Collaboration to Innovation
โดย ธนภณ เศรษฐบุตร (@thanapons)
"เราจะฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกัน" คงเป็นประโยคที่หลายๆ คนได้ยิน (หรือแม้แต่ได้เห็น) ค่อนข้างบ่อยในช่วงวิกฤตน้ำท่วมที่ผ่านมา ตอนนี้ถึงแม้ว่ามวลน้ำส่วนใหญ่จะพัดผ่านไปแล้ว แต่ปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาความขัดแย้ง ปัญหาความไม่เท่าเทียม และปัญหาอื่นๆ ก็ยังฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทย ไม่ได้มาและผ่านไปเหมือนมวลน้ำจากมหาอุทกภัย ยิ่งไปกว่านั้นปัญหาสังคมต่างๆ ยังมีความซับซ้อนมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะปัญหาต่างๆ นั้นถูกสะสมมาช้านาน หรืออาจจะเป็นเพราะลักษณะสังคมที่เปลี่ยนไปและมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดีไม่ว่าต้นเหตุของความซับซ้อนนั้นจะมาจากปัจจัยไหนหรือเกิดจากทั้งสองปัจจัยรวมเข้าด้วยกัน ผู้เขียนเองก็ไม่สามารถให้คำตอบที่แน่ชัดได้ แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถจะพูดได้คือ การที่จะคลายปมปัญหาดังกล่าว เป็นงานที่ใหญ่เกินกว่าที่องค์กรหรือใครคนใดคนหนึ่งจะสามารถทำเพียงลำพังได้ ความร่วมมือจากหลายๆ ภาคส่วน และการควบรวมของความรู้ความสามารถจากคนหลากหลายสาขาต่างหากที่เป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพาพวกเราทุกคนฝ่าวิกฤติปัญหาทางสังคมต่างๆ เหล่านี้ไปด้วยกัน
แนวคิดการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนหรือผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ในเวทีระดับโลก โดยเฉพาะหลักการคิดสร้างนวัตกรรมจาก "การออกแบบร่วมกัน" (Co-design) เองก็เป็นสิ่งที่ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในหลากหลายวงการ การเปิดโอกาสให้ผู้คนจากหลากหลายสาขาอาชีพ หลากหลายพื้นฐานทางสังคมได้เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ร่วมกันคิด ออกแบบ เป็นหนึ่งช่องทางที่จะนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกได้ ตัวอย่างขององค์กรที่นำแนวคิดดังกล่าวมาใช้อย่างเป็นกิจลักษณะในการออกแบบนวัตกรรมทางสังคม (Social Innovation) คงหนีไม่พ้น IDEO (www.ideo.com) บริษัทที่ปรึกษาด้านการออกแบบนวัตกรรมที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งงานออกแบบทางนวัตกรรมของ IDEO นั้นไม่ได้ถูกจำกัดอยู่พียงแค่การออกแบบผลิตภัณฑ์ แบรนด์ หรือการออกแบบทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังร่วมไปถึงการออกแบบเพื่อการแก้ไขปัญหาสังคมอย่างมีนวัตกรรมอีกด้วย นอกจากนี้ IDEO ยังมีเว็บไซต์ OPEN IDEO (www.openideo.com) ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เปิดให้โอกาสให้ทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบนวัตกรรมหรือวิธีการแก้ปัญหาทางสังคม ปัจจุบัน OPEN IDEO มีสมาชิกกว่า 20,000 คนทั่วโลก ที่เข้ามาช่วยกันค้นหานวัตกรรมที่จะแก้ไขปัญหาสังคมตามโจทย์ที่ได้ถูกกำหนดมา

