แถมแผ่กว้างออกไปในต่างประเทศด้วย (โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ประเภทสบู่และความงาม) นอกจากนั้นในกลุ่มสินค้าแฟชั่น ดีไซเนอร์และบริษัทผลิตเสื้อผ้าชั้นนำอย่างเช่น ไนกี้ และ ทิมเบอร์แลนด์ ก็หันมาออกคอลเล็กชั่นที่ทำขึ้นจากผ้าฝ้ายออร์แกนิก 100% และผ้าปอทอมือที่มีแหล่งปลูกในประเทศอินเดียด้วย

7. เครื่องสาย Ektaara หากเสียงเป่าสังข์คือเสียงแห่งการประกาศสงครามตามเรื่องเล่าในตำนาน เสียงของ Ektaara ก็น่าจะเป็นเสียงแห่งการเปลี่ยนแปลงและการก่อร่างขึ้นใหม่ (เป็นเสียงแห่งการปฏิวัติของอินเดียแต่ดั้งเดิมนั่นเอง) Ektaara คือเครื่องสายที่ไม่มีตัวบิดเพื่อขันสาย ทำจากน้ำเต้าและไม้ไผ่ เป็นเครื่องดนตรีหน้าตาพื้นบ้านที่เป็นเพื่อนคู่ใจของผู้นำทางจิตวิญญาณประจำหมู่บ้าน หรือแกนนำหัวดื้อที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงในสังคม บางครั้งใช้บรรเลงเพื่อติดต่อกับเทพเจ้า และบางครั้งก็ใช้บรรเลงเป็นสัญลักษณ์ในการรวมเมืองใหม่
จากประวัติศาสตร์อันยาวนาน Ektaara ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความลี้ลับแม้ในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี เสียงแห่งอดีตนี้ถูกนำมาจัดสรรลงในพื้นที่ร่วมสมัย (อย่างในภาพยนตร์บอลลีวูด)เพื่อให้คนรุ่นใหม่และคนต่างชาติต่างภาษาได้ทำความรู้จัก

8. มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยในอินเดียกำลังก้าวไกลไปในระดับโลก ด้วยมาตรฐานการศึกษาที่ดีแถมด้วยค่าเล่าเรียนที่ไม่แพง (แน่นอนว่าย่อมเป็นที่ต้องตาต้องใจของนักศึกษาจากทั่วโลก) นอกจากนั้น สถาบันการศึกษาจากต่างประเทศยังนิยมมาเปิดศูนย์ฯ หรือสาขาที่อินเดียด้วย เพื่อว่านักศึกษาชาวอินเดียที่เข้าเรียนจะได้รู้สึกเหมือนว่าตนได้วุฒิการศึกษาจากสถาบันในต่างประเทศ ในขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเก่าแก่ของอินเดียอย่างอมิตี้ (Amity) ก็กำลังเดินทางไกลไปเปิดสาขาที่นิวยอร์กและซานฟรานซิสโก (เพิ่มเติมจากสาขาที่มีอยู่แล้วในลอนดอนและสิงคโปร์)
ที่สำคัญข้อดีของระบบการศึกษาที่มีคุณภาพนี้ นอกจากจะเป็นแหล่งความรู้ให้กับนักเรียนนานาชาติแล้ว ในเชิงการพัฒนาระยะยาวยังถือเป็นการดึงดูดบุคลากรคุณภาพให้เข้ามาตั้งต้นและสร้างโอกาสในการประกอบธุรกิจในประเทศอินเดียด้วย

9. Gaon Chalo ท่องเที่ยวในถิ่นไกล ชาวอินเดียในชนบทมักใช้ชีวิตอยู่แต่ในหมู่บ้านของตัวเอง ซึ่งท้องถิ่นที่ค่อนข้างปิดตัวนั้นมักร่ำรวยด้วยวัฒนธรรม มรดก และประเพณีต่างๆ มากมาย และนั่นคือเหตุผลที่กรมส่งเสริมการท่องเที่ยวอินเดียตัดสินใจโปรโมทการท่องเที่ยวในท้องถิ่นต่างๆ ขึ้นมา เช่น หากคุณมุ่งหน้าไปยังเมืองมันดาวาในรัฐราชสถาน สถานที่ท่องเที่ยวแบบโอเพ่นแอร์ที่มี Havelis หรือแมนชั่นส่วนตัวแบบอินเดียกระจายตัวอยู่กลางทะเลทรายนั้น ได้กลายเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาสัมผัสวิถีแห่งชนเผ่าอย่างไม่ขาดสายในปัจจุบัน หรือสำหรับคนที่มุ่งหน้าไปยัง Kinnaur ในรัฐหิมาจัลประเทศทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่นี่ก็ถือเป็นสวรรค์สำหรับนักผจญภัยและผู้รักธรรมชาติ ด้วยภูมิประเทศแบบเทือกเขาสูงที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับวิถีแห่งชนบทกันแบบเต็มๆ หรือในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ทางรัฐสิกขิมเขาจัดเทศกาลท้องถิ่นประจำปีชื่อว่า Winter Village Festival (เทศกาลแห่งสินค้าพื้นเมือง เช่น เสื้อผ้าและงานหัตถกรรมที่มีความเฉพาะตัว) มาเย้ายวนนักช้อปที่ต้องการสรรหาของฝากแปลกใหม่ที่รับรองว่าหาซื้อที่ไหนไม่ได้อีกแล้วในโลก เป็นต้น

10. Zoo-Zoos คาแรกเตอร์ดังจากแบรนด์เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ “โวดาโฟน”ที่ออกแบบโดยบริษัทโฆษณา โอกิลวี่แอนด์ เมเธอร์(อินเดีย) ผลงานนี้ทำให้ Piyush Pandey ผู้บริหารของเอเจนซี่ชื่อดังแห่งนี้ถึงกับกล่าวว่า "ไม่มีอะไรที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศเราได้มากเท่า Zoo-Zoos อีกแล้ว"
ปัจจุบัน Zoo-Zoos ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนอินเดียไปแล้ว ไม่ว่าจะในทีวี เฟซบุ๊ก ไปจนถึงคอลเล็กชั่นของสะสม (ดูเหมือนว่าเจ้า Zoo-Zoos จะต้องไปปรากฏตัวอยู่ทุกที่) และนอกจากจะดังเป็นพลุแตกในประเทศของตัวเองแล้ว ตอนนี้คาแรกเตอร์ Zoo-Zoos ยังถูกนำไปใช้ในแคมเปญโฆษณาของโวดาโฟนในแอฟริกาใต้ด้วย ซึ่งรายงานข่าวล่าสุดนั้นบอกว่าเจ้าตัวขาวๆ หัวกลมๆ นาม Zoo-Zoos นี้ ก็ได้ชนะใจคนแอฟริกาใต้ไปแล้วอีกประเทศ
อินเดียจึงนับเป็นดินแดนที่อุดมด้วยสินทรัพย์สร้างสรรค์และทักษะสูงค่า รวมถึงวัตถุดิบในการสร้างผลงานที่ไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการทางกายภาพ แต่ยังเติมเต็มความต้องการทางอารมณ์และจิตวิญญาณให้กับผู้บริโภคแห่งอนาคตโดยแท้
ที่มา : นิตยสารEXOTICAฉบับเดือนสิงหาคม 2010
ภาพ Creative Commons (flickr.com/creativecommons) By Jcandeli
เรื่อง : TCDCCONNECT โดย อาศิรา พนาราม
- 1 พฤษภาคม 2554
- 0 ความคิดเห็น
- อ่าน5321

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)
กรุณา Login เข้าระบบก่อน