ภาพจาก: openideo.com
แต่อย่างไรก็ดี ตัวอย่างของ OPEN IDEO เป็นเพียงแค่น้ำจิ้มที่แสดงให้เห็นถึงการสร้างความร่วมมือในลักษณะหนึ่งเท่านั้น การมีเพียงแค่พื้นที่ส่วนกลางออนไลน์สำหรับการพบปะแลกเปลี่ยน ในที่สุดก็ยังไม่สามารถแทนที่การพบปะกันในโลกแห่งความเป็นจริงได้ (อย่างน้อยก็ตามที่ผู้เขียนเชื่อ) อีกแนวคิดหนึ่งที่น่าจับตามองในการสร้างความร่วมมือคือแนวคิดของการสร้าง Co-Working Space หรือพื้นที่ทำงานร่วม ถ้ามองเพียงผิวเผิน Co-Working Space อาจดูเหมือนเป็นเพียงพื้นที่ที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่สามารถมาเช่าพื้นที่ทำงานได้ในต้นทุนที่ต่ำ โดยแทนที่ผู้ประกอบการจะต้องเช่าพื้นที่ทั้งออฟฟิศในการทำงาน ผู้เช่าสามารถที่จะจ่ายเพียงค่าธรรมเนียมในการเข้ามาใช้สถานที่ทำงาน และใช้อุปกรณ์ออฟฟิศต่างๆ เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร ร่วมกับผู้เช่าคนอื่นๆ ได้ แต่ถ้าลองมองให้ดี ปริมาณจำนวนคนที่ผู้มาใช้บริการสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนด้วยได้ จะไม่มากเท่ากับโอกาสในการแลกเปลี่ยนบนช่องทางออนไลน์ แต่ลักษณะของปฎิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในโลกออฟไลน์นั้นมีความลึกซึ้งมากกว่าการแลกเปลี่ยนกันอยู่เพียงหน้าคีย์บอร์ดเท่านั้น ซึ่งการพบปะในลักษณะนี้สามารถนำไปสู่การสร้างความร่วมมือ (Partnership Formation) ระหว่างสมาชิกที่เข้ามาใช้บริการในกรณีที่มีความคิดหรือความสนใจที่ตรงกัน และนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ หรือโครงการอื่นๆ ที่น่าสนใจอย่างมีนวัตกรรมได้
ตัวอย่างของพื้นที่ Co-Working Space สำหรับคนทำงานภาคสังคมที่ประสบความสำเร็จและมีการขยายผลไปในวงกว้างที่สุดคงหนีไม่พ้น The HUB (the-hub.net/index.html) กิจการเพื่อสังคม หรือ Social Entprise ที่มุ่งจะสร้างพื้นที่ Co-Working Space สำหรับผู้ประกอบการเพื่อสังคม (Social Entrepreneur) และผู้ที่สนใจงานด้านสังคมสิ่งแวดล้อม The HUB เชื่อว่าทรัพยากรที่สำคัญที่สุดสำหรับคนเรานั้นคือไอเดีย แต่ในสังคมปัจจุบันสถานที่ๆ เราจะสามารถแปรเปลี่ยนให้ไอเดียต่างๆ ของเรานั้นกลายมาเป็นความจริงขึ้นมาได้กลับมีให้เห็นไม่มากนัก นอกจากนี้ The HUB ยังเชื่อว่าสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรหรือผู้ที่ทำงานอยู่ในแวดวงการสร้างนวัตกรรมคือการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ที่จำเป็น (Needed Resources) เครือข่าย (Connection) ประสบการณ์หรือบทเรียนที่ผ่านมา (Experience) องค์ความรู้ (Knowledge) และเงินทุน (Capital) เพื่อสร้างการเข้าถึงสิ่งต่างๆ ดังที่กล่าวมา จึงเป็นที่มาของ The HUB สถานที่ที่ สมาชิกสามารถเข้ามาขยายเครือข่ายของตน พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์หรือความรู้ แลกเปลี่ยนให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมไปถึงโอกาสในการได้พูดคุยกับแหล่งเงินทุนหรือนักลงทุนทางสังคม (Social Investor) ที่มักจะเข้ามาค้นหาโครงการหรือไอเดียใหม่ที่ๆ น่าสนับสนุนจากผู้คนใน The HUB อยู่เสมอๆ

ปัจจุบัน The HUB มีสาขาอยู่ใน 27 เมืองใหญ่ทั่วโลกใน 5 ทวีป ซึ่งเชื่อมผู้ประกอบการเพื่อสังคมและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขากว่า 4,000 คนเข้าด้วยกัน ซึ่งความสำเร็จของ The HUB คงเป็นหลักฐานที่ชัดเจนแล้วว่าสำหรับเหล่านวัตกรเพื่อสังคมทั้งหลาย (Social Innovator) การจะสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ นั้น การได้พบปะแลกเปลี่ยนกับผู้คนจากหลากหลายสาขานั้นเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น "พื้นที่กลาง" เช่น Co-Working Space อย่าง The HUB จึงเป็นเป็นเหมือนสถานที่ในอุดมคติสำหรับบุคคลเหล่านี้ เป็นสถานที่ๆ เป็นเสมือนกล่องที่มีการใส่วัตถุดิบส่วนผสมที่หลากหลายเข้าไว้ด้วยกัน และเมื่อเหล่าวัตถุดิบต่างๆ เหล่านั้นได้เข้ามาผสมเข้าด้วยกันผลลัพธ์ที่ออกก็คือ "นวัตกรรมทางสังคม" ที่มีศักยภาพในการแก้ไขหรือบรรเทาปัญหาสังคมที่ล้วนแต่จะมีความซับซ้อนขึ้นทุกวัน หรืออาจจะพูดได้ว่าการสร้างพื้นที่กลางสำหรับนวัตกรเพื่อสังคมเป็นการเปิดประตูสู่หนทางใหม่ที่นำพาเราทุกคนฝ่าวิกฤตต่างๆ ไปด้วยกันได้อย่างมีนวัตกรรมและยั่งยืน
- 21 กุมภาพันธ์ 2555
- 0 ความคิดเห็น
- อ่าน4328

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)
กรุณา Login เข้าระบบก่อน